ประสบการณ์ธรรมทาน จากศิษย์อาวุโส คุณบทวดี

ข้าพเจ้าคิดอยู่นานสักพักว่า ควรเขียนบทความนี้หรือไม่ ในที่สุดก็จึงอยากเขียนบทความนี้เป็นวิทยาทานให้แก่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

เมื่อก่อนนี้เวลาข้าพเจ้าเห็นเพื่อนศิษย์เตโชผู้มีความมุ่งมั่นในสายทางและครูบาอาจารย์ ออกจากทางไปกลายเป็นศิษย์อกตัญญู ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจมาก เพราะบางคนดูจิตใจดีงาม อุทิศทุ่มเทตนเพื่อสายธรรมและครูบาอาจารย์ และมุ่งมั่นในนิพพาน เหตุใดจึงกลายมาเป็นศิษย์อกตัญญูจาบจ้วงครูบาอาจารย์และสายธรรมเช่นนี้ บ้างก็ใส่ร้ายและให้ข่าวสำนักข่าว ในเรื่องที่เป็นเท็จอย่างไม่ละอายแก่ใจ ราวกับเป็นคนละคนกับที่ข้าพเจ้าเคยพบเจอและรู้จัก

ข้าพเจ้านั้นคิดว่าไม่มีวันที่ตนจะเป็นคนเช่นนั้นไปได้ หรือแม้แต่มองครูบาอาจารย์ในแง่ร้ายชนิดที่ว่ามั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ เพราะมองเห็นและมั่นใจในวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์มาตลอด แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนฝันร้ายก็ได้มาเยือน วันที่ข้าพเจ้าเริ่มมีจิตหวั่นไหวและสั่นคลอนในสายธรรมและครูบาอาจารย์อย่างมาก แต่ยังคงมุ่งมั่นต่อทางนิพพาน

จนกระทั่งวันหนึ่งข้าพเจ้าได้พูดเปรยกับคุณแม่ในเรื่องนี้ คุณแม่ข้าพเจ้านิ่งอึ้งและน้ำตาไหล จนข้าพเจ้างง แอบคิดในใจว่า คุณแม่คงจะดีใจที่ข้าพเจ้าจะออกจากสายทางนี้ไปเสียได้ เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าก็ได้ใช้เวลาและร่วมกิจกรรมกับสายธรรมนี้มาเป็นเวลา 5-6 ปี อาจดีใจว่าข้าพเจ้าจะได้ใช้เวลากับคุณแม่ให้มากขึ้น คุณแม่ไม่ได้เป็นศิษย์ เคยเรียนธรรมมาจากสายอื่น เมื่อบอกคุณแม่ไป การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าควรมีความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ เพราะท่านเห็นการเปลี่ยนแปลงของข้าพเจ้าทางที่ดีขึ้นมาก จนไม่คิดว่าข้าพเจ้าจะมีวันนี้ได้ คำของท่านทำให้ข้าพเจ้าได้สติ และกลับมาคิดว่ามันเกิดเหตุการณ์ที่สั่นคลอนศรัทธาได้อย่างไร

  1. ข้าพเจ้าเคยอ่านบทความในหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม 2 เกี่ยวกับเรื่องสะพานเชื่อมมาร ก็คิดว่าเข้าใจในระดับหนึ่ง ไม่ลึกซึ้งจนกระทั่งเจอกับตัวเอง คือมีวันหนึ่งมีคนมาเล่าเรื่องของคนที่ถูกมารแทรกจิต ผิดศีล และจาบจ้วงล่วงเกินครูบาอาจารย์ แต่จิตขณะนั้นข้าพเจ้าก็แค่ฟัง รับรู้ และอุเบกขา คือสักแต่ว่าฟัง ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไรนัก คิดว่า เราแยกแยะได้ว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่จากนั้นเหมือน มีเหตุการณ์โน้นนี้บังเอิญให้มันคิดเชื่อมโยงกันไปหมด และคิดเป็นตุเป็นตะขึ้นมาว่า ไม่ใช่แล้ว สายทางนี้ไม่ใช่แล้ว แล้วก็เริ่มคิดวนเหมือนโดนมนต์ พอผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ มันทำให้เข้าใจเรื่อง Vibration หรือ Frequency คลื่นความถี่มากขึ้น คือ หากเราเข้าคลื่นความถี่ที่ผิด ชีวิตและความคิดจะเปลี่ยนอย่างไร
  2. ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง อวิชชาหรือความล่อลวง โดยเฉพาะข้อวิจิกิจฉา หรือความลังเลสงสัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก และสามารถส่งผลดึงลากเราออกจากทางได้อย่างแนบเนียนเสมือนจระเข้ที่เรามักจะเห็นมันนอนนิ่ง ๆ แต่พอเหยื่อเผลอ เพียงแค่เสี้ยววินาทีมันก็สามารถงาบ หรือตระครุบเหยื่อโดยที่เหยื่อนั้นไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว ดังนั้น ให้สังเกตจิตใจตนเองพอเริ่มแข็งกระด้าง พออ่านอรรถธรรมครูบาอาจารย์ใจจะเริ่มโต้แย้งไปแทบทุกเรื่อง ทุกคำพูด จิตใจท่านได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แถมแอบคิดไปอีกว่า วันนี้เราหูตาสว่างแล้วไปทางอื่นดีกว่า นั่นคือจิตกตัญญูของท่านนั้นถูกจระเข้แอบงาบไปแล้วแบบเนียน ๆ เลยทีเดียว แต่กิเลสมารจะแอบปรบมือ เพราะจะได้ไม่ถูกทำลายด้วยพลังเตโชอีกต่อไป
  3. พอมีจิตลังเลสงสัย ก็เริ่มอ่อนวินัยในการภาวนา จิตก็ยิ่งไหลลงต่ำ
  4. เมื่อตอนไปอินเดีย ที่กุสินารานั้น ขณะที่นั่งสมาธิหน้าพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ก็ปรากฏภาพนิมิตที่ข้าพเจ้าเห็นในการไปปฏิบัติครั้งแรก ๆ ที่เตโชธรรมสถาน เป็นพระพุทธองค์ปรินิพพาน และนิมิตสอนธรรมมากมาย ข้าพเจ้านึกถึงธรรมอันเป็นปัจจัตตัง ซึ่งก็เห็นว่ามิมีสิ่งใดขัดแย้งกับธรรมของพระพุทธองค์ และนึกในใจว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงด้อยปัญญา และต้องมารำลึกไกลถึงอินเดียถึงจะเปิดปัญญาแจ่มชัดเช่นนี้ นึกแล้วอยากเอาหัวโขกกำแพงยิ่งนัก จากนั้นในระหว่างทริปที่บางวันต้องนั่งรถนาน ข้าพเจ้าก็มักหยิบหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม 2 ออกมาอ่าน น่าแปลกมากที่แม้ข้าพเจ้าจะเคยอ่านมาก่อนแล้ว บางบทก็มากกว่า 2-3 รอบ ก็คิดว่าเข้าใจแล้ว แต่เมื่ออ่านที่นั้นกลับแจ่มแจ้งมากขึ้นไปอีก
  5. ที่พุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ท่านอาจารย์ได้กล่าวเรื่องที่ท่านรณรงค์เรื่องอลัชชี และกล่าวขอขมาต่อพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ท่านจำเป็นต้องทำเพราะไม่อยากให้พระศาสนามัวหมอง ถ้าไม่พูดแรงก็ไม่ตื่นกัน ตอนนี้จะเห็นว่า พระสงฆ์หลายรูป หลายวัดเริ่มมีการตื่นตัว และปฏิบัติให้ตรงต่อพระวินัยมากขึ้น หลายท่านจะสัมผัสถึงกระแสพระรัตนตรัยที่แรง และปลื้มใจที่เป็นส่วนหนึ่งของสายธรรมอันเข้มแข็ง ที่ท่านอาจารย์สอนศิษย์ให้มุ่งมั่น ช่วยกันฟื้นฟูและปกป้องพระพุทธศาสนา ภาพชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะข้าพเจ้าก็ไม่เห็นใครลุกขึ้นมาทำการปกป้องพระศาสนาและพระพุทธองค์เท่ากับที่ท่านอาจารย์ทำขณะนี้ ขณะอยู่ที่อินเดีย ข้าพเจ้าคิดพิจารณาทบทวนว่า เป็นโชคดีอย่างมากของข้าพเจ้าที่ไม่ได้หลุดออกจากทาง นึกถึงธรรมอันเป็นปัจจัตตังที่เกิดกับตน นึกถึงพระบรมสารีริกธาตุเสด็จในหลายวาระหลายโอกาสพื่อยืนยันสายธรรม รัศมีธรรมท่านอาจารย์ที่เห็นหลายครั้ง อีกทั้งภารกิจหลายกิจของท่านอาจารย์ในการช่วยเกื้อกูลเวไนยสัตว์
  6. คำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า กตัญญูเท่ากับนิพพาน ก็ผุดขึ้นในจิต เพราะความกตัญญูที่มารดาข้าพเจ้าเน้นย้ำ ทำให้ข้าพเจ้ารอดจากปากเหวโดยแท้ คราวนี้แจ่มแจ้งในจิตมากว่า พอจิตเราเอาความกตัญญูเป็นที่ตั้งจะไม่เผลอทำกรรม ไม่เป็นศิษย์อกตัญญู เอาพลังของท่านอาจารย์มาทิ้งขว้าง และอาจจาบจ้วงท่านผู้มีมหาเมตตา ผู้เปิดจักษุปัญญา จนชีวิตเปลี่ยนไป บุญคุณนี้ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่เมื่อถูกกิเลสลวงเสียแล้ว ก็หมิ่นธรรมของท่านอาจารย์ ว่าไม่ใช่ทางแท้ ทั้ง ๆ ที่ท่านชี้ทางจนได้จักษุปัญญา นี่คือ การที่ถูกลวงไปตกปากเหว ต้องได้รับกรรมซ้ำอย่างน่าสังเวช

ข้าพเจ้าในฐานะศิษย์เก่าที่ปฏิบัติมานานกว่า 6 ปี จึงอยากบอกกล่าวให้ฟัง ให้ท่านคิดพิจารณาเอง เผื่อว่าวันหนึ่งท่านอาจติดหล่มในวังวนนี้ ท่านจะได้เข้าใจมากขึ้น

  • บางคนอัตตาสูง เมื่อโดนครูบาอาจารย์ดุหรือสั่งสอนด้วยความหวังดี ก็ไม่พอใจ จนกลายเป็นความโกรธแค้นใจ
  • บางคนออกไปเพราะครอบครัว เช่นคู่ชีวิตไม่เห็นด้วย
  • บางคนทำบุญมาก ไม่ว่าจะเป็นด้วยทรัพย์บ้าง ด้วยกำลังกายบ้าง สติปัญญาบ้าง อาจด้วยหวังก้าวหน้าทางธรรม พอไม่ได้ดังใจก็ผิดหวัง และกลายเป็นความไม่พอใจ
  • บางคนท้อใจ คอยคิดเปรียบเทียบกับผู้มีความก้าวหน้าทางธรรม หรือคอยจับผิด บ้างอาจมีจิตริษยา เลยปรามาสธรรมผู้อื่น บ้างก็มีจิตคิดปรามาสธรรมครูบาอาจารย์
  • บางครั้งผู้ก้าวหน้าทางธรรมเผลอทำผิดศีล ทำให้เกิดคำถามแก่บุคคลอื่น บ้างออกไปตามเพื่อน คล้อยตามเพื่อนที่ชักนำออกไปโดยไม่คำนึงถึงปัจจัตตังที่เกิดในตน
  • บางคนคิดไปเองว่า ตนเองน่าจะได้ธรรมขั้นโน้นขั้นนี้แล้ว ทำไมครูบาอาจารย์ไม่กล่าวอะไร
  • บางคนก็ออกไป โดยบอกว่า ไม่ถูกจริต หรือแค่อยากมาเรียนรู้วิชาไว้ประดับความรู้เท่านั้นเอง ซึ่งหากไม่ถูกจริตจริงก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ออกไปแล้วไม่มีสำนึกกตัญญู ท่านอาจารย์ก็ย้ำสอนว่า คนเรามีครูบาอาจารย์ได้หลายคน แต่คนที่ออกไปแล้วไปปรามาสท่านนั้น ไม่ใช่วิสัยของคนมีธรรม และยังก่อกรรมให้ตัวเอง..

หากวันหนึ่งท่านติดหล่ม หรือคิดวนจากเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น คำแนะนำนี้อาจเป็นประโยชน์ได้บ้าง

  • หากรู้ตัวว่าอัตตาสูง ให้พยายามลดอัตตา และไม่ควรอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ หากถูกท่านทดสอบจิต หรือโดนดุ จะได้ไม่ผูกใจโกรธท่าน ออกจากทางแล้ว เอาครูบาอาจารย์ไปกล่าวว่าร้ายและทำลายชื่อเสียงและสายธรรม ดังที่เห็นกันอยู่
  • ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครอบครัว และแบ่งเวลาให้เหมาะสมและสมดุล รู้หน้าที่ฆราวาสว่าต้องทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์เช่นกัน ไม่ใช่เอาแต่ภาวนาและช่วยงานสายธรรม โดยทอดทิ้งหน้าที่ของตน
  • เรื่องการทำบุญ ให้การทำบุญเกิดจากจิตที่สละเพื่อพระศาสนา ไม่ใช่หวังผลในการก้าวหน้าในธรรมเป็นการตอบแทน จะทำให้บุญไม่บริสุทธิ์ จิตใจเศร้าหมอง ก็จะทำให้ทานเศร้าหมองและเป็นทุกข์ การทำบุญก็ควรเป็นไปตามอัตภาพ อย่าให้ครอบครัวมีปัญหา ท่านอาจารย์ไม่เคยสอนว่า ทำบุญเท่านั้นเท่านี้แล้วจะได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน หรือ จ่ายเท่าไรจะได้ไปนิพพาน ท่านบอกเสมอว่า บางคนไม่มีทรัพย์ก็ใช้กำลังกายกำลังปัญญาช่วยกิจทางพระศาสนา เพื่อสร้างบารมีได้ หากผู้มีทรัพย์จะทำบุญก็ทำด้วยจิตที่สละคืน เพื่อการเผยแผ่ ปกป้องและสร้างความยั่งยืนแก่พระพุทธศาสนา เมื่อท่านทำจิตได้ดังนี้ จิตท่านจะมีแต่ความอิ่มเอิบใจและเบิกบานในบุญ ซึ่งก็ทำให้จิตท่านบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น
  • หยุดท้อใจและเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เพราะทุกคนมีการสะสมสังขาร บารมีและกรรมที่แตกต่างกันมา วินัยและความเพียรในการภาวนาก็แตกต่างกัน หยุดการเพ่งโทษผู้อื่น
  • เลี่ยงการติดต่อกับสะพานเชื่อมมาร หรือเข้าคลื่นความถี่ผิด
  • หากเพื่อนของท่านออกไปจากทาง แล้วพยายามพูดจาโน้มน้าวให้ท่านคิดคล้อยตามเค้าไปด้วย ให้ตั้งสติให้ดี ให้รู้ตัวหรือมีสติให้ชัด รักษาจิตกตัญญูเอาไว้ให้ได้

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้ามีอีกเรื่องที่ข้าพเจ้าประทับใจและอยากกล่าวถึง เนื่องจากเหตุที่คุณสมัย เพิ่งจะเสียชีวิตไป ข้าพเจ้าได้ยินศิษย์บางคนหารือกันเอง คิดกันไปเองบ้างว่า ขนาดคุณสมัยทำคุณประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้ยังมาจบชีวิตลงในวัยนี้ ขออำลาสายธรรมนี้ไปดีกว่ามั้ย ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจารย์ก็ได้เมตตาบอกเล่า เหตุและการเป็นไปโดยละเอียด และชี้ให้เห็นว่า แม้แต่พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกก็ยังไม่พ้นวิบากกรรมเดิม ท่านอาจารย์ได้สอนว่า…. “เวลาคนทำความดีแก่พระศาสนา เพียงไม่กี่ปี กี่เดือน ก็มักจะคิดว่าตนทำดีแล้ว ทำมากแล้ว แต่ในอดีตที่ผ่านมาในกี่ภพชาติจนนับไม่ได้ ตนทำกรรมอะไรกันมาบ้างก็ไม่รู้ หรือบางคนรู้แต่ไม่อยากยอมรับ คิดว่าการสละเพียงนี้จะช่วยให้พ้นกรรมได้ และผลบุญต้องมาสนองเร็ว ๆ แต่เมื่อกรรมหนักสนองผล ไม่หันกลับมาคิดถึงเหตุและปัจจัย พอไม่ได้ดังใจแล้วก็โทษธรรมะ”

ในคอร์สที่ผ่านมา มีศิษย์ขอปฏิญานตนในการเจริญรอยตามคุณสมัย ศิษย์พี่ที่ทำคุณมากมายให้แก่พระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์และสายธรรม ทำให้เค้าเกิดความประทับใจ และอยากทำตนเป็นบ่อเกิดของความดีงามเช่นนั้นบ้าง ถ้าคุณสมัยได้ยินคำกล่าวนี้ คงจะภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ท่านได้เป็น Idol หรือแบบอย่างอันงดงามที่ได้เป็นแรงบันดาลใจอันดีงาม และยิ่งใหญ่ให้แก่ศิษย์รุ่นหลังเจริญรอยตามเช่นนี้

หากผู้ที่มาเป็นศิษย์ ได้รับความเมตตา อุปการะคุณถึงเพียงนี้ แล้วท่านอกตัญญูต่อท่านอาจารย์ หมิ่นธรรมท่าน ต้องเกิดเป็นผลกรรมรุนแรง และท่านต้องถามตัวเองว่า ที่คิดว่าตนเป็นคนมีธรรม เป็นคนดีนั้น ที่จริงแล้วจิตใจของตนเป็นคนแบบไหน ที่แม้แต่ความกตัญญูรู้คุณที่เด็กก็ยังรู้ธรรมนี้ แต่ตนกลับรักษาไว้ไม่ได้ แล้วตัวท่านได้ทำความดีงามอะไรให้พระศาสนาบ้าง ภพชาติต่อไปท่านจะไปอยู่ที่ใด และจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏในรูปแบบไหน และนานเพียงไร

หากบทความนี้ไปกระทบใจหรือทำให้ผู้ใดเข้าใจผิดไป ข้าพเจ้าต้องขออภัยด้วย

6 thoughts on “เมื่อยืนอยู่ปากเหว

  1. ขอขอบคุณและกราบอนุโมทนา สาธุ
    กับประสบการณ์ธรรมทาน ที่ทำเตือนจิต
    เตือนใจ ในหลายสิ่งที่เคยมีและบางครั้งเกิดกับตัวเอง จึงทำให้ปรับและแก้ไขได้ต่อไปครับ

    ถูกใจ

  2. เป็นบทความที่ช่วยให้ตระหนักในการหมั่นสำรวจจิตของตนอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้พลั้งเผลอประมาทได้เป็นอย่างดียิ่งค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.