ประสบการณ์ภาวนาของ คุณณภัทร

ย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน ข้าพเจ้าคือมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ติดจมอยู่กับสิ่งเร้าต่าง ๆ ตามกระแส ศีล 5 มีอะไรบ้างยังท่องเกือบไม่ได้ ปล่อยชีวิตให้ไหลวนไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง อย่างไม่เคยสำเหนียกเลยว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้จิตเสียหาย ศีลธรรมเสื่อมทรามจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ จนเมื่อชีวิตถูกรุมเร้าด้วยปัญหาจนแทบเสียสติ จมอยู่กับความโกรธ ความพยาบาททุกลมหายใจเข้าออก เสร็จจากงานจากเรียนแล้วก็เที่ยวเตร่ ดื่มกิน เสเพลกับเพื่อนฝูงมากมายที่ไม่มีใครรู้เลยว่าข้างในข้าพเจ้าบอบช้ำเพียงใด ด้วยเป็นคนไม่ชอบพูดพร่ำเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังนักได้แต่เก็บสุมไว้ในอก เรียกว่าหน้าชื่นอกระบมก็ว่าได้ แต่มันก็ติดเพลินไปได้เพียงชั่วครู่ จบแล้วก็มานอนจมทุกข์คนเดียวดังเดิม นอนไม่หลับ ฝันร้าย ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรให้ชีวิต จนรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่เอาซะเลย ทำยังไงถึงจะหลุดจากความรู้สึกและอารมณ์แบบนี้

เมื่อหนักหนาเข้าก็หาทางออกด้วยการลองสวดมนต์ก่อนนอน บทสวดแรกที่ข้าพเจ้าสวด คือคาถาชินบัญชร ในการสวดครั้งนั้นข้าพเจ้าใช้สมาธิอย่างมากกับการอ่านและออกเสียงคำบาลีที่ไม่คุ้นเคย ตะกุกตะกักแต่ก็ตั้งใจสวดจนจบ หลังสวดจบ รู้สึกสมองโล่ง ความคิดติดวน โกรธ เกลียดเบาบางลง นอนหลับสนิทอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นเข้าใจว่าเพราะสมองเราวางขยะในหัว ไปจดจ่อกับบทสวดมนต์ จึงรู้สึกโล่งสบายขึ้น หลังจากนั้นมา ก็สวดมนต์จนติดเป็นนิสัยทุกคืนก่อนนอน พร้อม ๆ กับค่อย ๆ ถอยห่างจากชีวิตเสเพล เริ่มเข้าวัดทำบุญบ่อยขึ้น เรื่องราวความทุกข์ที่สุมอกก็ดูเหมือนจะละวางได้มากขึ้น

ผ่านมาอีกไม่นาน ได้พบกัลยาณมิตรผู้หนึ่ง นำพาให้ได้มาเปิดใจรับกระแสแห่งธรรมอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเริ่มรักษาศีล 5 ละเนื้อสัตว์ สวดมนต์นั่งสมาธิด้วยตัวเองที่บ้าน เรียนรู้หลักและวิธีการจากหนังสือธรรมและอินเตอร์เน็ต พอมีเวลาว่างตรงกันหลายวันก็ชวนกันไปบวชเนกขัมมะ เพราะคิดว่าต้องหาครูบาอาจารย์ช่วยชี้แนะ แต่พอไปแล้วจิตลึก ๆ ก็บอกเราอีกว่าไม่ใช่ ที่นี่ก็ไม่ใช่ ที่นั่นก็ไม่ได้ และหยุดแสวงหาในที่สุด

วันหยุดวันหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งรอบตัวขึ้นมาเฉย ๆ จิบกาแฟไม่ทันหมดแก้วก็เบื่อ อยากออกนอกบ้าน เพียงไม่ถึงชั่วโมงก็พาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านในห้างดังในตัวจังหวัด เดินหลบหลีกผู้คน ตรงดิ่งไปที่ร้านหนังสือเดินดูนั่นดูนี่วนรอบมุมหนังสือ best seller รอบนึง ยังไม่มีหนังสือเล่มใดน่าสนใจ เดินลึกเข้าไปชั้นหนังสือด้านใน พลันสายตาก็สะดุดกับหนังสือเล่มหนาปกสีขาวตัวหนังสือสีทอง ที่วางโดดเด่นอยู่เพียงเล่มเดียวมุมหนึ่งของชั้น “ฆราวาสบรรลุธรรม” ใครกันเขียนหนังสือเล่มนี้ ชื่ออาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่แม่ชี ไม่ใช่นักบวชลัทธิใด ๆ ไม่รู้จัก แต่เมื่ออ่านคร่าว ๆ บางบทบางตอนแล้ว ตรงใจยิ่งนัก จึงตัดสินใจซื้อมา ยิ่งอ่านยิ่งใช่ ยิ่งอ่านยิ่งตื่น ยิ่งอ่านยิ่งยากจะวางลง อ่าน อ่าน อ่าน บางบทขนลุก บางบทน้ำตาซึม ใช่แล้ว นี่แหละข้ออรรถธรรมที่ช่วยให้ข้าพเจ้ากระจ่างแจ้ง นี่แหละใช่แล้ว ครูบาอาจารย์แบบที่ข้าพเจ้าแสวงหา อยากฝากตัวเป็นศิษย์ อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย ประโยคนั้นกระตุกหัวใจเหลือเกิน
“ตื่นเถิด ..พุทธผู้หลงทาง ตื่นออกเดินสู่การบรรลุธรรมเถิด”
ข้าพเจ้ายกมือพนมจรดหน้าผากน้ำตาไหลรื้นพร้อมกับเปล่งวาจาออกมา “ได้โปรดรับข้าพเจ้ากลับบ้านด้วยเถิด”

หลังจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็เข้าค้นหาสถานธรรมแห่งนี้ในอินเตอร์เน็ต กดติดตามเพจ ตามอ่านบทความและข้อธรรมต่าง ๆ เสมอ พร้อมกับสมัครเข้าคอร์สอานาปานสติ ฝากตัวเป็นศิษย์อย่างไร้ความลังเลใด ๆ แล้วก็รอคำตอบรับอย่างจดจ่อ

คอร์สอานาปานสติ 9-12 พ.ย. 60
ในเดือน พ.ย. 60 ขณะที่เฝ้ารอคำตอบรับเข้าคอร์สอานาปานสติอยู่นั้น ในตอนเช้าก่อนออกไปทำงานข้าพเจ้าไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิตามปกติเหมือนทุกวัน แต่ในเช้าวันนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่หน้าพระพุทธรูป เมื่อจิตสงบพลันก็มีภาพเกิดขึ้นในจิต คล้ายภาพรำลึกเหตุการณ์ในอดีต มิใช่ภาพเช่นในจอทีวีหรือภาพยนตร์ ในภาพนั้นข้าพเจ้าลอยคออยู่ในแม่น้ำแคบ ๆ ตลิ่งสูงชัน ในวังวนน้ำนั้นมีผู้คนและข้าวของมากมายไหลวนไปพร้อมข้าพเจ้า บางคนเกาะขอนไม้พูดคุยกันสนุกสนาน บางคนดำผุดดำว่ายไขว่คว้าสิ่งของที่ลอยมากับน้ำ บางคนไล่จับปลา บางคนกำลังจะจมน้ำกระเสือกกระสนหาที่เกาะเกี่ยวเอาชีวิตรอด มองผู้คนเหล่านั้นแล้วนึกในใจว่า
“นี่เรากำลังไปไหน เราต้องไหลวนไปอย่างนี้ตลอดหรือ แล้วจะไปสิ้นสุดที่ใด ทำไมไม่ขึ้นฝั่ง” หันมองคนอื่น ๆ ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนหรืออยากขึ้นฝั่งเลย ดูทุกคนปล่อยตัวเองไหลไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ยี่หระ

ข้าพเจ้าจึงว่ายน้ำมาริมฝั่งนั้น เมื่อเข้าใกล้ฝั่งยิ่งเห็นความสูงชันจนคอตั้งบ่า ขอบตลิ่งมีทั้งต้นไม้และสัตว์มีพิษ มีบางคนว่ายตามมาเหมือนกัน แต่เมื่อพวกเขาแลเห็นความสูงชันรกครึ้มของตลิ่งชัด ๆ ก็ถอดใจหันกลับลงไปไหลตามกระแสน้ำดังเดิม ข้าพเจ้าแหงนมองหาทางขึ้นก็ไม่เห็นช่องทางที่จะตะเกียกตะกายขึ้นไปได้เลย ในความชันระดับเกือบ 90 องศา ล่องน้ำมาอีกสักระยะก็แลเห็นชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนเรียงรายริมขอบตลิ่ง ทุกคนใส่ชุดขาว คนยืนหัวแถวหน้าสุดเป็นสตรีโดดเด่นด้วยผ้าคลุมไหล่สีแดง นึกในใจมีคนอยู่บนตลิ่งน่าจะขอความช่วยเหลือได้ เมื่อกระแสน้ำพัดมาตรงหน้าท่านที่ยืนหน้าสุด ข้าพเจ้าก็ส่งมือข้างหนึ่งให้ท่านช่วยฉุดขึ้นจากน้ำ และท่านก็ย่อตัวลงคุกเข่า ใช้แขนข้างหนึ่งยันพื้นพร้อมกับโน้มตัวยื่นมือมาให้ข้าพเจ้าเกาะแล้วก็ออกแรงดึงขึ้นมาจากกระแสน้ำได้สำเร็จ ..

ข้าพเจ้าขึ้นมานั่งหมอบตรงหน้าท่านด้วยอาการเหนื่อยหอบเหน็บหนาวจนกายสั่นสะท้าน ท่านมองด้วยความเมตตาแล้วจึงสละผ้าคลุมของท่านห่มให้ วินาทีนั้นรับรู้ถึงความกรุณาอย่างล้นเหลือ กราบแทบเท้าท่านด้วยความสำนึกในพระคุณสุดหัวใจ และก็รู้ว่า ข้าพเจ้ารอดแล้ว ไม่ต้องไหลไปกับกระแสน้ำที่ไม่เห็นปลายทางอีกแล้ว..ท่านผู้มีเมตตาท่านนั้นคือ
..ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ..

น้ำตาแห่งความปีติไหลออกมาอาบแก้ม แม้จนถอนสมาธิแล้วก็ยังไม่เหือดแห้ง นั่งพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนึกประหลาดใจ เหตุใดจึงเกิดภาพแบบนี้ขึ้น หรือเพราะเฝ้ารอคำตอบรับการเข้าคอร์สอานาปานสติอยู่จึงเห็นเพ้อเจ้อไปเอง ความสงสัยมาสิ้นสุดตอนเที่ยงของวันนั้น เมื่อได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ธรรมสถานว่า มีชื่อเข้าคอร์สตามที่สมัครไปแล้ว จึงกระจ่างแจ้งว่าภาพที่เห็นมิใช่จิตมโน …

โปรดติดตามประสบการณ์ของคุณณภัทรในตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.