ประสบการณ์การภาวนาของ คุณบทวดี

ข้าพเจ้าเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ย้ายมาอยู่กรุงเทพตั้งแต่อายุได้ประมาณ 8 ขวบ เนื่องจากคุณพ่อของข้าพเจ้าซึ่งเป็นแพทย์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ถึงแก่กรรม คุณแม่จึงตัดสินใจทำเรื่องย้ายสถานที่ทำงานและอพยพครอบครัวมาอยู่กับคุณตาที่กรุงเทพ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เริ่มตระหนักถึงความตาย และการพลัดพราก ว่ามันสามารถเกิดได้ทุกเมื่อ

เมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่นก็ใช้ชีวิตที่เหมือนวัยรุ่นปกติทั่วไป ชอบฟังเพลง อ่านหนังสือ ว่าง ๆ ก็มีเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงบ้าง จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดจะไปเรียนต่อที่อเมริกา เมื่อได้พูดคุยกับคุณแม่ ท่านก็ไม่ขัดอะไร แม้ท่านก็ไม่ได้มีทรัพย์มากมาย แต่ขอให้ข้าพเจ้าไปเข้าคอร์สปฎิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กรินชัยก่อนเดินทางไปเรียนต่อ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของท่าน ข้าพเจ้าก็ยอมไปแต่โดยดี นั่นเป็นการไปปฎิบัติธรรมครั้งแรกของข้าพเจ้า และปูพื้นฐานเรื่องธรรมในจิตใจ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้นำไปประยุกต์ใช้เวลามีความทุกข์ หรือประสบปัญหาต่าง ๆ

จากนั้นก็เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ชีวิตการมีครอบครัว มีบุตรชาย 1 คน ก็แทบไม่มีเวลาได้กลับไปปฎิบัติธรรมอีก เป็นเวลาประมาณ 20 ปีต่อมา มีอยู่ปีหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้มีเรื่องทุกข์ใจประดังประเดเข้ามาในชีวิต พร้อม ๆ กันหลายเรื่อง ผ่านความตายแบบเฉียดฉิว มา 2 ครั้ง ทำให้กลับมาสนใจธรรมะอย่างจริงจังอีกครั้ง ยิ่งศึกษาก็ยิ่งซาบซึ้ง ถึงเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “คนเราจะเข้าใจธรรมะลึกซึ้งต่อเมื่อมีความทุกข์” แม้ต่อมาเมื่อเวลาแห่งความทุกข์ใจผ่านไป แต่คราวนี้เริ่มเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต คือมีใจใฝ่ธรรมะและอยากศึกษาธรรมยิ่งขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ร้านหนังสือ ได้เจอหนังสือเรื่อง “เตโชวิปัสสนา เปิดประตูสู่นิพพาน” เขียนโดยท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พลิกอ่านดูก็รู้สึกสนใจ จึงซื้อกลับมาอ่าน และหาอ่านเล่มอื่น ๆ ที่ท่านอาจารย์เขียน อาทิ เช่น “สิ้นชาติ ขาดภพ” รู้สึกชื่อเรื่องโดนใจ อ่านแล้วก็คิดอยากไปปฎิบัติสักครั้ง เพราะอยากเรียนวิชาของพระอาจารย์สมเด็จโต จึงได้ติดต่อจองคอร์สเพื่อเข้ารับการอบรม

ชีวิตหลังจากการปฎิบัติเตโชวิปัสสนา 

ข้าพเจ้าขอสารภาพว่าตอนที่มาปฏิบัติครั้งแรกยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องมีการแจ้งหรือยืนยันสถานะด้วยว่าคนโน้นคนนี้ข้ามขั้น หรือข้ามโคตรได้เป็นโสดาบัน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดต่อต้านอะไร รู้สึกสงสารท่านอาจารย์ที่โดนโจมตีเรื่องนี้จากบางเว็บ และเมื่อกลับจากการปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้กลับไปอ่านหนังสือ สิ้นชาติ ขาดภพ (รู้แล้วลุย 2) ไปเจอเรื่องที่ 23 “ธรรมะเพื่อการข้ามโคตร” ก็ทำให้เข้าในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ว่าท่านอาจารย์เองก็เคยกังวลและหนักใจในเรื่องการยืนยันสถานะศิษย์ เกรงจะมีคนว่าท่านอวดอุตริมนุษยธรรม และท่านก็ได้เรียนถามพระอาจารย์สมเด็จโต ซึ่งท่านได้มาเมตตาว่าให้ทำไปเถอะ เพราะจะเกิดเป็นขวัญกำลังใจ และควรให้ความสำคัญกับขวัญกำลังใจศิษย์มากกว่าคนนอกที่ไม่ได้มาปฏิบัติ ท่านอาจารย์จึงได้ตัดสินใจเดินหน้าในเรื่องนี้

ข้าพเจ้าเองก็เลยลองมาพิจารณาดู ก็มีความเข้าใจมากขึ้นและคิดว่าการที่มีครูบาอาจารย์ยืนยันสภาวธรรมที่ก้าวหน้า เราก็จะระมัดระวังอายตนะให้มากขึ้น เคร่งครัดรักษาศีล พยายามรักษาธรรมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป มิฉะนั้นแล้วก็อาจทำตนเองเสียหาย ไม่ระวังรักษาศีล มัวหลงทิศ หลงทางไปกับโลกโลกียะ แล้วก็เวียนเกิดเวียนตายอยู่ร่ำไป

ช่วงแรก ๆ หลังจากออกจากคอร์สปฏิบัติ ที่ข้าพเจ้ามีความก้าวหน้าในธรรม และกลับมาใช้ชีวิตฆราวาสเป็นปกติ ข้าพเจ้ายังคงต้องปรับตัวเรื่องอาหารการกิน เพราะทานน้อยลง เช่น วันแรก ๆ ที่กลับจากการไปปฏิบัติ และได้ทานอาหาร พอเจอเนื้อชิ้นหนา ๆ ถึงกับคายออก ทานเนื้อไม่ค่อยลง แล้วก็ทานแต่น้อย เหมือนกับมันไม่สนุกสนานกับการรับประทานเหมือนแต่ก่อน กลายเป็น “ทานเพื่ออยู่” ไม่ใช่ “อยู่เพื่อทาน” บางมื้อจะนึกถึงวันที่ท่านอาจารย์อบรมสั่งสอนเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงปฏิบัติธรรม ประกอบกับได้ไปเจอบทความที่กล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าอบรมสาวกให้กินอยู่อย่างง่าย จะทำให้ตัวเบา มีสติ ละกิเลส และดีต่อสุขภาพด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับการอบรมของท่านอาจารย์ ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะลองประยุกต์ใช้ดู โดยจะเริ่มจากทานมื้อเย็นให้น้อยลง จริง ๆ อยากจะลองงดมื้อเย็นไปเลย แต่เกรงว่าทางบ้านจะว่าสุดโต่งเกินไป เพราะเป็นเวลาที่ครอบครัวได้พูดคุยกัน

เวลาอยู่ในวงสนทนาก็จะเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่ไม่รู้จริง แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องงาน ก็จะพูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เวลาเจอคำพูดที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน อาจต้องเกิดอารมณ์ไม่พอใจ ก็จะมีสติเตือนให้อุเบกขามากขึ้น และมองโลก กฎแห่งกรรม และชีวิตมนุษย์อย่างเข้าใจมากขึ้น ซึ่งมันดีมากกับสุขภาพจิตของเรา รวมถึงไม่ไปบั่นทอนสติและพลังงานในการทำงานด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าทำให้เราเฉื่อยชาลงไป สรุปโดยย่อคือ ทำให้ข้าพเจ้ามีสติ และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น คิดบวกมากขึ้น ความเครียดน้อยลง

ข้าพเจ้ารู้สึกอยากให้ทุกคนมองโลกในแง่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มากกว่ามานั่งจับผิดกัน หรือมองแต่ด้านที่ไม่ดีของคนอื่น แทนที่จะมองเรื่องของตนเองเป็นหลักหรือจะปรับปรุงส่วนของตนเองอย่างไร หรือถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น เราจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร มากกว่ามองหาเหตุว่าจะโทษผู้อื่นอย่างไร ซึ่งมันจะส่งผลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กันและกัน สังคมและโลกจะดีกว่านี้มาก แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเปลี่ยนผู้อื่นได้ ก็เริ่มจากตัวเองก่อนก็แล้วกัน

ส่วนการดูหนัง ดูละคร ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกอยากดูอยากติดตามมากเหมือนสมัยก่อน เพราะข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือมากกว่า มักเป็นหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ อ่านแล้วมีความสุขสงบใจ และแบ่งเวลาให้กับการภาวนาให้มากขึ้น

ส่วนเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ สมัยก่อนข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบดื่มไวน์มาก เพื่อนฝูงหรือญาติโยมที่เคยดื่มมาด้วยกัน ก็ออกจะงง ๆ ไม่น้อยที่ข้าพเจ้าเลิกดื่มไป เมื่อก่อนเวลามีเพื่อนที่หยุดดื่มไปเลย ข้าพเจ้าก็จะงงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเรางดดื่มเอง จึงเข้าใจว่ามันโลกคนละใบเลยทีเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้ฝืนใจอะไรมากมาย แต่มันเป็นไปเอง คำว่า “ธรรมะจัดสรร” ผุดขึ้นมาในหัวข้าพเจ้า หรือ ที่ท่านอาจารย์ใช้คำว่า “ธรรมะแสดงผล” ข้าพเจ้าคิดเองว่าน่าจะเป็นความหมายเดียวกัน

ส่วนการฟังเพลงนั้นถ้าเป็นสมัยก่อน ข้าพเจ้าจะชอบมาก ถ้าเป็นงานปาร์ตี้ก็จะเป็นคนคอยเปิดเพลงให้เพื่อน ๆ ฟัง และจะสะสมทั้งแผ่นเสียง เทปและซีดีมากมาย ผิดกับสมัยนี้ที่ข้าพเจ้าลดละเลิกนันทิไปมาก หากข้าพเจ้าขับรถเอง ข้าพเจ้ามักอยากขับรถเงียบ ๆ หรือไม่ก็ฟังธรรมะ ช่วงแรกคุณแม่ข้าพเจ้างงมาก ว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ สุดท้ายมารดาข้าพเจ้าก็เริ่มมาสนใจใฝ่ฟังธรรมะเช่นกันซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกยินดีมาก เพราะท่านก็อายุมากแล้ว โอกาสที่จะได้ไปปฏิบัติธรรมก็ลำบาก ในฐานะลูก ข้าพเจ้าพยายามให้ท่านได้เรียนรู้อรรถธรรมซึ่งเป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐในการนำติดตัวไปในภพหน้า และให้ท่านได้ร่วมทำบุญบ้างเล็ก ๆน้อย ๆ ตามกำลัง เพื่อให้ท่านรู้สึกอิ่มเอิบใจในบุญ เพื่อเป็นเสบียงเลี้ยงตัวในภายหน้า บางครั้งก็เอาบทความธรรมะที่ให้ข้อคิดดี ๆ ให้ท่านอ่านและพูดคุยให้ฟัง จนวันหนึ่งท่านกล่าวว่า ชั้นไม่นึกเลยว่าชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ชั้นหมดห่วงเธอแล้ว และได้บอกให้ข้าพเจ้ามีความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ แม้ท่านไม่ได้เป็นศิษย์ แต่เคยไปฟังธรรมบรรยาย และติดตามอ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์เขียน ท่านมีความเคารพศรัทธาในท่านอาจารย์เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะท่านเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก

ข้าพเจ้ามาลองทบทวนดู ว่าชีวิตข้าพเจ้ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้างหลังจากการเข้ามาปฏิบัติในสายธรรมเตโชวิปัสสนา นอกจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญคือ ทำให้เรามีความสนใจในการปฏิบัติธรรม และหาความรู้เกี่ยวกับธรรมะมากยิ่งขึ้น ทำให้เรามีกำลังใจในการรักษาศีล ประพฤติดี ประพฤติชอบ และมุ่งมั่นในการเดินทางสู่พระนิพพานมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่คิดว่า มันคงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแบบฆราวาส

โดยสรุปสิ่งที่เปลี่ยนไป คือเช่น กลัวพลาดพลั้งผิดศีล 5 มากกว่าเดิม ทำให้เพิ่มสติมากขึ้น การระวังอายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มากขึ้น ทานอาหารแบบ “กินเพื่ออยู่” มากกว่า “อยู่เพื่อกิน” ลดการสะสมเพื่อตนเองมากขึ้น อยากสละเพื่อผู้อื่นมากขึ้น เข้าใจลึกซึ้งเรื่องโลกธรรม 8 มีความสุขมากขึ้น ความทุกข์น้อยลง อยากทำตนเป็นบ่อเกิดของความดีงาม มีจิตกตัญญูต่อพระพุทธองค์ ครูบาอาจารย์ บุพการี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ในโอกาสที่สามารถทำได้ และตั้งใจทำทาน ศีล ภาวนาให้ครบถ้วนเพื่อพาตนให้พ้นไปจากวัฎสงสาร

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอน้อมกราบระลึกถึงพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มอบพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยและทางพ้นทุกข์ให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย น้อมกราบรำลึกถึงพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านทุกภพทุกสมัย น้อมกราบพระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ผู้มีพระคุณยิ่งในการถ่ายทอดวิชาเตโชวิปัสสนาให้ท่านอาจารย์ น้อมกราบคุณแม่สิริ กรินชัย ผู้ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์คนแรกที่ได้ปูพื้นฐานทางธรรมะให้แก่ข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัย และสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง น้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้ซึ่งถ่ายทอดวิชาเตโชวิปัสสนาและเป็นผู้ต่อยอดทางธรรมให้แก่ข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจในตนมากยิ่งขึ้น ได้ให้คำตอบมากมายที่เคยค้างคาในใจของข้าพเจ้า ให้มั่นใจในทางเดินทางธรรม ไม่หลงทิศหลงทางเสียเวลาชีวิตไปมากกว่านี้ ข้าพเจ้าจะพยายามมีวินัย แบ่งเวลาในการปฏิบัติ และพากเพียรไปให้สุดทางดังที่ท่านอาจารย์ให้พรไว้ และตั้งใจว่าจะพยายามสนับสนุนพระพุทธศาสนาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

กราบขอบคุณพี่ ๆ น้องๆชาวเตโชทุกท่าน ที่ได้เป็นกำลังใจให้กันและกัน ดูอบอุ่นราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ได้เสียสละเป็นจิตอาสาในกิจต่าง ๆ บางคนเป็นนักรบทัพหน้าให้ท่านอาจารย์ บางคนเป็นกองกำลังหนุน ทำให้ท่านอาจารย์ไม่โดดเดี่ยว มีเพื่อนร่วมทาง และเป็นพลังใจให้ท่านนำกองทัพธรรมของพวกเราเพื่อความดีงาม เพื่อการเผยแผ่ ปกป้อง และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาต่อไปอีกตราบนานเท่านาน…

One thought on “ชีวิตก่อนและหลังจากการมาปฎิบัติเตโชวิปัสสนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.