ประสบการณ์ภาวนาของ คุณลริษา

จากฆราวาสผู้ครองเรือน ใช้ชีวิตตามแบบปุถุชนทั่วไป แต่เมื่อเวลามาถึง แม้นอุปสรรคน้อยใหญ่ก็มิอาจขวางได้ บัดนี้คุณลริษา ได้พบหนทางแห่งสัจธรรมของชีวิตและครูบาอาจารย์ที่ตามหา เรื่องราวจะมีความเป็นมาอย่างไร ขอเชิญทุกท่านอ่านประสบการณ์เพื่อน้อมพิจารณาให้เกิดปัญญาด้วยเถิด

สาเหตุที่มาเข้าคอร์สของข้าพเจ้า อาจจะแตกต่างจากท่านอื่น ๆ กล่าวคือในวันหนึ่งกลางปี พ.ศ. 2559 ข้าพเจ้าได้ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดขาว เสื้อแขนยาวสีขาวกระโปรงยาวคลุมเท้า ทรงผมยกขึ้นไปด้านหลัง ก็ลังเลสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เจ้าแม่กวนอิมแน่นอน พอตื่นมาก็ได้เล่าความนี้ให้สามีฟังว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งได้บอกว่า “เวลาของท่านเหลือน้อยแล้ว ให้ไปสถานที่หนึ่ง” สงสัยว่ามันคือที่ไหนก็ไม่มีความเข้าใจ จิตใจก็ไม่ดี รู้สึกไม่ดีว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหรือ เพราะสองวันต่อมา ก็ได้ฝันเห็นสถานที่นี้ เป็นทุ่งโล่งกว้างมีภูเขาหลายลูก และเหมือนมีหลังคาหลังใหญ่ ก็เล่าความฝันให้สามีฟังอีกครั้งหนึ่ง สามีก็ได้บอกให้ใจเย็น ๆ นั่งก่อนเดี๋ยวค่อยคุยกัน

จากนั้นสามีก็ไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งหน้าปกสีแดงมาให้อ่าน ระหว่างเปิดอ่านหนังสือเล่มนั้น จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะว่ามีความรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ หากข้าพเจ้าจำไม่ผิด เกือบจะท้ายเล่มก็ไปเห็นภาพเหมือนในความฝันอย่างชัดเจน ก็เลยบอกสามีว่า ภาพในหนังสือกับภาพในความฝัน มันคือภาพที่เหมือนกัน ข้าพเจ้าถามสามีว่า ภาพนี้มันคือที่ไหน แล้วเราจะไปดูที่นี่ได้อย่างไร

สามีบอกว่า “ใจเย็น ๆ รอก่อนเดี๋ยววันจันทร์ค่อยดูอีกทีหนึ่ง แล้วค่อยติดต่อกลับไป” ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสรับนัดหมายกับสถานที่เป็นวันเสาร์ เวลาประมาณ 15:00 น. เมื่อไปถึงและยืนมองและหมุนตัวไปรอบ ๆ มีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เหมือนเป็นบ้านของเราและคุ้นเคยมาก่อน สามีถามว่า “สถานที่นี้ใช่ไหม?” ข้าพเจ้าตอบกลับไป “ใช่เลย”

ในจิตของข้าพเจ้ารู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก เราทั้งคู่ได้เดินเข้าไปข้างในธรรมสถาน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ไปรอที่เรือนปฏิบัติหลังใหญ่ ระหว่างที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ สักครู่ ได้เหลือบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางประตู ในใจคิดว่า น่าจะเป็นผู้หญิงคนนี้ ที่เป็นอาจารย์สอนในจิต เกิดความรู้สึกใจสั่นเหมือนจะร้องไห้อยู่ด้านใน เห็นผู้คนที่ได้เข้าไปคุยกับท่านอาจารย์ทีละคน ข้าพเจ้าได้นั่งน้ำตาไหลอยู่คนเดียว ตรงกลางห้องในระหว่างรอ เกิดอาการลุกขึ้นไม่ไหว เพราะว่าใจมันสั่น ทั้งดีใจและร้องไห้ ทั้งอายสามีและลูกเหมือนกัน และผู้คนรอบข้าง แต่กระนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาตลอด จึงตัดสินใจเดินลงมารอคอยด้านล่าง

สามีได้สอบถามรายละเอียดต่าง ๆ ในการสมัครเข้าคอร์สอบรมพร้อมกันทั้งสองคน แต่สามีมีวาสนาได้เข้ามาวิปัสสนาเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2559 ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้รับเลือกให้เข้าอบรมด้วย ทำให้ความรู้สึกว่าเราไม่มีวาสนา รู้สึกเสียใจและน้อยใจ ได้แต่พยายามตั้งจิตอธิษฐานทุกวัน จำได้ว่ามีหนังสือของท่านอาจารย์หลายเล่มมากขึ้น โดยเอาหนังสือมาเรียงอยู่บนหัวเตียง โดยสามีแนะนำให้อธิษฐานถึงท่านอาจารย์ทุกวัน สักวันเราคงจะได้มีวาสนาที่จะไป รวมถึงให้สมัครเข้าคอร์สอานาปานสติก่อน หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้เข้าอบรมคอร์สอานาปานสติในครั้งถัดมา ในเดือนธันวาคม 2559

ในที่สุดข้าพเจ้าได้มาเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งแรก ในเดือนมกราคม 2560 ซึ่งมีความปลาบปลื้ม ดีใจ รวมถึงมีความตั้งใจอย่างมาก พร้อมที่จะเข้าไปเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ในการอบรมครั้งแรก จำได้ว่านั่งไม่นิ่งเลย ขยับตัวขยับมืออยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งยวดตามคำสอนของท่านอาจารย์ และคิดอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้น้อยที่ไม่มีความรู้ ด้านการนั่งสมาธิมาก่อนเลยต้องเชื่อฟัง อีกทั้งตั้งใจอย่างยิ่งในการฟังธรรมของท่านอาจารย์สอนทุกถ้อยคำ มีความจำได้และรู้เข้าใจที่ท่านสอนทุกประการ การฟังธรรมนั้น ทำให้ข้าพเจ้า รู้สึกซาบซึ้งปีติทุก ๆ ครั้งที่ท่านสอน และมีความเข้าใจชัดเจน

พร้อมทั้งอธิษฐานจิตไปว่า ขอให้ได้นั่งวิปัสสนาได้สำเร็จด้วยเทอญ โดยอธิษฐานแบบนี้ทุกวัน ในการสอบอารมณ์ ที่ท่านอาจารย์ถามตามสภาวะนั้น ๆ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นภาพอะไรมากมาย จนบางครั้งยังคิดไปว่า จะเล่าให้ท่านอาจารย์ฟังดีไหม เพราะว่ามันเยอะเกินไป พอถึงเวลาที่สอบอารมณ์จริง บางอย่างที่ตั้งใจไม่อยากจะเล่า แต่ในที่สุด ก็จำเป็นต้องเล่าให้ท่านอาจารย์ฟังในที่สุดตามสภาวะที่เห็นเรื่อยมา โดยครั้งแรก ๆ ที่ข้าพเจ้าเห็นสภาวะนั้น ๆ ท่านอาจารย์ได้กล่าวให้ทราบว่า นั่นคือเจ้ากรรมนายเวร ข้าพเจ้าเห็นทุกวันตามลักษณะต่าง ๆ ที่เข้ามา

ครั้นเมื่อสอบอารมณ์ข้าพเจ้าก็ได้เล่าสภาวะให้ท่านอาจารย์ได้ฟัง ท่านเมตตาแนะนำให้บอกเจ้ากรรมนายเวรว่า ให้มารับผลบุญ ในวันที่แผ่บุญนั้นเวลาบ่าย 3 โมง ข้าพเจ้าก็ทำตามอย่างเคร่งครัด เมื่อสอบอารมณ์ในวันต่อมา ท่านอาจารย์ก็ถามข้าพเจ้า ว่ามีสภาวะอะไรเกิดขึ้นอีกไหมวันนี้ ข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านอาจารย์ไปว่า “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ เขาไม่มาแล้วเจ้าค่ะ แต่ได้พบพระสงฆ์รูปหนึ่ง และมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่น่าจะหลักร้อยคนนั่งฟังธรรมของหลวงพ่อจรัญ พลันก็เห็นผู้หญิงกับผู้ชายเขาคุยกันว่า มาพบหลวงพ่อจรัญ” หลังจากนั้นสภาวะก็มีเกิดขึ้นอีกว่า ข้าพเจ้าเห็น ต้นไม้และภูเขา ระหว่างช่องภูเขาและต้นไม้นั้นข้าพเจ้าได้เห็น ภาพพระองค์สีขาวค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมา จากหุบเขานั้นขึ้นมาเรื่อย ๆ ขึ้นมายืนอยู่บนเมฆ ได้ยินเสียงบอกว่า จิตเจ้าได้แจ้งแล้ว ในขณะนั้นข้าพเจ้า จำได้ว่าข้าพเจ้าน้ำตาไหลตลอดเวลา และรู้สึกตัวเบาใจสั่น

ในสภาวะที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่บนเรือนใหญ่หรือที่เรือนนอนก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นอยู่เสมอทุกวัน คือเห็นท่านอาจารย์นั่งภาวนาใส่ชุดสีขาว ขาวเหมือนแสงนีออน จนรู้สึกว่าทำไมท่านขาวได้แบบนั้น ทุกวันที่ข้าพเจ้าพบท่านอาจารย์ในนิมิตเวลานั่งภาวนา เมื่อนั่งภาวนาต่อมาก็ได้พบ พระพุทธรูป เป็นรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นองค์สีน้ำตาลใหญ่มากลอยอยู่ข้าง ๆ ตัวข้าพเจ้า ในสภาวะนั้นข้าพเจ้าก็เพ่งตรึงรู้ตามที่ท่านอาจารย์สอนมาเสมอทุกครั้งที่นั่งภาวนา มีความรู้สึกว่าต้องเชื่อฟังคำสอนของท่านอาจารย์ เพราะมีความกลัวเหมือนกัน เนื่องจากในชีวิตนี้ไม่เคยนั่งสมาธิมาเลย ในใจคิดทุกวันว่าต้องเชื่อฟังท่านอาจารย์ ที่สอนทุกวันว่าให้อยู่ในที่มั่นคือ เพ่งอยู่ในจุดสัมผัสตลอด

จำได้ว่าทุกคืนที่นอนอยู่ เวลานอนก็น้ำตาไหลทุกคืน เหตุเพราะว่าข้าพเจ้านับถอยหลัง ที่เวลาเหลือน้อยกับบ้านหลังนี้ทุกคืน คิดในใจว่าไม่อยากกลับบ้านเลย ไม่มีความคิดถึงบ้าน สามีและลูกเลย มีแต่ความคิดถึงบ้านหลังนี้และท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าทุกวัน และเกิดมีสภาวะที่ไม่อยากทานอาหาร ทานข้าวไม่ค่อยได้ จึงได้กราบเรียนท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์แนะนำว่า ต้องทานนะ ให้สังขารมีพลังที่จะภาวนาต่อ ในบางวันข้าพเจ้ารู้สึกว่า อาบน้ำก็รู้สึกว่ามันยิ้มเอง จะนอนพักผ่อนก็มีความรู้สึกว่าตัวเองนอนยิ้มอยู่คนเดียว ในหลายครั้งก็ยังเอาผ้าห่มมาปิดหน้ารู้สึกอายตัวเอง เวลาเดินก็เหมือนคนเดินลอยลอย กลัวจะล้มตลอดเวลา เกิดสภาวะแบบนี้จนถึงวันสุดท้าย หลังจบคอร์ส เมื่อได้เดินทางกลับมาถึงบ้านในวันอาทิตย์นั้น ข้าพเจ้าและสามี ก็ปฏิบัติภาวนาต่อทันทีทุกวัน เวลาตีสี่ถึงตีห้า มีความเพียรมาตลอด และมีโอกาสได้พบท่านอาจารย์เรื่อยมาในระหว่างภาวนา ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจอย่างยิ่งและดีใจทุกครั้ง เพราะรู้ว่ามีครูบาอาจารย์ คอยมองเราอยู่…

(ติดตามประสบการณ์ภาวนาในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)

One thought on “‘เมื่อเวลามาถึง’ ตอนที่ 1

  1. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุกับคุณลริษาอย่างยิ่ง ที่มีหนักแน่น และไม่ยอมแพ้ก้ับอุปสรรคในชีวิตที่เข้ามา เป็นนักสู้จริงๆ เป็นตัวอย่างของฆราวาสผู้มุ่งมั่นปฏิบ้ัติธรรมจริงๆ ครับ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.