ประสบการณ์ภาวนา คุณกฤชวรรณ

ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ศีลสมาธิและปัญญา คือทางแห่งอริยมรรค ด้วยศีลอันบริสุทธิ์ ปราศจากความด่างพร้อย จักเป็นกำลังใหญ่ เพื่อการห้ำหั่นชำระจิตให้พ้นไปจากกองกิเลส ศีลจึงเป็นบาทฐานที่สำคัญมาก สำหรับนักภาวนาผู้ปรารถนาการพ้นทุกข์ ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า.. “ผู้ใดไม่มีศีล อย่าได้กล่าวถึงมรรคผลนิพพาน “ ดั่งประสบการณ์จริง ที่ได้ยกมานี้จะช่วยเตือนใจเรา ให้มีความตระหนักว่า การรักษาศีลมีความจำเป็นยิ่ง ต่อนักปฏิบัติเช่นใดขอเชิญอ่านครับ..

ข้าพเจ้าได้เข้าอบรมเตโชวิปัสสนาเป็นคอร์สที่ ๒ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ซึ่งการมาปฏิบัติในครั้งนี้ นับว่าเปลี่ยนชีวิตไปเลยทีเดียว เพราะได้มีสภาวธรรม และเห็นโทษภัยของการผิดศีล แบบที่ไม่เคยรู้เห็นมาก่อนเลย ในการปฏิบัติภาวนาสองวันแรกข้าพเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นได้เลย แม้ภายนอกกายจะตั้งตรง แต่ในใจกลับร้อนรนทั้งดีดทั้งดิ้น ทั้งๆที่ก่อนเริ่มภาวนาทุกชั่วโมง จะบอกกับตัวเองว่าจะนั่งให้ได้จนครบชั่วโมง แต่จนแล้วจนรอด ก็จะถอนภาวนาก่อนเสียงระฆังจะดังเพียงนาทีเดียวทุกครั้งไป จนเริ่มจะท้อใจ ภาวนาไปก็เห็นแต่ความไม่เอาไหนของตัวเอง อยู่ในสภาวะใจถดถอยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะกำลังจะถอนภาวนาตามกิเลสสั่งเหมือนทุกครั้ง พลันก็รู้สึกว่าได้ยินท่านอาจารย์ดุ แต่เสียงได้ยิน เป็นเสียงของพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวดังมาว่า “อย่าเป็นคนเหลาะแหละไม่เอาไหน!”

ทันใดนั้นจิตก็สะดุ้ง มีความรู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด มีความคิดขึ้นมาว่าขนาดเราเป็นคนเหลวไหลไม่เอาไหน พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านยังอุตส่าห์เมตตามาสั่งสอน เราทำบุญอันใดมาจึงนำพาให้เรามาถึงตรงนี้ได้ ขณะนั้นอารมณ์สะเทือนใจหลั่งไหลพรั่งพรู อยู่ในอกจนสะอื้น แต่ก็ยังคงเพ่งตรึงรู้อยู่ที่จุดสัมผัส จนระฆังดัง
จึงได้ถอนภาวนา เมื่อกราบเรียนสภาวธรรมกับหลวงพ่อสัญชัย อารมณ์สะเทือนใจยังปรากฏอยู่ มือที่พนมก็สั่น หลวงพ่อท่านก็เมตตาให้เพียรต่อไป และยังสอนว่าครูบาอาจารย์ท่านเมตตา ไม่ต้องกลัว (ขณะนั้นยังคิดว่าตัวเองเสียใจมากกว่าไม่ใช่ความกลัว)

เมื่อเริ่มชั่วโมงปฏิบัติต่อมา หลวงพ่อได้เทศน์เรื่องอุเบกขา การรู้ชัดรู้เฉย และพุทธวจนะว่า’ทำให้มากทำให้เจริญ’ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจและมีกำลังใจในการปฏิบัติมากขึ้น คราวนี้มีอารมณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นมาอีก สะอื้นจนตัวโยน แต่ก็รู้เฉย เพ่งตรึงรู้อย่างต่อเนื่องจนอารมณ์สะเทือนใจนั้นหายไป และมีความรู้ผุดขึ้น “นี่เป็นกรรมจากการผิดศีลข้อมุสาฯ การเป็นคนชอบพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ” เป็นเช่นนี้เอง ความรู้ที่ไม่ใช่รู้จากความจำได้หมายรู้ ความรู้ที่เกิดจากปัญญา ปัญญาที่แจ้งขึ้นมาเหมือนแสงอาทิตย์ที่ฉายขึ้นมา

ท่ามกลางความมืด จิตได้แจ้งในกรรมของตน ที่ผ่านมาข้าพเจ้าเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นผู้รักษาศีลห้าได้บริสุทธิ์ ยิ่งข้อมุสาวาทาฯ ข้าพเจ้าคิดว่าแค่การไม่พูดโกหกก็เป็นการรักษาศีลแล้ว ร้ายไปกว่านั้นยังคิดด้วยว่า ‘ไม่เห็นว่าการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระจะเป็นบาปอันใด เพราะเคยอ่านในหนังสือ ก็เห็นแต่ว่าจะทำให้ดูเป็นคนไม่น่าเชื่อถือแค่นั้น แต่ข้าพเจ้าก็มีคนเชื่อถือพอสมควร ยามทำงานเราก็พูดให้น่าเชื่อถือสิ ยามคุยเล่นกับเพื่อนฝูงเราก็เพ้อเจ้อได้ สนุกดี ดูเป็นคนคิดบวกสนุกสนานดี..’ ซึ่งเป็นเช่นนั้นมาตลอด บุคลิกที่เพื่อนๆเห็นคือข้าพเจ้าเป็นคนตลก มองโลกแง่ดี ไม่คิดร้ายกับใคร .. มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็น รู้สำนึก แจ้งด้วยธรรมมาปรากฏให้เห็นต่อหน้าต่อตาแล้วว่า คำเพ้อเจ้อ ไร้สาระก็คือ โกหก คืออันเดียวกัน คือ’ไม่จริง’ ความไม่จริงทำให้เป็นคนไม่มีสัจจะ ทำอะไรทำไม่จริง ไม่หนักแน่น เหลาะแหละไม่เอาไหน อย่างที่พ่อแม่ครูอาจารย์ว่านั่นแหละ การไม่รักษาศีลเป็นเครื่องขวางกั้นความเจริญ จะภาวนาก็ตั้งมั่นได้ยากเพราะความเป็นคนไม่จริงนั่นเอง ..

ข้าพเจ้าเพ่งตรีงรู้จนเสียงระฆังดัง หลังจากนั้นก็เริ่มมีความมั่นใจ นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อตอนสอบอารมณ์ ซึ่งท่านจะคอยถามว่า ‘มีความมั่นใจไหม’ จึงได้อุทานในใจว่า เป็นเช่นนี้เอง เมื่อได้ปฏิบัติตามคำสอนเรื่องทำให้มากทำให้เจริญ ทั้งในอิริยาบถยืนเดินนั่งกินข้าว พบว่าเมื่อภาวนาจิตตั้งมั่นได้เร็ว ครั้งหนึ่งเกิดสภาวธรรม เห็นเป็นภาพทหารที่ออกไปยืนเฉยๆ ปล่อยให้ทหารฝ่ายตรงข้ามฟันคอขาดกระเด็น พลันก็มีเสียงพ่อแม่ครูอาจารย์ดังขึ้นมาว่า “ตายเปล่า!” อารมณ์สะเทือนใจก็พุ่งขึ้นมาอีก

คราวนี้หนักมากจนน้ำมูกน้ำตาไหล เมื่อรายงานสภาวธรรมกับท่านอาจารย์ ท่านได้เมตตาบอกว่ากิเลสมันหลอกเราอยู่ ถ้าไม่สู้ก็ตายเปล่านั่นแหละ เมื่อกลับมาทำความเพียรต่อ จนมีจิตรู้ผุดขึ้น จิตได้แจ้งว่า ‘เป็นกรรมจากการติดอินเตอร์เน็ตเล่นโซเชียล เสพข่าวบันเทิง อ่านนิยาย ล้วนเป็นสิ่งทำให้จิตมัวเมาขาดสติทั้งสิ้น นี่ก็อาจเข้าข่ายผิดศีลข้อสุราเมรัยฯ เพราะทำให้เป็นคนเกียจคร้าน ขาดความเพียรในการภาวนา อุปมาดั่งเป็นทหารแต่ไม่ยกดาบขึ้นต่อสู้ เพราะความขี้ขลาดขี้กลัวปล่อยให้ตัวเองถูกฟันตายอย่างไร้ค่า ตายเปล่ามากี่ภพกี่ชาติแล้ว!? ‘ทำให้นึกถึงคำของท่านอาจารย์ว่า “ภาวนาคือหน้าที่” และที่หลวงพ่อว่า “อย่าไปกลัว กลัวก็ตายไม่กลัวก็ตาย” จิตได้แจ้งขึ้นว่า..เป็นเช่นนี้เอง ถ้าจะตายก็ควรตายด้วยการทำหน้าที่ให้ถึงพร้อมย่อมไม่เสียชาติเกิด ..

ข้าพเจ้าเคยคิดแต่ว่าศีลข้อ ๕ นี่ง่ายมาก แค่ไม่กินสุราเมรัยก็ได้แล้ว ที่ไหนได้ข้าพเจ้ากลับมอมเมาตนด้วยสิ่งบันเทิงไร้สาระ ทำให้เพลิดเพลินจนขาดสติ หลงลืมหน้าที่ และเพิ่งจะได้เข้าใจบัดนี้เองว่า ที่ท่านอาจารย์คอยพร่ำบอกว่าให้ละนันทิ .. ตบท้ายการภาวนาคอร์สนี้ ได้ปรากฎภาพหอยทากขึ้นมาในจิต ทำให้รู้สึกสลดสังเวชเข้าไปอีก ด้วยรู้ว่าตัวเองไม่เคยฆ่าหอยทากเป็นแน่ ดังนั้นสังขารของความเกียจคร้าน ขี้ขลาด คนไม่ทำหน้าที่ ก็คงไม่แคล้วจากหอยทากนี่เอง

กลับจากปฏิบัติธรรม ๗ วันครั้งนี้ ชีวิตข้าพเจ้าเปลี่ยนไปตลอดกาลจริงๆ อย่างน้อยก็เลิกพูดเพ้อเจ้อ ละนันทิอย่างจริงจัง ตั้งใจรักษาศีลทั้งกาย วาจา และใจ เพราะแค่ผิดศีลไม่กี่ข้อ ยังทุกข์ทรมานมากขนาดนี้ ยังมีข้ออื่นๆที่ต้องชำระอีกให้เกลี้ยงเกลา ศีลของพระพุทธองค์นั้นลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งนัก เพียงแต่อ่านตำรา แล้วนึกเอาว่า ทำได้ง่ายๆก็เรียกว่าแค่ลูบคลำศีล อย่างที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านว่าจริงๆ

เมื่อปัญญาเกิด เป็นปัจจัตตัง ทำให้รู้สึกสำนึกในพระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดีเป็นล้นพ้น ด้วยความเมตตากรุณาอย่างใหญ่หลวงของท่านอาจารย์ ที่ถ่ายทอดเตโชวิปัสสนากรรมฐานทำให้ศิษย์ผู้ขลาดเขลา ได้มีหนทางหลุดพ้นจากความมืดบอด เห็นทางรอด ธรรมใดที่เคยได้อ่านได้ฟังมาก็เพิ่งจะมารู้จริง เห็นแจ้งจริง เมื่อได้เจริญวิปัสสนานี้เอง และหากมิได้รับความเมตตายิ่งจากท่านอาจารย์ ลำพังแต่กำลังของศิษย์มิอาจจะไปถึงขั้นนี้ได้แน่แท้

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูง ศิษย์จะเพียรพยายามให้มากและจะทำให้เจริญยิ่งขึ้น ให้ถึงพร้อมทั้งศีลสมาธิปัญญา เพื่อตอบแทนพระคุณ ของท่านอาจารย์ และเป็นกำลังของพระพุทธศาสนาต่อไป

3 thoughts on “ด่างพร้อย

  1. อ่านเเล้วต้องถอนหายใจค่ะ เพราะตัวเองน่าจะประสบปัญหากับกิเลสเช่นนี้ เช่นที่คุณกฤชวรรณเขียนเล่าประสบการณ์เเละข้อคิดที่ดีมาก ตีตรงเข้าไปที่ใจเลยค่ะ ขอขอบคุณเเละน้อมอนุโมทนาในธรรมที่เล่าเตือนใจนี้ด้วยนะคะ สาธุ

    ถูกใจ

  2. คนเราเกิดมาก็ย่อมมีการทำผิดเป็นธรรมดา แต่สำคัญที่ว่า เมื่อรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรแล้ว จะสำนึกและยังกล้าที่จะกลับไปทำผิดอีกหรือไม่ หากคุณเลือกแล้วก็ขอให้รักษาคำมั่นสัญญา ที่ให้ไว้ต่อพระรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์ อัจฉราวดี วงศ์สกลไว้ให้ดี เพราะนี่เป็นเพียงบททดสอบแรก ๆในความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของคุณเท่านั้น ยังมีบททดสอบที่รออยู่อีกมาก นิพพานเป็นของสูง เป็นความตั้งใจที่ทำได้ยาก ดังนั้นการจะทำสิ่งที่ยากให้สำเร็จต้องตั้งใจจริง ขอให้คุณสามารถฝ่าฝันสิ่งต่าง ๆ เพื่อความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้ดีแล้วด้วยเทอญ

    Liked by 1 person

  3. ขออนุโมทนาสาธุในธรรมทาน ด้วยค่ะ ช่วยเตือนสติให้มั่นคงในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นเส้นกั้นนรก และช่วยให้ไปถึงนิพพาน

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.