ประสบการณ์ภาวนา คุณกันยา

(ตอนจบ)

เมื่อตัดสินใจที่จะเดินหน้าปฏิบัติต่อไปว่าโดยไม่หวังผลใด ๆ ข้าพเจ้าก็พบกับความหมายของการมีชิวิตที่เหลืออยู่ คือการปฏิบัติภาวนาเพื่อการชำระความไม่บริสุทธิ์ในจิต จนถอนความพยาบาทนี้ให้ได้ในสักวันหนึ่ง ข้าพเจ้านึกน้อมมองชีวิตของคนรอบตัวข้าพเจ้า ครอบครัว เพื่อน วันนี้เรายังรักกันดี เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน แต่แล้ววันหน้าของการเวียนว่ายในชาติภพ มิตรกลายเป็นศัตรูได้แน่นอน เมื่อหลงลืมความดีของกันและกัน ด้วยมีกิเลสที่เป็นเจ้าชีวิตและจิตใจที่แท้จริง เราจะต้องพรากจากกันไปอีกสักกี่ครั้ง หรือจะทำร้ายกันอีกสักกี่หน

เรื่องราวนี้จะไม่มีวันจบสิ้น เมื่อหมดลมหายใจนี้แล้ว เราจะแยกจากกันไปที่ใด และอยู่กันในสถานะใด มิตรหรือศัตรู น้อมนึกแล้วก็สลดใจและเห็นว่ายังคงมีที่เพียงแห่งเดียว หากเราเลือกมุ่งมั่นชำระจิตภายในเรานี้เอง เส้นทางชีวิตเราทั้งมวลก็จะได้พบกัน จะมุ่งตรงไปที่แห่งเดียวกัน ที่สุดท้ายที่เราจะอยู่กันอย่างถาวร หยุดการเดินทางแห่งความทุกข์ยาก นั่นคือพระนิพพาน

นอกจากการเพียรปฏิบัติให้ได้ทุกวันแล้ว ข้าพเจ้าได้ถือสันโดษเพื่อปฏิบัติเต็มวันในบ้านข้าพเจ้าเองในวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือนักขัตฤกษ์ที่มีโอกาส พอออกจากการปฏิบัติภาวนาเองที่บ้าน ข้าพเจ้าก็แบ่งบุญให้ทุกคนในบ้าน แรก ๆ ก็รู้สึกเกร็งกันและงงในพฤติกรรม จนพ่อเรียกไปคุยด้วยความเป็นห่วงว่ามีปัญหาอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าหรือ! แต่หลัง ๆ ก็เริ่มชินกับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเริ่มใจเย็นขึ้น ไม่มีน้ำเสียงที่หงุดหงิด แม้ใครโกรธมาข้าพเจ้าก็ตอบกลับไปดี ๆ เมื่อข้าพเจ้าระงับความรู้สึกได้ คนรอบข้างก็ได้รับความสบายใจขึ้น ลดการตอบโต้ลงไปเองและเริ่มเห็นว่าการปฏิบัติธรรมนี้เป็นสิ่งที่ดี

เมื่อเรารู้ว่าหน้าที่หลักเราคือการภาวนา เลิกดูสิ่งบันเทิงภายนอก เอาเวลาอันน้อยนิดมาดูตัวเองดีกว่า การใช้ชีวิตที่สวนทางกับโลกและคนวัยเดียวกัน ทำให้ข้าพเจ้าดูเหมือนเป็นมนุษย์ประหลาด ไม่มีเรื่องดูหนัง ฟังเพลง ละคร แฟชั่น ท่องเที่ยว เล่นเกมส์ ไปคุยกับเพื่อนคนอื่น ๆ เลย ในหมู่เพื่อนหญิงก็คุยถึงแต่การหาคู่แท้ เรื่องสามี ลูก ซึ่งข้าพเจ้าฟังแล้วก็ไม่อิน คิดแต่ในใจว่าเรื่องเราภายในตัวเรานั้นร้ายแรงยิ่งกว่า สังขารตัวเองยังเอาไม่รอดเลย หากมัวแต่แสวงหาความสุขจากภายนอก แล้วใครเล่าจะช่วยให้เราพบกับความสุขจริง ๆ ได้ ก็ในเมื่อใจตัวเองยังโดนไฟเผาอยู่นี้ ดังนั้นเพื่อนที่คบหากันเริ่มห่างออกไปด้วยกิจกรรมคนละแบบ ในขณะเพื่อน ๆ ไปร้องคาราโอเกะ ข้าพเจ้ากำลังถือศีลแปด ฝึกเตโช ในวันหยุด อีกทั้งยังได้สมญานามใหม่จากที่ทำงานว่า “กัลยาโณ” วิวัฒนาการมาจากชื่อคือ “กันยา” นั่นเอง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้จัดสรรเวลาช่วยงานปกป้องพระศาสนาและงานอื่น ๆ ที่ช่วยเหลือองค์กรได้ ข้าพเจ้าถือเป็นงานสำคัญที่ต้องทำพร้อม ๆ กับการภาวนา แรงต้านที่ต้องเผชิญจากผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิและผู้ลบหลู่พระศาสดาและพระศาสนา กลับตอกย้ำให้ข้าพเจ้ามีศรัทธาที่เพิ่มพูนยิ่งต่อพระพุทธองค์ …แม้บางวันอยากปฏิบัติธรรมแค่ไหน หากมีงาน ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะช่วยงานพระศาสดาก่อน ยังคิดเสมอเลยว่าการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้านี้ อย่างไรเสียคงไปได้ช้ากว่าผู้อื่นที่มีเวลาปฏิบัติเต็มที่แน่นอน เพราะต้องจัดสรรแบ่งเวลาไปมากมาย แต่ไม่เป็นไรเพราะข้าพเจ้าไม่หวังปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผลใด ข้าพเจ้าคิดเพียงชำระจิตจากสิ่งฝังแฝง เราปฏิบัติเพื่อสละออก แล้วจะมาหวังเพื่อเอาอะไรเพิ่มหรือ?

8 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่ได้พบหนังสือของท่านอาจารย์ จึงเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก เปลี่ยนการดำเนินชีวิตในแบบปุถุชน จากเดิมของข้าพเจ้าเหมือนเป็นคนละคน 5 เดือน ผ่านไป หลังจากคอร์สปฏิบัติแรก ก็ถึงวันที่ต้องไปปฏิบัติคอร์สที่ 2 อีกครั้ง ข้าพเจ้าดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมาที่ธรรมสถานแห่งนี้อีก จิตของข้าพเจ้านิ่งมากขึ้นกว่าคอร์สแรกจนน่าประหลาดใจ ข้าพเจ้าหวังว่ามาครั้งนี้เพียงเพื่อจะถอนสังขารความโกรธไปให้สิ้น เพราะข้าพเจ้าเหนื่อยกับมันมานานมากแล้ว

เช้าวันที่สามที่รับกรรมฐาน ข้าพเจ้าเดินจงกรมสบาย ๆ แต่รู้สึกแปลกใจที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเทือกเขาสวยเท่าวันนี้มาก่อนเลย หลังจากรับกรรมฐานแล้ว ท่านอาจารย์ให้ศิษย์เก่ากลับไปปฏิบัติที่ห้องในช่วงสาย ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อประมาณ 2 ชั่วโมง ข้าพเจ้าไม่มีความร้อนแบบล้างผลาญและเป็นคนที่มือแทบไม่ร้อนเลย แต่ข้าพเจ้าจะร้อนรุม ๆ ในจิต เหมือนถูกบ่มข้างในกาย แล้วเมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น จึงค่อย ๆ เริ่มรู้สึกร้อนรุม ๆ ที่แขน หลังตามมาหรือมือในบางครั้ง ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา จู่ ๆ รู้สึกเหมือนถูกมดกัดจนเจ็บที่ต้นคอและต้นขา กัดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปไหน รู้สึกทุรนทุราย แต่ก็ไม่ยอมถอนภาวนา และคิดว่าหากมดสามารถกัดอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนเลยทั้งสองชั่วโมง ไม่หิว ไม่กิน หากทำได้ขนาดนั้น เห็นทีคงต้องนับถือใจมด

และแล้วเวทนาที่ไม่เคยมีนานมากแล้วก็เกิดขึ้น เป็นความเจ็บปวดที่หัวเข่าอย่างรุนแรง เจ็บจนเข้าไปถึงในกระดูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้น! สักพักสังขารความโกรธเจ้าเก่าก็ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ แบบที่เคยเป็น พร้อม ๆ กับเวทนาความเจ็บปวดเข้ากระดูก ความรู้สึกโกรธเริ่มรุนแรงและมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงโกรธแล้ว แต่เป็นความอาฆาตที่จิตแทบจะกรีดร้องออกมากด้วยความเกลียดชัง ขณะที่ใจเริ่มดิ้นไหวและทุรนทุราย สติเริ่มเอาไม่อยู่ ข้าพเจ้านึกถึงพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาคงมั่น ข้าพเจ้าเชื่อในพระพุทธองค์ว่านี่คือทางรอดของข้าพเจ้า ทางแห่งการหลุดพ้น ข้าพเจ้ารวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อประคองสติไว้ที่มือ ตั้งจิตรวมนิ่ง ปล่อยให้ความอาฆาตปะทุเกิดขึ้น มากขึ้น ๆ จนถึงขีดสุด ด้วยอุเบกขาที่ปล่อยวางใจให้เป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น

“กิเลสเอ๋ย เจ้าอยากครอบครองร่างกายนี้มากใช่ไหม จึงยึดเอาไว้ถึงขนาดนี้ อยากจะเอาร่างกายนี้ก็เอาไปเถิด แต่เราไม่เอาแล้ว”

จนความรู้สึกรุนแรงระเบิดออก เหมือนถูกกระชากออกจากจิตและคลายลงจนนิ่งสนิท จากนั้นข้าพเจ้าก็ปรากฏความรู้สึกโล่งและสงบลึกในใจ แม้ความเจ็บปวดเข้ากระดูกยังมีอยู่ แต่ความเจ็บนั้นอยู่เพียงกาย ไม่รู้สึกเข้ามาถึงใจเลย น่าแปลกใจและอัศจรรย์โดยแท้ เป็นความสุขใจที่ไม่เคยพบมาก่อน

เมื่อสอบอารมณ์กลุ่มในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ให้ทุกคนกลับไปภาวนาต่อ ยกเว้นข้าพเจ้าให้อยู่ก่อน ท่านพูดช้า ๆ ชัด ๆ ด้วยเสียงนุ่มนวลอย่างยิ่ง และแววตาที่อ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ว่า “ดีใจด้วยนะ ไม่มีสังขารความอาฆาตพยาบาทอีกแล้ว”

ข้าพเจ้านิ่งตะลึงงัน เข่าทรุด สมองหยุดทำงานช่วงขณะ เหมือนฟังเรื่องคนอื่นที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง และถามท่านอาจารย์ว่าด้วยความฉงนอย่างยิ่ง “แล้วแล้ว ทำไมหนูยังมีความโกรธอยู่คะ” เพราะใจข้าพเจ้านั้นมุ่งแต่กำจัดความโกรธถ่ายเดียว ท่านตอบช้า ๆ อีกครั้งอย่างมีเมตตายิ่งนัก “ความโกรธนี้ยังมีอยู่ แต่จะไม่สามารถสะสม ให้กลายเป็นความอาฆาตพยาบาทได้อีกแล้ว”

“หมายความว่า หนูไม่ต้องเกิดเป็นเดรัจฉานแล้ว ใช่ไหมคะ” ข้าพเจ้าทวนถามช้า ๆ ในคำถามที่เป็นเหมือนฝันร้ายมาตลอด 5 เดือน เป็นสิ่งที่เคยเดิมพันไว้ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อคนรอบข้างในชาตินี้ที่เรารัก เพื่อให้พ้นไปจากอำนาจอันชั่วร้ายนี้ ที่จะพาเราดำดิ่งไปสู่ความมืดมนอนันตกาลในอนาคต

เพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าก็จุกขึ้นมาในอก น้ำตาปริ่มขึ้นมา ด้วยความรู้สึกที่บรรยายออกมาไม่ได้ แม้แต่คำพูดสักคำที่จะอยากจะเอ่ยกับท่านอาจารย์ ได้แต่มองท่านด้วยใจที่สั่นไหวที่สุด และตั้งใจก้มลงกราบในพระคุณของท่านอาจารย์อย่างหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าพยายามเก็บอารมณ์และสติที่ฟุ้งกระจาย เพราะท่านอื่นกำลังภาวนาและนี่เพิ่งเป็นวันแรกของการฝึกเตโช พยายามหลับตาแล้วแต่ดวงตาของข้าพเจ้าสั่นระริกไม่หยุด

ในที่สุด..จบแล้ว มันจบลงแล้ว มันหยุดแล้ว ข้าพเจ้าถอนความพยาบาทได้แล้ว และไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า จะนำไปสู่การปิดประตูอบาย ไม่เคยคิดฝันหรือนึกหวังมาก่อนเลย เพราะด้วยอานิสงส์สูงยิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ จากการช่วยงานปกป้องพระเกียรติของพระศาสดาและพระศาสนา ที่ไม่มีผู้ใดในโลกทำมาก่อนนอกจากท่านอาจารย์ ซึ่งท่านอาจารย์เอ่ยว่าด้วยอานิสงส์เหลือล้นพ้นประมาณนี้ อันแม้แต่เทพ พรหมใดก็มาขวางไว้ไม่ได้ สำหรับข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยหวังสิ่งใดนอกจากเพื่อตอบแทนพระคุณพระศาสดา และไม่คิดที่จะทำเพื่อตัวข้าพเจ้าเลย ไม่น่าเชื่อเลยว่าอานิสงส์นี้จะเป็นแรงส่งให้ได้ย่นย่อภพชาติถึงเพียงนี้ แล้วครั้งนี้ข้าพเจ้าจะตอบแทนในพระคุณท่านได้อย่างไรกันให้เทียมเท่า พระคุณของพระพุทธองค์นั้นสูงยิ่ง เหลือล้นพ้นประมาณนัก

ในเวลาพักของวันนั้น สายตาข้าพเจ้ามองทุ่งหญ้าข้าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป โลกภายนอกดูหมุนช้าลง ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นต่อโลกน้อยลง ปฏิกิริยาการตอบสนองที่เปลี่ยนไป ข้าพเจ้าไม่คุ้นกับตัวเอง ความรู้สึกว่าเป็นตัวข้าพเจ้าคนเดิมยังมีอยู่ แต่จิตใจเหมือนเกิดใหม่ไม่เหมือนเดิม ก้าวเดินแต่ละก้าวนั้น พบแต่ความสงบยิ่งในใจ เป็นความสงบอย่างยิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อนเลยในชีวิตนี้

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับมาบ้านและอยู่ในห้องเพียงคนเดียวเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าเดินไปที่โต๊ะกระจกและหวีผมตามปกติ ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังหวีผมที่หน้ากระจกไปช้า ๆ พลันก็สัมผัสกับความรู้สึกบางอย่าง น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาและหนักขึ้น ๆ จนสะอื้นไห้ ข้าพเจ้ารับรู้ถึงความรู้สึกตัวเองที่ไม่เหมือนเดิม แม้เหตุการณ์ สิ่งของทุก ๆ อย่าง รอบตัวยังเหมือนเดิม แต่ข้าพเจ้าเองที่เปลี่ยนไป ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว ข้าพเจ้ารู้แล้ว

บัดนี้โลกของข้าพเจ้ามันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกสงบขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต สุขสงบใจยิ่งนัก

ข้าพเจ้าเดินไปหาบุคคลสองคนที่ทำให้ข้าพเจ้ามีทุกวันนี้ได้ และเป็นคำตอบของการพลีกายและใจทุ่มเทเป็นเดิมพัน แม่ข้าพเจ้าดีใจที่ได้เจอลูกที่หายเป็นอาทิตย์ เล่าแต่เรื่องตื่นเต้นของคนโน้นคนนี้เพื่อไม่ให้ข้าพเจ้าตกข่าว ส่วนพ่อได้แต่ดีใจยิ้มร่า พูดเพียงแต่ว่า โอ ลูกกลับมาบ้านแล้ว ทั้งคู่พนมมือขึ้นยินดีในจิตที่เปลี่ยนแปลงไป และพูดแต่เพียงว่า “อนุโมทนานะลูก”

ข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งในคำตรัสของพระพุทธองค์จากก้นบึ้งของความรู้สึกแล้วว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้เรียกว่าความสุขล้นด้วยปีติแต่อย่างใด แต่มันคือความสงบระงับในส่วนลึกที่สุดของใจ ด้วยไฟพยาบาทที่หายไป สิ่งที่มันเคยมีอยู่ ไม่รู้ว่าเนิ่นนานแค่ไหน และความสงบระงับก็ยังอยู่ในใจอย่างนั้น ก็ไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงทุกวันนี้

พระคุณพระพุทธเจ้านั้นสูงยิ่งเหลือคณานับที่ชี้ทางให้สรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ และด้วยสำนึกในพระคุณยิ่งแห่งครูอาจารย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี เป็นล้นพ้นและคุณโสภิต ผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์ ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อข้าพเจ้าเสมอมา

ความสุขที่เคยตามหามาตลอด 16 ปี แท้จริงไม่ได้อยู่อื่นไกลเลย ข้าพเจ้าพบแล้วว่าอยู่ข้างในใจนี้เอง เมื่อไฟของกิเลสดับลง ก็เกิดความสงบสันติในใจอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบค่าได้ เป็นความสุขอันแท้จริง

ข้าพเจ้าเกิดใหม่แล้ว ในร่างเดิมอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.