ประสบการณ์การปฏิบัติอานาปานสติของคุณสุพริศร์

“เมื่อไม่ใช่เพียงแค่อ่านจากหนังสือ แต่ถึงคราวลงมือปฏิบัติจริง”
ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือแนวธรรมะวิทยาศาสตร์ และสนใจใฝ่รู้ในวิชาพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังเด็ก โดยได้ติดตามและตั้งใจอ่านงานเขียนของหลาย ๆ ท่าน ทั้งภิกษุและฆราวาส ซึ่งทุกครั้งที่เข้าร้านหนังสือ ก็ไม่เคยว่างเว้นจากการเข้าไปเสาะหาหนังสือใหม่ ๆ ที่น่าสนใจแนวนี้ในมุมหนังสือธรรมะเสมอ โดยยิ่งอ่าน ยิ่งค้นคว้า ก็ยิ่งเข้าใจว่า แท้ที่จริงธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่อธิบายและพิสูจน์ได้ด้วยกฎและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แม้กระนั้นจะมีบางส่วนที่วิทยาศาสตร์เองยังเข้าไม่ถึงและมีความก้าวหน้าไม่เพียงพอที่จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าภาคภูมิใจและรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดและเติบโตมาภายใต้ร่มเงาแห่งพระบรมศาสดา เพราะศาสนาพุทธคือ “ศาสนาแห่งปัญญา” ซึ่งไม่ได้อาศัยศรัทธาที่งมงายหรือขาดการพินิจพิจารณา แต่เป็นศาสนาที่เชิญชวนให้บุคคลได้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และเชื่อถือศรัทธาในคำสอนด้วยปัญญา

แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้ทำอย่างจริงจังเลย คือการฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐาน หรือการเจริญสติสัมปชัญญะ แม้จะได้เคยศึกษาผ่านตัวหนังสือในวิธีการและผลลัพธ์จากการปฏิบัติที่เห็นได้ชัด ทั้งประโยชน์ทางโลก คือการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และการทำงานที่เฉียบคม หลักแหลม รวมทั้งประโยชน์ทางธรรมที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากสังสารวัฏ

ในช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะมีความทุกข์บ้างจากการตรากตรำเรียนหนัก เพื่อให้ได้เกรดที่สวยหรูสมกับเป็นนักเรียนทุนของประเทศ และเรียนวิชาที่มีเนื้อหาซับซ้อน เพื่อเตรียมการเรียนต่อในระดับปริญญาเอกในอนาคต แต่ข้าพเจ้ามีความสุขมากซึ่งก็อาจเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าได้รับอิสระ จากการที่ตัวเองคิดจะไปไหนจะทำอะไรก็ได้ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของสังคมที่ค่อนข้างเข้มงวด เหมือนตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในประเทศไทย แต่เกือบทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกสุขดังกล่าว อันได้มาจากการรับประทานอาหารดี ๆ การท่องเที่ยวในสถานที่สวยงามต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศแถบอเมริกาใต้ การสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหลากหลายเชื้อชาติ และพบปะผู้คนใหม่ ๆ นั้น

ข้าพเจ้ารู้สึกลึก ๆ ข้างในตลอดว่า สุขเหล่านี้เป็นสุขที่ “เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม” “ไม่เคยพอ” และ “ชั่วคราวไม่ยั่งยืน” เพราะข้าพเจ้าจะต้องออกเสาะแสวงหาความสุขใหม่ ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของข้าพเจ้าที่ไม่รู้จักสิ้นสุดอยู่ตลอดเวลา

จนในที่สุดข้าพเจ้าได้หยุดคิดพิจารณาความรู้สึกลึก ๆ ในความไม่จีรังของความสุขที่ข้าพเจ้าได้รับนั้น และเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังกับตัวเอง ว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่ด้วยความประมาทนี่นา ความรู้ที่ได้เคยอ่านหนังสือธรรมะวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ได้ช่วยให้เราเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทหรอกหรือ… แต่ในใจก็ได้แต่เพียงคิด และยังคงเสาะแสวงหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราวนั้นต่อไป เพราะคิดว่าการจะได้ความสุขที่จริงแท้จำเป็นต้องละทิ้งทางโลก ซึ่งข้าพเจ้ามีภาระและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอีกมาก

และเมื่อข้าพเจ้าเดินทางกลับมาประเทศไทย คุณแม่ของข้าพเจ้าผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่ฝักใฝ่ในธรรมอยู่แล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้นั้น ได้ยื่นหนังสือสองเล่มให้กับข้าพเจ้าได้อ่าน หนังสือเล่มแรกคือ “เตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน” เล่มที่สองคือ “ฆราวาสบรรลุธรรม” แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่มีเวลาได้อ่านจริงจังมากนัก จนเมื่อคุณแม่ชวนไปฟังธรรมบรรยายในงาน “Modern Living in Buddhist Way ธรรมะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเป็นการบรรยายโดยฆราวาสที่เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว นั่นก็คือท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และเมื่อข้าพเจ้าได้ฟังธรรมที่ท่านบรรยายก็ได้เกิดความเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของท่านอาจารย์ การบรรยายธรรมที่แยบยล เฉียบคมไปด้วยธรรมะแห่งพระบรมศาสดาที่ตรงใจผู้ฟังทุกระดับชั้น และที่สำคัญที่สุดคือจุดประกายให้ความหวังของข้าพเจ้าสว่างขึ้นและเป็นการตอบคำถามที่อยู่ในใจลึก ๆ มาตลอดว่า…เป็นฆราวาสก็บรรลุธรรมได้

จากนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มอ่านหนังสือเล่มต่าง ๆ ที่เขียนโดยท่านอาจารย์อย่างตั้งใจโดยใช้ปัญญาพิจารณา และพบว่าท่านอาจารย์อธิบายธรรมแห่งพระพุทธองค์ได้อย่างถูกต้องและตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ให้คนทุกระดับความรู้ เข้าใจได้โดยง่ายและช่วยปลุกจิตข้าพเจ้าให้เริ่มตื่นจากการแสวงหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราวตามที่เคยได้ทำมาตลอด… นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังได้มีโอกาสเรียนเชิญท่านอาจารย์มาบรรยายธรรม ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นวาสนาที่ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ ซึ่งตอบรับเข้าร่วม และได้มีโอกาสต้อนรับและดูแลท่านตลอดการบรรยายด้วยตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยปัญญาว่าข้าพเจ้าพบธรรมแท้แห่งกึ่งพุทธกาลแล้ว

จนเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตต้องพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นคือการที่คุณพ่อล้มป่วยอยู่หลายครั้ง และต้องเข้าผ่าตัด by pass หัวใจ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่ที่สุดที่บุคคลจะผ่าได้ จนทำให้ข้าพเจ้าต้องใช้หลักธรรมที่ได้เคยศึกษามาอย่างจริงจัง นั่นคือ อุเบกขาหรือการวางใจเป็นกลาง และความเข้าใจในกฎของธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดทุกขเวทนามากจนรับไม่ไหว และแม้ด้วยความโชคดีในครั้งนี้ที่บุญยังคงรักษาคุณพ่อให้ได้รับการผ่าตัดโดยปลอดภัยและค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตปกติในปัจจุบัน แต่เหตุการณ์นี้ยังคงย้ำเตือนกฎแห่งไตรลักษณ์ โดยเฉพาะความไม่เที่ยง ให้ข้าพเจ้าได้รู้ซึ้งเป็นอย่างดี และทำให้ข้าพเจ้าจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทอีกแล้ว
ข้าพเจ้าจึงไม่คิดติดอยู่แค่การอ่านหนังสือธรรมอีกต่อไป จึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวว่าข้าพเจ้าจะต้องลงมือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยตนเองให้จงได้ ข้าพเจ้าจึงสมัครอบรมอานาปานสติและเตโชวิปัสสนาในสายธรรมที่ข้าพเจ้าพิจารณาว่าเป็นธรรมแท้อันเอกอุ โดยเริ่มที่การปฏิบัติอานาปานสติที่เตโชธรรมสถานในวันที่ 6 – 9 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงเวลามหามงคลคาบเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาพอดี และเป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าจะถวายบุญจากการปฏิบัติภาวนาอย่างยิ่งยวดนี้ให้เป็นพุทธบูชาและอาจาริยบูชาต่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นผู้ติดและรักความสบายมาตลอดชีวิต จะต้องเคยลำบากอย่างมากก็เพียงแค่การเข้าค่ายลูกเสือหรือการเข้าค่าย ร.ด. ที่เขาชนไก่เท่านั้น ขนาดไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติในต่างประเทศ ข้าพเจ้ายังติดความสบายขอนอนในโรงแรมระดับ 5 ดาวทุกครั้ง กิเลสหนอกิเลส…เหตุใดจึงครอบงำจิตของข้าพเจ้าได้เพียงนี้? และบัดนี้แหละ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้กิเลสแห่งความรักสบายนี้มาขัดขวางความตั้งใจมุ่งมั่นในการลงมือปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้าโดยเด็ดขาด กับการมุ่งมั่นมาสร้างเนกขัมมะบารมีให้เกิดเพียงแค่ 4 วันแค่นี้ แล้วข้าพเจ้าจะทำไม่ได้เชียวหรือ?

เมื่อไปถึงเตโชธรรมสถานด้วยใจมุ่งมั่นในวันแรก ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์และสงบสัปปายะอย่างมาก และเมื่อเริ่มปฏิบัติ ซึ่งในครั้งนี้มีพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล ผู้คว่ำโลกธาตุได้สำเร็จ เมตตาเดินทางมาสอนหลักการปฏิบัติกรรมฐานตามหลักอานาปานสติด้วยตัวท่านเอง คู่กับอาจารย์โสภิต ผู้มีความเมตตาเหลือประมาณ ข้าพเจ้ามีทุกขเวทนาในสองชั่วโมงแรกอย่างมาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจสำหรับผู้ไม่เคยได้ภาวนาอย่างจริงจังมาก่อน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ทำตามสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนคือ อาการเจ็บที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ของเรา แต่เป็นกิเลสที่ทุรนทุรายเพราะการภาวนาฝึกสติของข้าพเจ้าต่างหาก ข้าพเจ้าจึงรู้ชัดและวางเฉย ซึ่งทุกขเวทนาเหล่านั้นก็ทุเลาอาการขึ้นเป็นลำดับ สติก็ระลึกรู้ลมหายใจชัดขึ้น ๆ ในการฝึกปฏิบัติแม้จะมีความคิดฟุ้งซ่านเข้ามามากมาย ซึ่งข้าพเจ้าก็รู้และวางอีกเช่นกัน และการเดินจงกรมก็ก้าวย่างเท้าอย่างรู้เท่าทันอากัปกิริยาเคลื่อนไหวมากขึ้น ๆ จนเมื่อจบการปฏิบัติวันแรก ข้าพเจ้าก็ผล็อยหลับไปเพราะใช้พลังงานไปมากกับการฝืนทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต

จนเมื่อเข้าถึงวันที่สอง ซึ่งเป็นวันที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีกิเลสมารมารุมเร้าอย่างหนัก ข้าพเจ้าเริ่มมีความท้อถอยอย่างรุนแรง คิดว่าข้าพเจ้าจะมาทนลำบากแบบนี้ไปทำไม จนมีความคิดว่าหรือตัวเรานั้นจะไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้และคงจะต้องกลับไปใช้ชีวิตด้วยความประมาทเช่นเดิม แต่แล้วธรรมบรรยายของท่านอาจารย์และพระคุณเจ้าสัญชัยก็ได้เตือนสติข้าพเจ้าอย่างตรงใจว่า การฝึกปฏิบัติคือการมาฝืนทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ การทำสิ่งที่ไม่ธรรมดาย่อมต้องอาศัยความเพียรอย่างมาก การดูภาพยนตร์ 3 ชั่วโมงก็ยังดูได้มาแล้วโดยไม่บ่นอะไรสักคำ นี่แหละคือความจริงที่ทุกขเวทนาทางกายที่เกิดนั้นไม่ใช่ของเรา เพราะที่แท้นั้นกายนี้หาใช่ของเราไม่ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็มีพลังใจที่ฮึกเหิมในการมุ่งมั่นปฏิบัติต่อ แม้มีความท้อแท้ เบื่อหน่าย และฟุ้งซ่านปรากฏอยู่บางช่วง

และในช่วงบ่ายของวันที่สองนั้นเองที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกร้อนผ่าวที่แขนและขาจนถึงลำตัว ซึ่งข้าพเจ้าก็รู้และวางเฉย จนเมื่อสอบอารมณ์จึงเข้าใจว่านั่นคือสภาวธรรมของการมีสมาธิที่มีความนิ่งมากขึ้น ต่อมาในวันที่สาม อาจารย์โสภิตได้แนะนำให้ศิษย์ทุกท่านทำอธิษฐานบารมี ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำมาก่อน โดยข้าพเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะนั่งภาวนาอยู่โดยไม่ลุกไปไหนเป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าทำได้โดยสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ อันปรากฏเป็นที่อัศจรรย์แก่ตัวข้าพเจ้าเอง เป็นภาพในจิต ณ เวลาที่ครบ 1 ชั่วโมงครึ่งพอดีที่เห็นหีบเปิดออกมาและมีแสงสว่างจ้า เป็นภาพที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่เมื่อรู้แล้วก็วางเฉยตามหลักการที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน หลังจากนั้นในช่วงบ่าย ข้าพเจ้าก็ยังคงฝึกปฏิบัติต่อ ด้วยความพากเพียรและใจที่ตั้งมั่น โดยยังคงปรากฏความร้อนอยู่ในทุกครั้งที่มีสมาธิอันนิ่ง แม้มีบางช่วงจะมีความเหนื่อยล้าจากการเคี่ยวกรำจิตติดต่อกันมานาน จนทำให้ในคืนวันนั้นเองที่กิเลสได้เล่นงานข้าพเจ้าอย่างจังในช่วงที่หลับ ข้าพเจ้าฝันอย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อนว่าอยู่ในงานปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยง อึกทึกครึกโครม บุคคลต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้ารู้จักมากมายมาร่วมงานและชวนข้าพเจ้าดื่มด่ำไปกับโลกียสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนทำให้ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาและนึกขำในใจว่า “กิเลสหนอ…เจ้าออกมาแสดงฤทธิ์ในยามที่เราตื่นไม่ได้มาก เพราะเรามีความพยายามรู้ชัดแล้วเฉยในอากัปกิริยาต่างๆ ตลอดทั้งวันแม้ในยามเดิน เจ้าจึงต้องมาปรากฏในฝันถึงเพียงนี้”

และในช่วงเช้าตรู่วันสุดท้าย ขณะที่ข้าพเจ้านั่งปฏิบัติภาวนาอย่างเช่นเคย ด้วยความเคี่ยวเข็ญตนเองให้ระลึกรู้ที่ลมหายใจอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีบทสวดมนต์ที่ขึ้นต้นว่า “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ” ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกและรับรู้ถึงกระแสคลื่นพลังงานที่ไหลสู่ตัวข้าพเจ้า และทำให้รู้สึกปีติและน้ำตาไหลออกมาเองอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้าพเจ้าได้รับรู้ถึงกระแสพระรัตนตรัยที่แผ่เย็นและซาบซ่านอย่างมาก ซึ่งในช่วงที่มีการอธิษฐานและแบ่งบุญกุศลจากการปฏิบัติภาวนาก็เช่นกันที่ข้าพเจ้ารู้สึกถึงกระแสพลังงานแห่งความเมตตาที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด… ธรรมะนี้เป็นปัจจัตตัง คือพึงรู้ได้เฉพาะตนด้วยความสัตย์จริง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถือเป็น “การเริ่มต้นทำสงครามกับกิเลส” ของข้าพเจ้าเท่านั้น เพราะศึกใหญ่ที่ข้าพเจ้าจะต้องจับดาบฟาดฟันกับกิเลสอย่างนายทหารผู้ไม่หนีทัพนั้น ยังคงรออยู่ในการปฏิบัติเตโชวิปัสสนาภายในสิ้นปีนี้ และข้าพเจ้าตั้งใจเขียนเล่าประสบการณ์ภาวนาในครั้งนี้ เพื่อเป็นธรรมทานและเป็นกำลังใจโดยเฉพาะแด่ผู้ที่ชอบอ่านหนังสือธรรมะแต่ไม่เคยลองปฏิบัติ หรือรักความสบายเฉกเช่นเดียวกับตัวข้าพเจ้า และการปฏิบัติภาวนาในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณธรรมบริกรทุกท่านที่ได้ดูแลผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี และทำอาหารมังสวิรัติเพื่อเกื้อหนุน ให้มีพลังในการปฏิบัติตลอดทุกมื้อ รวมทั้งขอขอบคุณผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และปฏิบัติตามกฎการปิดวาจาเพื่อไม่ให้เกิดการปรุงแต่งเพิ่มเติมใด ๆ อย่างเคร่งครัด

แม้การปฏิบัติอานาปานสติตลอด 4 วันของข้าพเจ้าจะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ก็สร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างดี และทำให้มั่นใจได้ว่าข้าพเจ้ามีแม่ทัพใหญ่ที่องอาจ ห้าวหาญ มีกระบวนท่าที่ถูกต้องในการเอาชนะกิเลสมาร และมอบอาวุธที่ทรงอานุภาพและโล่อันแข็งแกร่ง แก่นายทหารอย่างข้าพเจ้าในการสู้รบประหัตประหารความมืดบอด ให้พ้นไปจากจิตให้บริสุทธิ์ และได้กลับบ้านที่จากมานานในที่สุด ขอความกล้าหาญและความสำเร็จในการก้าวออกจากความเป็นทาสของกิเลส จงบังเกิดแด่ผู้มีวาสนาทุกท่านด้วยครับ..

2 thoughts on “ถึงเวลาปฏิบัติจริง

  1. เป็นประสบการณ์ทางธรรมที่ดีมากเรื่องหนึ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคนได้ออกเดินทางตามรอยของพระพุทธองค์ ขอขอบคุณ คุณสุพริศร์เป็นอย่างสูงที่ได้สละเวลาเขียนเล่าเรื่องเพื่อเป็นธรรมทานครับ

    ถูกใจ

  2. ขอน้อมกราบแทบเท้าท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพรักเหนือเศียรเกล้า ขอน้อมกราบพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภาโล ด้วยความเคารพรักเหนือเศียรเกล้า ขอน้อมกราบอาจารย์โสภิต ชลวิชิต ด้วยความเคารพรักอย่างสูง ที่ได้เมตตาเปิดจิตที่มืดบอดของเหล่าศิษย์ คนแล้วคนเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือรู้สึกแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านก็ยินดีที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อผู้ที่มีความมุ่งหวังในการพ้นทุกข์อยู่เสมอ ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับคุณคุณสุพริศร์ ที่ในที่สุดก็พาตนเองมาสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ทางสายเอกที่เป็นทางลัดตัดตรงนี้ได้ ขอบคุณประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งนี้ที่จะทำให้ผู้ที่ยังมืดบอด หรือผู้ที่ยังลังเลสงสัย ว่าจะปฏิบัติธรรมจริง ๆจังได้หรือไม่ ได้ตัดสินใจง่ายขึ้น ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุด้วยครับ สาธุ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.