ประสบการณ์ภาวนา พระครูสุทธิชยาภรณ์

ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานโอกาส พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระพุทธเจ้าสมณโคดม พระรัตนตรัย พระอรหันตเจ้า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ขอเล่าประสบการณ์การภาวนาด้วยความสัตย์จริง หากไม่เหมาะสมประการใด ในข้อเขียนทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้เพียงผู้เดียว

ถ้าชาวพุทธเรามีจิตสำนึกที่ดีและถูกต้องแล้ว มีความเคารพหนักแน่นในพระรัตนตรัยจริงดังคำที่ใช้กัน การเริ่มต้นที่ถูกต้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญ ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสเริ่มด้วย สัมมาทิฏฐิ เป็นข้อแรกในมรรค ๘ คือ ความเห็นชอบ เห็นด้วยปัญญา ข้าพเจ้าเริ่มเข้ามาสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนา จากการเห็นหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม ปี ๒๕๕๙ เดือนเมษายน ข้าพเจ้าไม่มีความลังเลสงสัย เรื่องฆราวาสบรรลุธรรม เพราะข้าพเจ้าเคยได้ยิน ได้ฟังพ่อแม่ครูอาจารย์พูดสอนอยู่ประจำ กิเลสไม่มีวัย ใจไม่มีเพศ ธรรมอยู่ที่ใจ กิเลสก็อยู่ที่ใจ เมื่อดูคำนำ และอ่านจนจบ จากนั้นจึงซื้ออีกหลายเล่มมอบให้แก่ผู้มีวาสนาควรได้ รวมทั้งนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ มอบให้โรงเรียนที่เคยเรียนและที่อื่นที่สมควรได้รับ ข้าพเจ้าศรัทธาท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในปฏิปทาและผลงานที่ท่านกำลังทำเพื่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ จนได้โอกาสร่วมภาวนาเพื่อแผ่นดินมาแล้ว เมื่อ ๑๗-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๙

ข้าพเจ้าสนใจภาวนาเองตั้งแต่เด็กเรียนชั้นประถม ใช้คำบริกรรมบ้าง อานาปานสติบ้าง ทำบ่อย ๆ จนจิตสงบมีความพยายามเอง ความสนุกตามวัยอาจมีบ้างตามประสาเด็ก แท้จริงเห็นว่าการเล่นการคะนองนั้นเสียเวลาและเปล่าประโยชน์ หลายครั้งจิตสงบนิ่งนาน ๆ มีความรู้ผุดขึ้นมาในขณะภาวนา จำได้ชัดเจน “ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง” ความรู้ ความคิด ขณะนั้นที่ขณะธรรมชาติของจิตที่นิ่งสงบนั้นเป็นอย่างไร ส่วนความรู้ที่ผุดออกมานั้น สอนจิตตนเอง ถ้าพูดออกไปเป็นคำพูดก็รู้สึกว่าไม่ตรงกับที่จิตเป็น ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ชอบพูดโดยเฉพาะเรื่องภาวนา แต่ปฏิบัติต่อเนื่องประจำ ครั้งที่สำคัญจำได้และเป็นเหตุให้มีวันนี้คือ ความรู้ที่ผุดขณะภาวนา “ต้องสร้างความดีให้ได้ก่อนตาย” เวลานั้นเป็นเด็ก ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าความดีที่จะต้องทำให้ได้ก่อนตายคืออะไร และสร้างอย่างไร ข้าพเจ้าคิดถึงความตาย ทุกคนตายหมด เด็ก คนรวย คนจน ถึงพระราชา มหากษัตริย์ ไม่มียกเว้น ขณะนั้นเรียนอยู่ระดับประถม (๒๕๐๙-๒๕๑๖) เป็น ป. ๑-ป. ๗ อายุก็ ๑๐ กว่าปีได้ พ.ศ. ๒๕๐๒ คือปีเกิด

ครอบครัวข้าพเจ้าเป็นชาวนา ชาวบ้านธรรมดา คุณพ่อจากไปตั้งแต่ยังไม่รู้ความ อย่างไรก็ดี คำว่าต้องสร้างความดีให้ได้ก่อนตายยังคงอยู่ในใจตลอดมา และเพราะเหตุแห่งการใฝ่ใจในธรรมไม่ว่าจะเป็นการเรียน หน้าที่พลเมือง-ศีลธรรมได้เรียนพุทธประวัติ ฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ที่สำคัญคือประกอบกับการภาวนาสม่ำเสมอจึงตระหนักว่า ความดีในพระพุทธศาสนาเป็นทางแห่งความดีที่สุด สามารถช่วยตนพ้นทุกข์และช่วยผู้อื่นได้ด้วย คิดได้เช่นนั้น จึงขออนุญาตและปรึกษาคุณแม่ คุณพ่อบุญธรรมว่าอยากบวชเป็นสามเณรโดยไม่บอกเหตุผล ซึ่งท่านไม่อนุญาตด้วยเหตุผลว่ายังเล็กและต้องเรียนหนังสือ คุณพ่อก็อยากให้ได้สัมผัสชีวิตทางโลกก่อน ข้าพเจ้าไม่โต้ตอบแต่ตั้งสัจจะในใจแล้วโดยไม่เคยบอกใครว่า

๑. ข้าพเจ้าต้องตั้งใจเรียนให้ได้ปริญญาตรี เพราะไม่ต้องการให้คนดูถูก ว่าอาศัยศาสนาหากิน ไม่มีงานทำ ไม่เรียนหนังสือ
๒. ต้องภาวนาไปด้วย หาวัดหรือครูบาอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงให้ได้

คิดว่าเมื่อเรียนจบตามที่ตั้งใจ คุณแม่ท่านจะไม่ปฏิเสธอีก ข้าพเจ้าเรียนจบ ม.ศ. ๕ พ.ศ. ๒๕๒๑ ใจอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงสอบเป็นตำรวจและเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย ขณะนั้นมีโอกาสได้กราบหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งท่านกำลังสร้างวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี บ่อย ๆ ท่านเมตตาสอนภาวนา พุทโธ ถี่ ๆ จิตจะสงบนานกว่าอานาปานสติ ข้าพเจ้าทำงานด้วย เรียนด้วย ตามหลวงปู่เจี๊ยะท่านสอน ก็สงบนานจริง ๆ ความรู้ชัดผุดเป็นคำพูดว่า “มรรค ผล นิพพาน ไม่ห้ามญาติ ห้ามโยม” ข้าพเจ้าเข้าใจและยังคงไม่บอกผู้ใดในความรู้นี้ จนข้าพเจ้าไปกราบหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเรียกเข้าไปใกล้ ๆ แล้วพูดว่า “จริงอยู่ มรรค ผล นิพพาน ไม่ห้ามฆราวาส ญาติโยม แต่บวชแล้วภาวนาลูกเดียว” ข้าพเจ้าไม่ตอบ ก็ทำงานและตามปกติ เรื่องภาวนาไม่ขาด แม้ทำงานกลางถนนจิตก็สงบได้ เกิดความรู้ขึ้นว่า “มนุษย์หายใจทิ้งเปล่า ๆ” บางวันในวันหยุดจะปิดประตูห้องพักเพื่อเดินจงกรมและภาวนาอยู่ในห้อง จิตสงบด้วยคำบริกรรมตามหลวงปู่เจี๊ยะสอนบ่อย ๆ ท่านบอกตามปริยัติ ท่านว่าได้ฌาน ๔ ตัด ๆ อวัยวะต่าง ๆ ได้แล้ว ถ้าหมดกำลังก็พุทโธใหม่ ข้าพเจ้าฟังไม่รู้หรอก อะไรคือฌาน ญาณ รู้แต่อยากเข้าไปสงบ สบาย มากกว่า

ข้าพเจ้ารับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๒๗ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้าพเจ้าเขียนใบลาอุปสมบทและลาออกจากราชการพร้อมกัน ติดต่อวัดและพระอุปัชฌายะพร้อมจัดหาบริขารเอง หลวงปู่เจี๊ยะท่านเมตตาให้ผ้าไตรจีวร กราบเรียนหลวงตาท่านเมตตาสอนว่า “บวชที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ธรรมวินัยเดียวกัน ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ” ไปกราบลาคุณแม่ บอก ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๐ จะขอลาบวชที่จังหวัดมหาสารคาม ข้าพเจ้าต้องการบวชแบบเรียบง่ายโกนหัวเข้าวัดและฝึกขานนาคด้วยตนเอง ไม่ต้องการงานฉลองใดแบบที่เขาทำกัน บวชเสร็จมีแต่เร่งภาวนา อดนอน ผ่อนอาหาร และอดอาหารเป็นเวลาหลาย ๆ วัน จิตก็ไม่สงบเหมือนแต่ก่อนจนพระอาจารย์ที่จำพรรษากับท่าน บอกจะไปนิพพานวันนี้หรือ ออกพรรษาลาพระอาจารย์ไปกราบหลวงปู่เจี๊ยะ ก็ยังใช้วิธีอดอาหารต่ออีก จนหลวงปู่เจี๊ยะเมตตาบอกว่า ท่านอธิษฐานเนสัชชิก ไม่มีอิริยาบถนอนตลอด ๓ เดือน เกือบตายต้องเข้าโรงพยาบาล ออกมาไม่นอนอีก แต่อาศัยนั่งหลับเอาวันละ ๒ ชั่วโมง ปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวของพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์ แต่ละท่านมีแต่ทุกข์ ทรมานเลยตายจึงได้ธรรม ส่วนมากจะเป็นแบบเดียวกัน ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ทั้งปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ยาก เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม ธรรมอยู่ฟากตาย ตั้งใจภาวนาจนจิตสงบแน่นหนามั่นคง ลาหลวงปู่ขึ้นเหนือ แต่ให้ไปแวะท่านพระอาจารย์นพดล นันทโท ที่กำแพงเพชรก่อน ท่านเคยอยู่กับหลวงตามาก่อน ท่านอาจารย์นพดล บอกข้าพเจ้าว่า “ป่าเขายังมีอยู่ อยากให้เข้าบ้านตาด” และให้รถไปส่ง ข้าพเจ้าคิดว่าจะอยู่สักพรรษาเดียว แล้วจะลาออก ก็ตั้งใจศึกษาปฏิบัติภาวนา ใช้พุทโธภาวนา จนเกิดอัศจรรย์จิตสงบ เป็นความรู้เด่นด้วยคำบริกรรม

ปี ๒๕๓๒ เดือนกุมภาพันธ์ หลวงตาแสดงธรรม “สมถะธรรม-วิปัสสนาธรรม” เป็นปฏิปทาของพระพุทธเจ้าให้จำหลักไปปฏิบัติ อยู่ไปภาวนาไป เกิดความเคารพเทิดทูนบูชาท่าน รับใช้ท่านเต็มสติปัญญาความสามารถ เคารพรัก ท่านคือพ่อแม่เป็นทั้งครูบาอาจารย์ แต่ใจข้าพเจ้ารู้ดีว่า อยากไปหาที่ภาวนาหลีกเร้นจึงไปกราบลาท่าน หลวงตากล่าวว่า “ เวลาผมอยู่คนโน้นก็มา คนนี้ก็มา เวลาผมไม่อยู่ คนโน้นก็ไป คนนี้ก็ไป ท่านคิดอย่างไร” ข้าพเจ้าไม่ตอบ คิดถึงท่านคราวใดได้แต่น้ำตาร่วงเพราะหลักภายในใจจริงจังก็ยังไม่มั่นคงและท่านก็ละสังขารไปแล้ว..

ภาวนาที่เตโชวิปัสสนาสถานธรรม อ. แก่งคอย จ. สระบุรี
๑๐-๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ เข้าเตโชครั้งแรก หลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล มาช่วยท่านอาจารย์สอนเป็นบางช่วง ท่านอาจารย์ธาตุขันธ์อ่อนและไอตลอดแต่ท่านมาสอนตลอดไม่ทอดทิ้งศิษย์ วันภาวนาถวายบุญบูชาคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ขณะหลวงพ่อสัญชัยแสดงธรรม ท่านอาจารย์นั่งอยู่ด้วย ข้าพเจ้าเพ่งจุดสัมผัสด้วยความรู้ชัด ชัดขึ้น รู้ตัวพร้อมทุกขณะจิต สติ ปัญญา อุเบกขาเป็นไปในตัว จนรู้สึกว่าจุดสัมผัสรู้ชัดใหญ่ขึ้นเหมือนหลังเต่าบนฝ่ามือ น้ำตาไหลพรากเวลานั้น “เรารู้ เราเห็น เป็นได้อย่างไร” ขณะเพ่งอยู่เห็นองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และท่านอาจารย์อัจฉราวดี น้ำตายิ่งร่วง ๆ ได้รับการสอบถามจากท่านอาจารย์ จึงตอบตามสภาพธรรมที่ปรากฏจริง ท่านบอกนี่แหละธรรมแท้ ไม่ใช่อภิญญาแบบที่เขาหากัน ดีแล้วสามารถสื่อโลกุตรธรรมได้ ท่านอยู่ไกลอาจารย์พยายามรักษาความกตัญญูไว้ จะเป็นกำลังส่งถึงพระนิพพาน ข้าพเจ้าน้ำตาซึมด้วยปีติตลอดเวลา

๒๘ พฤษภาคม-๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ เข้าเตโชวิปัสสนาครั้งที่ ๒ ผ่านวิสาขบูชา ๒๙ พ.ค. อาจารย์โสภิตอยู่ตลอด ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วันแสดงธรรมสังโยชน์ ๑๐ ท่านอาจารย์อธิบายตั้งแต่สักกายทิฏฐิจนถึงความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะ ท่านเน้นย้ำ ความฟุ้งซ่านกลับไป กลับมา ให้เห็นโทษของความฟุ้งซ่าน ทำให้ทุศีล ความโกรธ ความโลภเพราะอวิชชา ความโง่ ความหลง มันครอบอยู่ ทำให้ฟุ้งซ่าน ถ้ารู้ชัด รู้แจ้งในจิต อวิชชา ความโง่ ความหลง ก็หมดไป ธรรมท่านไหลเข้าสู่จิตตลอดเวลา จิตขณะนั้นมีพลังมากเป็นกิริยาพูดได้ว่า พุ่ง พรวด โพล่งออกไป สว่างโล่งชั่วขณะจิต ข้าพเจ้านั่งหลับตาเห็นท่านอาจารย์อัจฉราวดี เห็นองค์หลวงตา พลันน้ำตาก็ไหล

ข้าพเจ้าได้บอกถึงสภาพธรรม ขณะท่านอาจารย์แสดงธรรมนั้นมีพลังมากจนจิตพุ่ง โพลงออกมา เหมือนจะกระโดดข้ามอวิชชาขณะนั้น ท่านอาจารย์ถามเคยอยู่ที่ไหนมาบ้าง ขณะตอบ ท่านพ่อแม่ครูอาจารย์บ้านตาด ไม่ได้เรียกชื่อท่าน ข้าพเจ้ายกมือเหนือหัวพนม เห็นหลวงตายืนข้างหลังท่านอาจารย์ น้ำตาข้าพเจ้าร่วงต่อหน้าท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อนุโมทนากับความก้าวหน้าการก้าวกระโดดของจิตที่บริสุทธิ์ขึ้น และย้ำขอให้มีความหนักแน่นไว้ให้มากและเมตตาอีกหลายเรื่อง
ท่านอาจารย์ให้ลูกศิษย์เอาผ้าไตรจีวรมาถวาย ให้ขณะอยู่ที่โรงเรียนแห่งชีวิต และให้ช่วยเขียนบอกเล่าถึงประสบการณ์ภาวนานี้ด้วย
ข้าพเจ้าจึงเขียนเล่าตามความเป็นจริงตามที่ปฏิบัติมาทุกประการ หากเป็นบุญกุศลและเป็นประโยชน์ต่อสายธรรมและพระพุทธศาสนา ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาคุณมารดา บิดา คุณพ่อแม่ครูอาจารย์ คุณท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยจิตกตัญญูบูชา

One thought on “ด้วยสัจจะอันมั่นคง

  1. ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุการพระครูสุทธิชยาภรณ์ ในสัจจะที่พระคุณเจ้าตั้งใจไว้ดีแล้ว และได้เพียรพยายามอีกทั้งได้พบได้เรียนธรรมจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่สำคัญอีกหลายรูป ก่อนมาพบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และได้ปิดอบายได้ในที่สุดนี้ อีกไม่ช้าพระคุณเจ้าคงได้เข้าถึงซึ่งจุดหมายที่ตั้งใจไว้สูงสุดเป็นแน่ขอรับ ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งนี้ของพระคุณเจ้าขอรับ ประสบการณ์นี้จะเป็นอีกประสบการณ์ที่ยืนยันเทคนิควิธีการปฏิบัติ และสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานว่า เป็นธรรมแท้และของจริง สาธุ สาธุ สาธุ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.