ประสบการณ์ภาวนา คุณกันยา

(ตอนที่ 2)

ไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ต้องทุกข์ใจกับความโกรธที่มีอานุภาพรุนแรง สมาชิกทุกคนในครอบครัวรวมทั้งพ่อของข้าพเจ้าเองก็เป็นคนมีนิสัยมักโกรธ ในเนื้อเสียง แต่ละคนจะมีความหงุดหงิดใจที่ต่างคนไม่รู้ตัว ใช้แต่อารมณ์คุยกัน เหมือนไฟที่คอยเหนี่ยวนำกัน การทะเลาะกันรุนแรงระหว่างพี่น้องจึงมักเกิดขึ้นเสมอ ๆ ผู้ที่ได้แต่กล้ำกลืนคือแม่ของข้าพเจ้าที่ยอมเสียสละทุกอย่าง เพื่อรักษาความเป็นครอบครัวเอาไว้ ใช้ความอดทนอย่างยิ่งต่ออารมณ์ของพ่อและทุกคน แม่คือบุคคลเดียวในบ้านที่ไม่เคยแสดงความโกรธต่อใครเลย ไม่เคยต่อว่าใครเลย แม่ได้แต่เก็บเอาไว้ข้างในใจ ถ้าแม่นิ่งไปนั่นคือแม่กำลังกัดฟันแน่นและนั่งน้ำตาไหลอยู่เงียบ ๆ

ความเห็นผิดและความหลงตัวเริ่มเข้าครอบงำข้าพเจ้าจากความกดดันในเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ข้าพเจ้ากลายเป็นคนใช้อารมณ์กับพ่อและแม่เสียเอง ข้าพเจ้าทำลายความหวังสุดท้ายที่พ่อแม่มีในตัวข้าพเจ้า แม่ก็ไม่ตำหนิข้าพเจ้าเลยอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้แม่พูดด้วยเสียงที่เลื่อนลอยว่า มันเป็นเวรกรรมของแม่เองที่อยู่กับครอบครัวนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินสะเทือนใจมาก เพราะทั้งที่จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าเพียรทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่มีความสุขมาตลอด ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ ใครก็ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด..ข้าพเจ้ารู้สึกไร้ค่ากับตัวเองเหลือเกิน…

จนวันที่ข้าพเจ้าได้พบกับหนังสือรู้แล้วลุยของท่านอาจารย์อัจฉราวดี ก็เหมือนพบทางแห่งความหวัง ว่าจริง ๆ แล้วนิสัยของผู้มักโกรธนั้นเกิดจากการฝังแฝงของกิเลสที่เป็นวิญญาณจรของสัตว์ร้าย นี่ไม่ใช่จิตเดิมที่บริสุทธิ์ของข้าพเจ้า และหากสิ่งนี้ยังคงอยู่ในจิตข้าพเจ้า ก็จะเป็นเชื้อให้พาไปเกิดในภพสัตว์เดรัจฉาน ในที่สุดข้าพเจ้าก็พบทางรักษาแล้ว…..ให้พ้นไปจากอำนาจกิเลสนี้….

ข้าพเจ้าเตรียมตัวก่อนปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 4 เดือน ด้วยการนั่งสมาธิแบบอานาปานสติอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง จนได้มาฝึกเตโชวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรก เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2555 ข้าพเจ้ากลับต้องเผชิญเวทนาทางใจ ที่ทำให้ข้าพเจ้าปั่นป่วนยิ่งกว่าจนอยากกลับบ้านในบ่ายวันแรกทีเดียว เป็นการขวางของกิเลสมารอย่างที่ไม่เคยเจอกับการปฏิบัติธรรมที่ไหนมาก่อน และในคอร์สนี้เอง ที่ข้าพเจ้าได้พบสังขารส่วนลึกแห่งความพยาบาทในตนเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยข้าพเจ้ารับรู้ในขณะนั้นว่า นี่คือจิตงูอสรพิษ ที่มีแต่ความโกรธและเกลียด ๆ ทุก ๆ คน ที่อยู่รอบ ๆ ตัว ความรู้สึกนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง คิดแต่อยากจะทำร้ายผู้อื่น เป็นจิตที่ดำมืดสนิทล้วน ๆ ไม่มีสำนึกดีแห่งความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย เป็นความรู้สึกเลวร้ายที่ไม่เคยพบมาก่อนเลยในชีวิต

ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเป็นเดรัจฉานในตัว มิน่าเล่า เวลาโกรธจึงรุนแรงยิ่งนัก
อนิจจา..คำถามที่เคยสงสัยในตัวเองว่าข้าพเจ้าคือใครได้รับคำตอบแล้ว ตัวตนแท้จริงที่ซ่อนอยู่น่าเศร้าสลดเหลือเกิน

ด้วยสังขารพยาบาทนี้ หากข้าพเจ้ายังคงเป็นแบบนี้ต่อไป บุคคลที่เป็นอันตรายและน่ากลัวที่สุดในโลกกลับกลายเป็นตัวของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ายอมให้ตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว…พอกันทีกิเลสมาร…ข้าพเจ้าไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายคนที่ข้าพเจ้ารักได้อีกแล้ว แม้หากข้าพเจ้าต้องตาย เจ้าก็ต้องตายไปพร้อมข้าพเจ้า อย่าได้เหลือเชื้อไปบงการชีวิตใครให้เค้าทุกข์ทรมานอีกเลย

ข้าพเจ้ากลับมาฝึกต่อทุกวันที่บ้านตามคำแนะนำท่านอาจารย์ทุกอย่าง เพราะสังขารพยาบาทต้องใช้การฝึกไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ด้วยการตั้งสัจจะและขันติต่อความเหน็ดเหนื่อยทั้งหลายจากการทำงานประจำ เพราะรู้ว่าการปฏิบัติธรรมนี้มีความหมายและสำคัญยิ่งต่อชีวิต และเดิมพันด้วยความสุขของคนรอบข้างที่ข้าพเจ้ารัก ข้าพเจ้าตั้งจิตว่า “แม้ข้าพเจ้าจะชนะหรือแพ้กิเลส ข้าพเจ้าก็ขอตั้งสัจจะต่อพระรัตนตรัยในการปฏิบัติธรรมให้ได้ทุก ๆ วัน อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง” หากเพียงเรื่องแค่นี้ ข้าพเจ้ายังทำให้กับตัวเองไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะเกิดเป็นมนุษย์ ก็จงไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียเถิด อย่าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ให้เสียชาติเกิดเลย! ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้นจริง ๆ

แม้ดึกแค่ไหนหรือเหนื่อยมากแล้ว ก็ไม่ผิดคำพูดที่จะตั้งใจปฏิบัติ บางครั้งเพียง 30 นาที ก็ปฏิบัติ แม้ไม่มีพลังเลยก็ปฎิบัติแบบไม่มีพลัง คือ ทั้งง่วง เพลีย ฟุ้งซ่าน อยู่อย่างนั้น โดยได้กำลังใจจากปฏิปทาของพระอริยะเจ้า หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ที่ท่านได้ปฏิบัติเนสัชชิก ไม่ยอมนอนเลยถึง 3 เดือน แล้วข้าพเจ้าล่ะยังได้มีโอกาสได้นอนทุกวัน แสดงว่าร่างกายข้าพเจ้าต้องอยู่ได้แน่นอน ข้าพเจ้าน้อมนึกโอวาทของหลวงพ่อลีที่ให้กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท เสมอ ๆ ก่อนท่านไปพบพระอาจารย์มั่น ว่า “ท่านอาจารย์มั่นเป็นพระแท้ พระจริง เราต้องทำตัวเราให้ถึงความจริงดังที่ท่านสอน ถ้าเราไม่จริง เราจะไปปลอมปนอยู่กับท่านไม่ได้ เพราะของสะอาดกับของสกปรกเราเอามาปนกันไม่ได้ เราไปหาท่าน เราต้องเป็นแบบท่าน และพยายามทำให้ถึงธรรมอย่างที่ท่านเห็น แล้วเราจะกลมกลืนในสายทางแห่งธรรมอันเดียวกัน การอยู่กับท่านก็จะได้ผลที่สุดเป็นที่หมาย”

แล้วท่านอาจารย์อัจฉราวดี ผู้ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์และอริยะโดยแท้ เป็นโอกาสสูงค่ายิ่งในชีวิตที่ได้เป็นศิษย์ท่าน ข้าพเจ้าจึงเดินตามรอยทางของท่านด้วยใจและกายที่น้อมถวายแล้วให้ครูอาจารย์ ผู้ที่จะชี้ทางให้ข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าน้อมนึกถึงคำที่ท่านอาจารย์ย้ำเตือนอยู่เสมอ “เราเกิดมาเพื่อเป็นอริยชน ไม่ได้เกิดมาเป็นปุถุชน” ประโยคนี้อยู่ในหัวใจข้าพเจ้าเสมอ ในเวลาที่ท้อแท้และหมดหวัง

ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ใจ..อริยะและปุถุชนต่างกันที่หัวใจมุ่งมั่น..ผู้เพียรสู้กับใจตนเอง..เพียงระลึกไว้ว่าอะไรที่ปุถุชนคิดว่าทำไม่ได้และไม่ทำ..แต่หากเราทำได้นั่นคือเรามีหัวใจของอริยชน

การปฏิบัติต่อเนื่องที่บ้านทำให้สังขารความโกรธผุดออกมาเป็นระยะ ๆ แม้บางครั้งข้าพเจ้าไม่มีความร้อน ก็ฝึกด้วยขันติ เมื่อมีสังขารความโกรธก็ “เพียงแค่รู้เท่านั้น” และปล่อยให้ความโกรธปะทุออกมาอยู่อย่างนั้นโดยไม่บังคับหรือกดไว้ และตั้งจิตรับรูู้ และวางอุเบกขาโดยปล่อยวางความรู้สึกพอใจและไม่พอใจใด ๆ ที่เกิดขึ้นออกจากใจเสีย ให้ตัวเราเป็นเพียงผู้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งความรู้สึกใด ๆ ที่เกิดกับกายและเกิดกับใจ

ข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่เพียงเท่านี้ตลอด 2 เดือน จนขึ้นเดือนที่ 3 สังขารความโกรธที่ออกเริ่มรุนแรงมากขึ้น เป็นความหงุดหงิดและรู้สึกอัดแน่นออกมาจากจิต ที่ค่อย ๆ บีบแน่นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันร่างกายข้าพเจ้าแน่นเกร็งและเกิดแรงต้านอย่างแรงจนมือชา รู้สึกเหมือนคนที่โกรธจัดมาก ๆ จนระเบิดอารมณ์สุดขีดออกมาจากจิต แล้วก็คลายลง เป็นแบบนี้หลายครั้งใน 1 ชั่วโมงภาวนา

จิตข้าพเจ้ารู้สึกเหนื่อยมาก จนหอบ เพราะต้องรองรับความโกรธที่ระเบิดออกมา หมดแรงที่จะภาวนาต่อ แต่ด้วยคำสอนท่านอาจารย์ ที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็เพียงรู้อย่างเดียว ดังนั้นแม้รู้สึกเหนื่อยก็ปล่อยให้เหนื่อยไป จิตเราจริง ๆ ไม่เหนื่อย ผู้ที่หมดแรงคือกิเลสมารต่างหาก ข้าพเจ้าอดทนและภาวนาต่อไป ให้ครบเวลา แต่ทุกครั้งที่สังขารความโกรธระเบิดออกมา จิตใจข้าพเจ้าจะรู้สึกเบาโล่งขึ้นและค่อยๆสงบใจมากขึ้น

ท่านอาจารย์ให้กำลังใจข้าพเจ้าว่า อย่าท้อถอย ให้เพียรภาวนาต่อไป สังขารที่โกรธรุนแรงนั่นคือกิเลสที่กำลังถูกกำจัดออกไป ด้วยเตโชธาตุที่ชำระความไม่บริสุทธิ์ในจิต และขับความสกปรกออกมาเหมือนน้ำพุที่ระเบิดจากใต้ดิน แต่ทว่าสังขารความโกรธที่เกิดขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลงเลย เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งเดือน บางครั้งบีบคั้นความรู้สึกข้าพเจ้าจนแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ เหมือนต้องการให้ถอนภาวนาให้ได้ โดยที่ความร้อนก็ยังไม่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่เลย

เกิดอะไรขึ้นหนอ ข้าพเจ้าเหนื่อยกับการภาวนาเหลือเกิน ข้าพเจ้านั่งร้องไห้เพราะคิดว่าไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ เพราะสังขารความโกรธยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อ่อนกำลังเลย รู้สึกว่าคงไม่มีหวังที่จะเอาชนะมันได้แล้ว

ข้าพเจ้าตั้งจิตถึงพระรัตนตรัย ครูอาจารย์และสมเด็จพุฒาจารย์โต และท่านอาจารย์ เหมือนเป็นการอธิษฐานสั่งลา ว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้รู้แล้วว่ากิเลสมารมีกำลังมหาศาลเหลือเกิน ในขณะที่ใจข้าพเจ้าอ่อนแรงลงทุกที ขออานิสงส์ในกุศลบารมีทั้งหลายในทุกชาติภพ ได้โปรดดลบันดาลไม่ให้ข้าพเจ้าลืมหนทางการปฏิบัติภาวนาสู่ความหลุดพ้นนี้ แม้ว่าจะทำได้ดีที่สุดแค่เดินกลับมาที่จุดเริ่มต้นอยู่อย่างนี้ ก็ขอให้ยังคงเดินไปอยู่อย่างนั้น และขอมีเพียงพระรัตนตรัยนี้เป็นที่พึ่งสูงสุดของข้าพเจ้าต่อไปจากนี้ไม่ว่าจะนานอีกเพียงใด ..ข้าพเจ้าปล่อยให้ตัวเองเสียใจและร้องไห้อย่างนั้นอยู่นาน..จนเมื่อใจสงบลงแล้ว….

ข้าพเจ้าก็เช็ดน้ำตา…ตั้งเวลานาฬิกาใหม่อีกครั้ง..และกลับมาปฏิบัติภาวนาต่อไป

โดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลเช่นใด

2 thoughts on “เผชิญหน้า

  1. เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบพระคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ ขออนิสงฆ์แห่งธรรมทานนี้
    เป็นหนทางสู่ความปรารถนาที่สุดนะคะ สาธุๆๆคะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.