ประสบการณ์ทางธรรมคุณมยุรี

“ทางลวงมารล่อให้…ทุกข์ทน
ชีวิตว่ายเวียนวน…นรกร้อน
ทางรอด…รอดด้วยกมลคงมั่นธรรมเอย
สลัดกิเลสซ่อนซ้อน…ชีพพ้นทุกข์ระทม”
จาก ธรรมนิยายอิงชีวประวัติในพุทธกาล”พระอานนท์พุทธอนุชา” อ.วศิน อินทสระ

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวชาวจีนที่นับถือและบูชาเทพเจ้าด้วยชีวิตสัตว์ ในวัยเด็กจนโต วัดอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ได้แต่เดินผ่าน ไม่เคยเข้าไปร่วมพิธีทางศาสนา ไม่ได้ใส่บาตร ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าคือใคร เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง แต่ถ้าถึงวันตรุษจีนหรือสารทจีน ในบ้านจะวุ่นวายกับการเตรียมต้มไก่ต้มหมูจนดูเป็นวันสำคัญในชีวิต

ปฐมบทแห่งร่มเงาพระพุทธศาสนา
“โอย…นี่ทำบาปมาเยอะเลย…” เสียงพระภิกษุที่กล่าวออกมาหลังดูวันเดือนปีเกิดบุตรชายคนโต ข้าพเจ้าร้องไห้ออกมาทันที พูดกับตัวเอง “ก็เพิ่งจะเกิดเอง…จะไปทำตอนไหน”
“บวชซะลูก” น้ำเสียงมีเมตตาตามมา

ณ วัดผาณิตาราม ฉะเชิงเทรา ปี พ.ศ. 2546
ขณะกำลังนั่งมองสามเณรกว่า 50 รูป ที่อยู่ทางขวามืออย่างปลาบปลื้มยินดี บุตรข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น “เราเป็นผู้เลิศในโลก…เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก…ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก” เหมือนมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ตัว เกิดอาการหูดับตัวชาไปชั่วขณะ หันไปมองต้นกำเนิดเสียง เห็นพระพุทธองค์กำลังประทับยืนบนดอกบัว พระหัตถ์ชี้ขึ้นบนท้องฟ้า ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่เคยคิดว่าจะมีอีกเป็นครั้งที่ 2…

ข้าพเจ้าซื้อหนังสือธรรมะตลอด แต่เป็นไปเพื่อการอ่าน ไม่เคยคิดปฏิบัติ มีอยู่เพียง 1 เล่มที่สนใจปฏิบัติตามคือพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี การปฏิบัติให้วางนิ้วชิดกัน ได้ลองปฏิบัติตาม หลังวางนิ้วชิดกันไม่นาน จิตถูกดึงดูดลงไปในอุโมงค์ดำและลึก จึงตกใจกลัวดิ้นรนจนหลุดออกมาได้ และไม่กล้าปฏิบัติต่ออีกเลย ได้แต่สวดพระคาถาชินบัญชรอยู่ราว 1 เดือนแล้วก็เลิกไป

ปลายปี 2558 มีเซลที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักนำปฏิทินของปี 2559 มาให้ เป็นปฏิทินรูปพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี บนพื้นหลังสีแดง มีอักขระภาษาที่ไม่คุ้นตาบนพื้นแดงอยู่รอบ ๆ รู้สึกสะดุดใจมากครั้งหนึ่งเมื่อเข้าร้านหนังสือ ได้พบนิตยสารเล่มหนึ่งที่มีปกหน้าเป็นพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ก็ซื้อมาโดยไม่ได้ดูว่าเป็นของที่ใด เมื่อได้เป็นศิษย์ จิตคิดถึงหนังสือเล่มนี้ จึงค้นหาจนเจอ และพบว่าเป็นนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ

เมษายน 2559 ญาติฝ่ายสามีได้ชักชวนให้ไปที่บ้านเธอ มีหนังสือวางอยู่ หน้าปกเป็นรูปพระพุทธองค์ เขียนว่า เตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน จึงหยิบกลับมา อ่านได้เกือบ 4 บทแล้วเปิดไปท้ายเล่ม “มีคอร์สด้วย… ดีนะ” แล้วก็วางโดยไม่เปิดอ่านอีก…ไม่ตื่น!

9 ก.ค. 2559 วันจิตตื่น ขณะกำลังนั่งรอเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัด เกิดความรู้สึกอยากซื้อหนังสืออย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังเดินไปร้านหนังสือ มองเห็นกายตัวเองหนาทึบดำกำลังเดิน แล้วอยู่ ๆ ก็เห็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ (มีบางอย่างบอกให้รู้ว่าเป็นพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) กระโดดเตะที่ศีรษะอย่างแรง แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มองเห็นก้อนดำ ๆ ใหญ่กว่าลูกบาสเกตบอลหลุดกระเด็นออกจากศีรษะด้านซ้ายตกลงบนพื้น มองเห็นร่างกายส่วนบนสว่างขึ้น เมื่อเข้าไปร้านหนังสือ มองเห็นหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมเล่ม 1 วางอยู่บนชั้นสว่างจ้าจนมองไม่เห็นหนังสือเล่มอื่นเลย หยิบหนังสือจากชั้นและชำระเงินเหมือนคนที่ไม่รู้สึกตัว เมื่อมาที่ร้าน เพื่อนมารออยู่แล้ว จึงวางหนังสือลงด้านขวามือ คุยไปก็เอาศอกขวาวางลงบนหนังสือ มารู้สึกตัวตกใจอีกครั้งเมื่อมีบางสิ่งปัดศอกให้ตกลงจากหนังสือ จังหวะที่ตกนั้นเร็วจนหยุดพูดไปชั่วขณะ จึงหยิบหนังสือไปวางด้านซ้ายที่ไม่มีผู้นั่งแทน เมื่อกลับถึงบ้าน ได้เวลาจิตสงบ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ราว 3 บทก็ร้องไห้ออกมาเหมือนคนเพิ่งรอดตาย วันนั้นเป็นวันเสาร์ รออย่างทุรนทุรายจนถึงวันจันทร์ช่วงเช้า จึงโทรไปที่มูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า สั่งหนังสือท่านอาจารย์ที่มีเหลือ นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพฉบับย้อนหลังทุกเล่ม สมัครสมาชิกพร้อมทั้งสมทบปัจจัยสนับสนุนองค์กรในคราวเดียว

ติดตามคอร์สเตโชวิปัสสนาที่สมัครไว้ จัดกระเป๋าเสร็จแล้วก็ยังไม่มีโทรศัพท์มา เมื่อโทรไปถามได้รับคำตอบว่าสำรองอันดับ 40 เจ้าหน้าที่ผู้รับโทรศัพท์แนะนำให้ข้าพเจ้าลงคอร์สอานาปานสติแทน และหลังการอบรมอานาปานสติ 2 ครั้ง โอกาสในการเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาก็มาถึง ข้าพเจ้าเตรียมตัวอย่างดี อ่านหนังสือทุกเล่มหลายครั้ง เตรียมพร้อมเหมือนไปเรียนอะไรสักอย่างแล้วกลัวสอบไม่ผ่าน

ม.ค. 2560 เตโชวิปัสสนาคอร์สแรก ท่านอาจารย์มอบกรรมฐานด้วยเสียงอันทรงพลังที่ดังก้องเข้าไปที่จิต หลังรับกรรมฐาน รู้สึกร้อนและแสบที่หน้ามากจนพูดกับตัวเอง “มีคนบอกเราว่าร้อน แต่ไม่มีใครบอกว่ามันแสบด้วย” รุ่งขึ้น ท่านอาจารย์ให้ศิษย์ใหม่ไปภาวนาที่เรือนพัก หลังภาวนาไปราว 10 นาที กายร้อนขึ้น รู้สึกเหมือนมีใครมาขว้างลูกเทนนิสใส่เป็นชุด ไม่รู้สึกปวด แต่อยู่ในสภาพมึนงงเห็นดาว ผ่านไปพักใหญ่ จึงคิดถึงเรื่องกิเลสที่อ่านมา

“เฮ้ย..แกมีอยู่จริง ๆ หรือนี่”
“มันคือสงคราม เรากำลังโดนถล่ม”

รู้สึกเหมือนกายถูกตรึงให้นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถลุกหนีไปไหนได้ ความรู้สึกในขณะนั้นคือถ้าเราแพ้เราต้องตาย…แต่เรายังไม่อยากตาย จึงคิดหาวิธีสู้ พยายามคุมจิตให้นิ่ง ไม่ให้ตกใจ เมื่อจิตซัดส่ายน้อยลง ลูกเทนนิสที่เข้ามานั้นก็ทิ้งช่วงห่างออกจนหายไปในที่สุด 1.15 ชม. กับสงครามในแดนจิตครั้งแรก เหงื่อออกมากมาย ท่านอาจารย์กล่าวว่า “ทำไมไม่ใช้เวลาต่อหน้าอาจารย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพียงจำได้ แต่ไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำนี้ และเป็นคำที่ติดอยู่ในจิต

หลังจบคอร์ส ท่านอาจารย์เขียนโพสต์ The end is near “จงตระหนักไว้เสมอ ยุคกึ่งพุทธกาลคือยุคสุดท้ายของผู้รอด” และหลักปฏิบัติเพื่อทางรอดจากสนามพลังงานที่มืดมิดแห่งกึ่งพุทธกาล โดยเฉพาะข้อที่ 7

“ต้องภาวนาอย่างมีวินัย และต้องรวมพลังเป็นกลุ่ม เพราะพลังมืดแกร่งมากเกินกว่าที่คน ๆ เดียวจะเปิดช่องให้ตัวเอง รวมกันเรารอด…แยกกันภาวนาเราจิตตก”
“เราต้องทำชาตินี้ให้จบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแกร่งพอกับการเหวี่ยงจิตออกไปจากสนามพลังงานมืดนี้ ไปสู่พุทธันดรใหม่เพื่อทำต่อให้จบให้ได้” คำว่า “เมล็ดพันธุ์ที่แข็งแกร่ง” ให้ความรู้สึกที่พร้อมสู้…

ธ.ค. 2560 งานภาวนาเพื่อแผ่นดิน ท่านอาจารย์เทศน์สอน “ขอจงมีจิตกตัญญูที่แข็งแกร่ง จนมิอาจมีผู้ใดมาปล้นได้อีก” ข้าพเจ้าทบทวนคำนี้เสมอ…หลังการภาวนาราว 1 ปี ความกระด้างในจิตถูกเผาออกไปมาก จึงนำพวงมาลัยไปกราบมารดาวัย 81 ปี ด้วยความระลึกถึงบุญคุณ และขอขมาที่ได้เคยล่วงเกิน สังขารที่ร่วงโรยทำให้รู้สึกใจคอไม่ดี ข้าพเจ้าก้มกราบพระมหามงคลโพธิญาณ ขอให้ได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลอีกครั้งเถิด

ปกติตนเองเป็นผู้ที่ขี้หงุดหงิดมักโกรธ ไม่ชอบคนพูดมากหรือถามซ้ำ จึงไม่ชอบสุงสิงกับใคร ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ค่อยรับโทรศัพท์ ครั้งหนึ่งของการรับโทรศัพท์ ปลายสายพูดนานและถามซ้ำไปซ้ำมา ข้าพเจ้าก็พยายามอธิบาย เริ่มมองเห็นความรำคาญและหงุดหงิดที่เกิด ขณะกำลังยกโทรศัพท์ออกมาจากหู ชั่งใจว่าจะตัดสายทิ้งเลยหรือคุยต่อดี เห็นนิ้วหัวแม่โป้งอีกนิ้วหนึ่งใส ๆ เคลื่อนออกมาจากนิ้วของตนเอง ออกไปกดปุ่มตัดสายทิ้ง รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็น เหตุการณ์มีร่างแยกออกจากกายเนื้อนี้เกิดขึ้นอีก 2-3 ครั้ง อีกครั้งหนึ่งปลายสายถามแล้วถามอีก เห็นความรำคาญที่เกิด แต่ครั้งนี้ไม่ไหลตามเพราะไม่อยากเห็นตัวเองโกรธ ขณะนั้นเอง มีบางสิ่งพุ่งออกไปจากกายอย่างรวดเร็ว ออกไปในลักษณะฉกทำร้าย คิดถึงจิตวิญญาณสัตว์ดุร้ายบางชนิดที่อยู่รวมกับจิตเดิม คิดถึงชีวิตย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กจนถึงตอนนี้ ที่เต็มไปด้วยความมักโกรธ มีบางสิ่งที่มีพลังมีอำนาจมากคุมจิตดวงนี้อยู่ คิดถึงภพถัดไปของตัวเองถ้ายังมีสิ่งนี้อยู่…ไม่รอด!

28 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2561 เตโชวิปัสสนาคอร์สที่ 2 ในวันที่ปฏิบัติภาวนาร่วมกับอาจารย์โสภิต มีครั้งหนึ่งที่มือตก อาจารย์โสภิตเดินมาหาและประคองให้ตั้งขึ้นใหม่ รู้สึกตื้นตันใจมาก

30 พ.ค. 2561 ท่านอาจารย์มอบกรรมฐานและเทศน์สอน ทุกคำสอนของท่านอาจารย์คืออนุสาสนีปาฏิหาริย์ ข้าพเจ้าจดคำสอนไว้เตือนจิตไม่ให้หลงทาง ขอถ่ายทอดบางส่วนของคำสอนที่ตีตรงลงมาที่จิตข้าพเจ้า
“เงื่อนไขที่มีในชีวิตมี 2 เหตุผล 1. กรรม 2. เป็นสะพาน

แต่ละภพมีการล่อลวงให้วนอยู่กับอารมณ์ปรุงแต่งในโลกธรรม 8 ไม่สามารถถอดถอนจิตออกมาให้มี wisdom ได้ เหตุการณ์ใด ๆ ในชีวิตไม่มีคำว่าบังเอิญ ให้เราตั้งใจไว้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะเข้าใจมัน… และเราจะมุ่งหน้าเดินไป เราจะไม่พ่ายแพ้ เราจะไม่ติดอยู่ในที่เกิดเหตุ ใจที่เข้าถึงโลกุตระแม้หวั่นไหว แต่จะไม่ตกต่ำ ให้เร่งความเพียรให้พ้นจากอำนาจอวิชชา ให้ถอนอัตตาเพื่อเข้าถึงความเป็นอนัตตา เพียรทำอวิชชาให้เป็นวิชชา
สอบอารมณ์ครั้งที่ 1 ท่านอาจารย์เมตตาสอนให้ข้าพเจ้าเผาชำระจิตปฏิฆะที่มีในจิตตนออกไป

31 พ.ค. 2561 คำสอนท่านอาจารย์ที่ปลุกจิตข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น
“กิเลสปล้นจิตวิญญาณ เราจะกอบกู้จิตวิญญาณก็ต้องเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งเหมือนทหาร เชลยทหารที่ถูกจับเข้ากรง ต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งและวางแผน มือ…ในสภาวะสัจจะคือแผ่นเหล็ก เมื่อจุดไฟขึ้น แผ่นเหล็กจะร้อน เพ่งคือเจาะ คือเปิดประตู จิตต้องเป็นจิตของทหาร ไม่ใช่จิตคนป่วย ออกศึก…ถ้าไม่คิดว่าออกศึก พลังภายในที่เข้มแข็งจะไม่ออกมา สังโยชน์ข้อ 9 อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่น ไม่หนักแน่น เป็นข้อพิฆาต อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียว อวิชชาจะแดดิ้นและถูกโค่นลง ถ้าท่านหนักแน่น ท่านจะเอื้อมถึงปลายสายคืออวิชชา ถ้าท่านไม่หนักแน่น ท่านจะตกเป็นเหยื่อ อีกนิดเดียวเท่านั้นอีกนิดเดียว” อวิชชาก็แดดิ้นและถูกโค่นลง…เหมือนคำนี้จะลึกซึ้งกว่าทุกคำที่ฟังมา การภาวนาที่ผ่านมาของข้าพเจ้าจะร้อนอย่างเดียว ไม่เห็นภาพหรือมีเสียงใด ๆ รวมถึงไม่มีเวทนาใด ๆ

ช่วงบ่ายที่เรือนพัก ช่วงแรกจิตเหมือนกำลังเจาะอะไรบางอย่าง เจาะแล้วเจาะอีกอยู่อย่างนั้น มีความร้อนและเหงื่อออกเรื่อย ๆ ผ่านไปพักใหญ่ มีภาพกองสังขารเกิดขึ้น คือเห็นเป็นกองภูเขา สูงบ้างต่ำบ้าง ครั้งนี้ จิตที่เคยเจาะหรือเกาะเกี่ยวกับกองสังขาร…กลับบินสูงขึ้นเหนือกองสังขารนั้น มองเห็นกองสังขารยังมีอยู่เหมือนเดิม แต่จิตไม่ไปยุ่งเกี่ยว ได้ยินเสียงท่านอาจารย์ดังชัดเข้ามาในจิต “นี่แหละอุเบกขา ไม่ยินดียินร้าย” ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพชัดก็คือ จิตของข้าพเจ้าเหมือนรถที่ขับไป เมื่อเจอกองสังขารก็หยุดดูหรือพุ่งชน ชนแล้วชนอีกอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมไปไหนเสียที…แล้วท่านอาจารย์ก็พาขึ้นเครื่องบินแทน เมื่ออยู่บนเครื่องบิน ก็มองเห็นกองสังขารด้านล่างชัด…มันก็ยังอยู่ที่เดิม มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น เรื่องอะไรจะไปยุ่งกับมัน…อยู่ข้างบนนี้ดีกว่า…

ช่วงเย็น ร่วมปฏิบัติภาวนาที่ลานโพธิ์ ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเด็ดเดี่ยวพากเพียรและเสียสละของพระบรมศาสดา ให้เคี่ยวกรำจิตให้คู่ควรกับการได้อริยสมบัติ ไม่ให้ประมาทเรื่องเวลาในชีวิต เมื่อเริ่มภาวนา มือสองข้างที่ประกบกันร้อนมากเหมือนได้รับพลังบางอย่าง ยิ่งมีลมพัดมายิ่งรู้สึกถึงไอร้อนที่เกิด หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัว แม้นั่งภาวนาแต่ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่ตรงนั้น เมื่อกลับมาเรือนพัก พบรอยยุงกัดที่มือและขากว่า 20 จุด รู้สึกแปลกใจว่าทำไมไม่รู้เรื่องเลย

1 มิ.ย. 2561 อีกครั้งของการเทศน์แบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ที่ทำให้เห็นจิตที่หลงของตนชัดขึ้น
“สิ่งใดน่ายินดีก็ยินดี แต่ไม่ติดใจและไม่ติดค้างใจ สิ่งใดที่ไม่น่ายินดีก็ไม่ยินดี แต่ก็ไม่ติดใจและไม่ติดค้างใจ ที่ผ่านมาเราไม่พยายามที่จะเฉย ๆ แต่กลับใช้อายตนะรับความทุกข์เข้ามาสู่จิต ดูลงมาที่จิตตน ดูโดยไม่ปรุงแต่ง ดูโดยไม่ติดข้อง ทำตัวให้เหมือนนักท่องเที่ยวที่เข้าใจวิถี ไม่ให้จิตเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ ทั้งปวง ให้สอนตัวเองจนสอบผ่าน โลกทั้งใบจะสว่าง เข้าใจบริบทเข้าใจความหลง ทุกอย่างล้วนเป็นปัจจัยให้สอบผ่านในเวทีชีวิต ไม่ให้ติดในเวทีชีวิต การสะสมกำลังเกิดจากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง วางจิตให้เป็นอุเบกขา จิตที่เป็นกลาง จะไม่มีแรงโน้มถ่วงยึดเหนี่ยวใจไว้ได้อีก จิตจะทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือเส้นทางของอิสรภาพ โลกนี้เป็นกรงขังใหญ่โตมหึมา ทำลายกรงขังนี้เสีย เดิมพันด้วยชะตาของจิตเดิม อย่าให้มีนาทีใดที่ทำให้ท่านท้อแท้ท้อถอยได้”

ช่วงบ่าย ภาวนาที่เรือนพัก 2 ชม. จิตตรึงได้ดี บางช่วงเหมือนไม่มีกาย มีคำ We are energy – being เข้ามาในจิตหลายครั้ง แล้วมีภาพกำลังอยู่ในธรรมสถานแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีศิษย์ผู้มากด้วยความสามารถท่านหนึ่งกำลังเตรียมสอน มองเห็นตัวเองคอยดูแลให้คำแนะนำศิษย์ชาวต่างชาติอยู่ รู้สึกมีความสุขมาก ช่วงกลางคืน ท่านอาจารย์ย้ำสอนอีกครั้ง “ต้องไม่ยอมจำนน อย่าทิ้งดาบทิ้งอาวุธแล้วยอมให้ถูกล่ามโซ่อีก ต้องคว่ำเกมอำมหิตให้ได้ในภพนี้ ไม่มีคำว่าเกิดใหม่สำหรับเราอีก”

2 มิ.ย. 2561 ปฏิบัติภาวนาถวายเป็นอาจาริยบูชาต่อพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ก่อนปฏิบัติภาวนา ท่านอาจารย์สอนให้ซื่อสัตย์กับความปรารถนาของตน ไม่โกงจิตตนเอง ปรารถนาอย่างไรก็ทำให้ถึงที่สุด ให้ทำตัวให้สมกับเป็นศิษย์ การไม่ปฏิบัติจนสุดทางเป็นเพราะความอ่อนแอ ไม่ใช่เพราะวาสนาบารมี เมื่อเริ่มภาวนาไปราวครึ่งชั่วโมง รู้สึกอยากจามมาก กลั้นไม่ไหวจึงจามออกมา มีความรู้สึกอยากจามอีก แต่เกรงจะเป็นการรบกวนผู้อื่น จึงถอนภาวนาและใช้ยาหม่องน้ำทา แต่เมื่อประกบมือ ความร้อนก็เกิดทันทีพร้อมกับความรู้สึกอยากจามจนต้องถอนภาวนาอีกครั้ง และเมื่อเริ่มประกบมือก็เป็นเหมือนเดิม จึงพูดกับตัวเองว่า เราไม่ต้องภาวนาก็ได้ แค่ประคองมือหลวม ๆ ก็พอ ทันใดนั้น มีเสียงเข้ามาในจิต “ข้ามไปให้ได้” จิตรู้บอกว่าเป็นเสียงพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี

เมื่อประกบมือความร้อนเกิดทันทีพร้อมกับจิตที่ตรึงได้ รู้สึกเหมือนพุ่งขึ้นไปที่สูงอย่างรวดเร็ว รอบกายสว่างจ้ามากจนลืมตาแทบไม่ขึ้น แล้วภาพที่เห็นคือ ท่านอาจารย์ยืนอยู่บนภูเขาสูงคล้ายภูเขาด้านหลังธรรมสถาน แต่เป็นสีขาวล้วน มือขวาท่านอาจารย์จับธงธรรมจักรที่ปักลงอย่างแข็งแรงบนภูเขานั้น ท่านอาจารย์ประดุจดังแม่ทัพที่พร้อมออกศึกโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ด้านหลังมีศิษย์ในชุดขาวยืนอยู่หลายท่าน ส่วนที่ด้านหลังภูเขา เห็นตัวเองกำลังรีบตะกายขึ้นภูเขานั้นด้วยจิตที่มุ่งมั่นรู้ชัด มือขวาถือธงธรรมจักร เมื่อถึงยอดเขาและยืนได้อย่างมั่นคงแล้วก็ปักธงธรรมจักรลงบนพื้นที่ข้างกายทันที เกือบ 10 นาทีต่อมา ได้ยินคำให้ถอนภาวนา ลืมตา มองไปที่ท่านอาจารย์ ได้ยินคำที่เข้ามาในจิต “The game is over.”

ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่อยู่ในรายชื่อที่ต้องสอบอารมณ์เพิ่ม หลังการรายงานสภาวธรรม ท่านอาจารย์ให้นั่งภาวนาด้วยกัน ขณะภาวนารู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่แรงจนรู้สึกสะเทือน เมื่อเสร็จการภาวนาท่านอาจารย์ให้ข้าพเจ้าอยู่ก่อน และกล่าวว่าเพราะศรัทธาที่มั่นคงทำให้มีความก้าวหน้าทางธรรม ท่านอาจารย์อวยพรให้มีจิตกตัญญูที่แข็งแกร่งที่ไม่มีผู้ใดมาปล้นไปได้ ให้รักษาความหนักแน่นและเป็นกองกำลังในการยกฟื้นพระศาสนา ความสำเร็จนี้เกิดจากความเสียสละและเมตตาของพ่อแม่ครูอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล มิได้เกิดจากตัวข้าพเจ้าเอง การอบรมสอนสั่งที่มีมาตลอดทำให้จิตดวงนี้ตื่นจากความลวง การเคี่ยวกรำจิตในกลุ่มตั้งสัจจะภาวนาร่วม 12 เดือน ช่วยลับดาบนี้ให้คม ดังคำ “ที่รวมนักรบ ติดอาวุธให้แล้วลับดาบให้คม”

ขอน้อมระลึกถึงบุญคุณขององค์พระบรมศาสดา พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติที่ได้เมตตาสอนสั่ง…แผ่พลังคุ้มภัยเสมอมา ให้จิตดวงนี้ได้ตื่นจนพบทางออกจากทุกข์ ขอน้อมอนุโมทนาบุญกับธรรมบริกรทุกท่านที่เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามให้แก่ข้าพเจ้า

2 thoughts on “ข้ามไปให้ได้

  1. ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับประสบการณ์การปฏิบัติที่งดงาม ด้วยความเข้าถึงธรรมที่ลึกซึ้งและละเอียดยิ่งของพี่มะด้วยนะครับ นับเป็นอีกประสบการณ์ที่ประทับใจมากจริง ๆ เพราะเขียนธรรมะที่ท่านอาจารย์สั่งสอนออกมาได้เข้าใจ ชัดเจน แบบย่อ ๆ อ่านแล้วแสดงถึงความเจ้าใจในระดับจิต ที่ผมยังเข้าไม่ถึง ธรรมใดที่พี่มะถึงแล้ว ผมขอเข้าถึงซึ่งธรรมนั้นด้วยเทอญ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.