ประสบการณ์ภาวนาของ คุณลริษา

เมื่อมาถึงเดือนมกราคม 2561 ข้าพเจ้าก็ได้เห็นภาพเป็นภูเขาสีดำลูกใหญ่ สักพักไฟได้ไหม้ลุกลามภูเขานั้นแล้วก็ระเบิดขึ้น พังทลายราบเป็นหน้ากลอง ต่อมาได้เห็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง รูปร่างผอมสูง นั่งพิงหมอนอิงยิ้มหัวเราะ ในความคิดนั้น เหมือนท่านหัวเราะ เย้ยหยันข้าพเจ้า สักพักได้ยินเสียงว่า “มึงรู้แล้วใช่ไหมว่ามันก็เท่านี้เอง” แล้วท่านก็ถือเหมือนไม้ท่อนหนึ่งที่มันวางคว่ำเนิ่นนาน แต่วันนี้มันได้ถูกหงายขึ้นแล้ว ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาถอนการภาวนา เพื่อเตรียมตัวที่จะไปส่งลูกที่โรงเรียน

ระหว่างที่นั่งในรถข้าพเจ้าน้ำตาไหลออกมา พร้อมกับได้ยินเสียงเห็นภาพขึ้นมา บอกให้ข้าพเจ้าไปทำ 3 สิ่งนี้ คือ ภาพวัดแห่งหนึ่งซึ่งจำได้ว่า เคยไปมาแล้ว พลันก็รู้ด้วยจิตว่านี่คือวัดญานเวศกวัน และจุดที่ 2 คือวัดเกตุมวดี เห็นเป็นภาพเจดีย์ขนาดใหญ่ และมีสิ่งหนึ่งบอกว่า เทวดารออยู่ จุดที่ 3 เป็นภาพพวงมาลัยสีขาวใหญ่ และให้ไปกราบมารดาของข้าพเจ้า 3 สิ่งนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำไปทำจนครบทุกอย่างภายในเดือนมกราคม

หลังจากนั้น มีความรู้สึกว่าหลายอย่างเปลี่ยนไป เช่น ทำงานไปตามปกติ แต่เมื่อมีความกลุ้มใจหรือมีความทุกข์ใจใด ๆ เข้ามา ข้าพเจ้ารู้สึกวางเฉยได้และมองความทุกข์ความกลุ้มใจนั้นอย่างเฉยเมยและธรรมดา น้ำเสียงที่เคยก้าวร้าว พูดจาแรงก็ลดลง ดูว่าจิตใจอ่อนนุ่ม ทานอาหารไม่รับรู้รส ไม่อยากทานอาหาร จนสามีถามว่า ไม่สบายหรือเปล่า มีอาหารอะไรก็ได้ ก็ทานได้ไม่เลือกทาน จากที่เคยเป็นคนเรื่องมาก ตอนนี้ความเป็นอยู่อย่างไร อะไรก็ได้

และในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หลังจากที่สมัครคอร์สไป ได้มีเมลตอบกลับว่า ใบสมัครไม่สมบูรณ์ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้กรอกตรงจุดที่ให้กรอกว่า ภาวนามารวมกี่ชั่วโมง เนื่องจากจำไม่ได้อย่างแน่นอน เกรงว่าถ้ากรอกผิด จะผิดศีล คิดในใจว่าหากไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งคงจะมีโอกาสได้ไป ในขณะนั้นสามีได้แนะนำว่า ต้องสมัครต่อลองดู ก็เลยส่งใบสมัครเข้าไปอีกครั้งหนึ่งและได้รับการตอบรับในการเข้าคอร์สตามที่ใจปรารถนาและตั้งมั่นในสภาวะธรรม

คอร์สที่ 2 นี้ ข้าพเจ้าได้พบท่านอาจารย์ ในนิมิตขณะภาวนาทั้ง 3 วันแรก เมื่อได้เวลาสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์ก็ถามว่า “ในสังขารมีอะไรไหม” ได้กราบตอบไปว่า “ไม่มีเจ้าค่ะ” มีแต่พบท่านอาจารย์ทั้ง 3 วันเลยเจ้าค่ะ และได้เล่าสภาวะธรรมของเดือนมกราคมให้ท่านอาจารย์ได้รับทราบไปตามนั้น เมื่อได้สอบอารมณ์อีกครั้งหนึ่งในวันต่อมา ท่านอาจารย์ได้เมตตาสอบถามอีกครั้งว่า “วันนี้ มีสภาวะอะไรไหม” ก็ตอบว่า “ไม่มีเจ้าค่ะ ไม่มีเลย แต่ทานอาหารไม่ได้” ท่านอาจารย์ก็ถามว่า ร้อนมากไหม ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ร้อนมากไม่เคยร้อนแบบนี้มาก่อนเลย ตัวเบา เหงื่อออกมาก ใจมันสั่น ตัวมันเบาเหมือนไม่มีแรง คิดว่าจะเป็นลม แต่เมื่อมาดูจิตใจก็มีกำลังใจที่ดี และตั้งใจที่จะพบท่านอาจารย์ฟังธรรมทุกวันอย่างใจจดใจจ่อ

ข้าพเจ้าชอบฟังธรรมของท่านอาจารย์อย่างยิ่ง เพราะมีความรู้สึกชอบตั้งแต่คอร์สแรกมาแล้ว เมื่อฟังธรรมแล้ว เข้าใจทุกอย่างที่ท่านอาจารย์สอน มันเป็นความรู้สึกเช่นนั้นเรื่อยมา การที่ฟังธรรมของท่านอาจารย์นี้ ทำให้มีความเข้าใจในการตั้งมั่น ในความเพียรอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะคำว่ายิ่งยวด เข้าใจคำว่าของแท้รู้ให้ชัด เข้าใจคำว่าสมมติ ที่ทุกคนเกิดมาพบเจอกันทุกอย่างเป็นของสมมุติ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ในการปฏิบัติครั้งที่ 2 นี้ ข้าพเจ้ามีความตั้งใจปฏิบัติอย่างมากคือ ในวันที่เข้ากรรมฐาน ในช่วงเวลาพัก ข้าพเจ้าได้ออกไปนั่งที่เก้าอี้ริมระเบียง พลันสายตาก็เห็นผู้หญิงคู่หนึ่ง ยืนหันหลังให้กับข้าพเจ้าอยู่ คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ และอีกคนรูปร่างผอมบาง และเมื่อได้เหลือบไปเห็นผ้าถุงที่เขาใส่สีขาวในการมาปฏิบัติธรรม แต่ว่าทำไมมันเป็นผ้าที่หยาบ เหมือนผ้าฝ้าย เนื้อหยาบมาก เพราะมันมีตุ่มตุ่ม เหมือนท่อไม่เรียบ และเห็นที่น่องของทั้งสองคนเป็นเกล็ดสีดำเลื่อม ในขณะที่กำลังมองเห็นนั้นก็มีเสียงเข้ามาทางด้านซ้ายว่า งู!! ขึ้นมาฟังธรรมของท่านอาจารย์และปฏิบัติธรรม แต่ไม่ให้เข้าไปด้านในให้อยู่ด้านนอก

ข้าพเจ้าก็นั่งงง ๆ จากนั้นก็มานั่งที่เบาะภาวนาต่อ เกิดเป็นความคิดขึ้นได้ว่า เคยอ่านหนังสือเจอถึงหลวงปู่หรือพระต่าง ๆ ที่มีภูมิธรรมสูง ก็จะมีสัตว์มาฟังธรรม แต่ไม่คิดว่าที่เห็นนั้น มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ เลยทำให้คิดต่อไปว่า ทั้งตัวเราและเพื่อนร่วมคอร์สก็เป็นมนุษย์ จะไม่เพียรได้อย่างไร ในใจก็คิดว่า ขนาดเขาเป็นสัตว์เดรัจฉานยังแฝงตัวขึ้นมา เพื่อฟังธรรม หาทางหลุดพ้น เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงได้ตั้งจิตว่า ตั้งแต่วันนี้ไปข้าพเจ้าจะพยายามนั่งให้นิ่งและเพียรให้มากอย่างยิ่งยวด นี่คือสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจ และรู้สึกได้เลยว่า มีกำลังจิตขึ้นมาก ที่คนอย่างเราก็เป็นมนุษย์ แต่ได้โอกาสใกล้ชิดครูบาอาจารย์ที่ยังมีกายสังขาร สามารถสอบถามอย่างใกล้ชิด เราจะไม่เห็นค่าความสำคัญอย่างนั้นหรือ

เมื่อตั้งจิตอธิษฐานทำให้มีความตั้งใจเพียรอย่างยิ่งขึ้นไปอีก และเข้าใจคำว่าตัวเบาเหมือนปุยนุ่น ทุกวันของการนั่งภาวนาจะรู้สึกว่า แบบตัวเบา ไม่ปวดเมื่อย ทุกอย่างมันหายไปเป็นปลิดทิ้งด้วยความตั้งมั่น และในวันมาฆบูชา เมื่อถึงเวลาสอบสภาวะธรรม ท่านอาจารย์ก็ได้แจ้งให้ข้าพเจ้าฟังว่า ดีใจด้วยที่ข้าพเจ้ามีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง ในขณะนั้นข้าพเจ้า เริ่มหูอื้อเพราะ กึ่งดีใจบอกไม่ถูก ข้าพเจ้าปิดหน้าร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม ดีใจ ไม่รู้จะกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างไรดี ข้าพเจ้าดีใจจนบอกไม่ถูก แต่ก็แบบงง ๆ ร้องไห้ออกมามากมาย ไม่คิดว่าชาตินี้ จะได้พบเจอสิ่งแบบนี้ในชีวิต

ข้าพเจ้า ขอบพระคุณแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตและจิตใหม่ดวงนี้ขึ้นมา ข้าพเจ้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีความกตัญญูต่อท่านอาจารย์และปกป้องสายธรรมนี้ไปตลอดชีวิต

ศิษย์ลริษา

6 thoughts on “‘เมื่อเวลามาถึง’ (ตอนจบ)

  1. ประสบการณ์ภาวนานี้ ทำให้พวกเราที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่ใช้ชีวิตในการทำมาหาเลี้ยงชีพ มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ขอให้มีความตั้งมั่น หนักแน่น และที่สำคัญต้องพบครูบาอาจารย์ที่รู้จริงในการเมตตาแนะนำให้ปฏิบัติอย่างจริงจังครับ

    ถูกใจ

  2. เป็นการปฏิบัติที่เชื่อฟังพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และมีความเพียร ตั้งใจปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น อีกทั้งเมื่อได้รับการชี้ทางที่ถูกตรงด้วยความเมตตาการปฏิบัติจึงราบรื่นไม่ติดขัด ทำให้มีกำลังใจที่จะเดินตามทางอริยมรรคของพระพุทธเจ้าตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้สอน

    ถูกใจ

  3. เมื่อได้อ่านประสบการณ์การภาวนาอันเข้มข้นของเหล่าผู้ปฎิบัติธรรมที่ท่านได้ถึงธรรมแล้ว ทำให้ผมได้มีกำลังใจขึ้น และได้มาพิจารณาว่าแม้เรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดา มีครอบครัว มีอาชีพที่จะต้องแบกรับภาระต่างๆนานา เราก็ทำไปตามหน้าที่ เพียงเราแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาเพียรภาวนาแล้วก็จัดสรรเวลาเพื่อเข้าคอร์สปฎิบัติธรรม3วันหรือ7วันเพื่อไปรับกรรมฐานจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เราศรัทธาก่อน หลังจากนั้นเราก็กลับมาภาวนาที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ ผมเชื่อว่าตัวผมเองและท่านทั้งหลายก็จะสามารถชำระจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นได้ สามารถ ลด ละ ความโลภ โกรธ หลง ได้เป็นลำดับขั้นได้อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ได้เมตตาสอนสั่งให้ผมได้มีศีลมีธรรม น้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

    ถูกใจ

  4. ขออนุโมทนาบุญในธรรมทานนี้ด้วยนะคะ
    ปีติใจกับเรื่องราวของคุณลริษายิ่งค่ะและขอแสดงความยินดีและอนุโมทนาด้วยนะคะกับความก้าวหน้าในธรรม เรื่องสภาวะธรรมที่เกิด ทำให้ได้รู้ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์นี่ท่านไม่เคยทอดทิ้งศิษย์เลยจริงๆ(สาธุ) เมื่ออ่านไปเจอตอนที่ว่ามี”งู” มาแฝงตัวเพื่อฟังธรรมด้วย ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันใจมาก ให้นึกถึงเรื่องเล่าของพระธุดงค์และให้นึกถึงเรื่องสมัยพุทธกาลไม่นึกว่าจะมีในสถานที่ ที่ตัวเองได้มาปฏิบัติ บารมีท่านอาจารย์น่าเชิดชูยิ่ง อยากให้สรรพสัตว์ได้มาเห็นธรรมแท้ของท่านมาสัมผัสด้วยตัวเองถ้วนทั่วทุกตัวตน ขอน้อมกราบท่านอาจารย์เหนือเศียรเกล้าที่รักและเคารพยิ่งเจ้าค่ะ

    ถูกใจ

  5. ขออนุโมทนาสาธุในธรรมที่ถึงแล้วของคุณลริษาค่ะ มีกำลังใจที่จะเพียรภาวนายิ่งขึ้นค่ะ

    ถูกใจ

  6. เคยได้รู้จักคุณลริษามาก่อน ซึ่งเธอบอกเราว่า เธอไม่เคยเว้นจากการภาวนาเลยสักวัน แล้ววันนี้ ความสำเร็จก็มาถึงเธอจนได้ในเวลาอันรวดเร็วมาก ทำให้รู้ว่าความแน่วแน่ มั่นคงในศีล ไม่ย่อท้อ ความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงนักรบตามที่ท่านอาจารย์สอนสั่ง ทุกคนจะข้ามพ้นจากวัฏสงสารำด้แน่นอน ขอโมทนาบุญคะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.