ประสบการณ์ธรรมคุณจิดาภา

ข้าพเจ้าอายุ 44 ปี พื้นฐานนิสัยของข้าพเจ้าเป็นคนคิดทำอะไรรวดเร็ว อารมณ์ร้อนมักโกรธไม่ยอมคน ถ้าเถียงต้องชนะ ชอบการแข่งขันเป็นที่สุด ยิ่งแข่งกับคนเก่ง ๆ ยิ่งชอบ เพราะท้าทายชนะได้สะใจสุด ๆ และการงานที่เป็นเซลทำโปรเจคแข่งขันกัน ขับเคี่ยวกันรู้สึกสนุก ซึ่งลำพองหนักไปจนถ้าหัวหน้าพูดไม่ถูกใจก็ตบโต๊ะและเดินหนีไม่สนใจ และไม่เคยกลับมาดูว่าความลำพองสร้างทุกข์ให้เราไม่น้อย มารดาได้พยายามพาข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ที่วัดอัมพวัน ตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุได้สิบกว่าปี เมื่อคุณแม่พาไปก็ไป แต่ก็แอบนอนหลับในห้องน้ำเป็นนานสองนาน พาทำก็ทำแบบเบื่อ ๆ ไปตามวัย โชคดีที่จิตสำนึกดี ๆ ก็มีอยู่บ้าง เช่น ชอบความถูกต้อง ไม่ชอบโกหกเป็นที่สุด ยอมรับผิดเป็น เสียสละได้ ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ ไม่เอาของใครมาเป็นของตน ไม่นิยมการฆ่าสัตว์

เหตุที่ทำให้คิดมาปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นกลางสี่แยกไฟแดงสาทร รถของข้าพเจ้าติดไฟแดงเป็นคันแรก และเมื่อไฟเขียวรถก็พุ่งออกตัว รถคันหลังก็เหยียบคันเร่งซิ่งแซงรถข้าพเจ้าเฉียดไปนิดเดียว อารมณ์พุ่งปรี๊ดพร้อมคำด่าตามมาอีกหนึ่งขบวน ความโกรธที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดอาการเหนื่อย อีกใจหนึ่งก็ฉุกคิดได้ว่าอารมณ์นี้สร้างทุกข์แท้ ๆ ถ้าคนเราไม่มีอารมณ์พวกนี้คงจะดีไม่น้อย แล้วใจก็เพียรเฝ้าคิดหาวิธีที่จะละจากอารมณ์อันก่อให้เกิดทุกข์นี้ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความจองเวร ทุก ๆ อารมณ์ที่สร้างความร้อนให้กับใจ

การเดินทางในทางธรรมของข้าพเจ้าครั้งนี้ เริ่มจากการท่องอินเทอร์เน็ตหาว่าจะมีใครช่วยชี้ทางได้ บ้างอยู่ใกล้ บ้างอยู่ไกล ก็จะไปหาเพื่อให้ท่านเหล่านั้นช่วยชี้ทางให้ บ้างเป็นฆราวาส บ้างเป็นฤๅษี แต่เมื่อได้สนทนา ใจก็บอกว่าไม่ใช่ทางที่ถูกแน่ ๆ บางท่านก็จะพาให้บูชาแม้กระทั่งศิวลึงค์..อ้าว…พระมีไม่บูชา มาบูชาเอาเรื่องแบบนี้ เมื่อไม่ใช่แล้วก็หยุด หาจนเหนื่อยใจว่าใครจะชี้ทางเราได้ มีเพื่อนบอกว่าถ้าชอบแนวเข้มข้นให้ไปที่วัดอัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญ ข้าพเจ้าได้เริ่มฟังเทศน์ของหลวงพ่อจรัญทางยูทูป ก่อนการไปปฏิบัติที่วัดท่านอีกครั้ง

แต่เมื่อไปก็พบว่าหลวงพ่อชราภาพมากแล้ว จะลงมาโปรดญาติโยมให้พรแล้วก็รีบกลับขึ้นกุฏิเพราะสุขภาพสังขารท่านไม่เอื้ออำนวย แต่ข้าพเจ้าก็ไปปฏิบัติที่วัดท่านอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้ฟังเทศน์จากท่านเจ้าคุณโชดก แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ องค์นี้ล่ะพระแท้แน่นอน เราจะไปกราบและจะไปขอคำแนะนำจากท่านโดยไม่รู้เลยว่าท่านมรณภาพไปตั้งแต่ปี 2531 แล้ว จนผ่านไปหนึ่งเดือน ข้าพเจ้าจึงทราบว่าท่านมรณภาพก็ได้แต่นั่งน้ำตาซึมว่า เราจะไปหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ไหนหนอ แต่ก็ไม่ย่อท้อ ฟังเทศน์จากยูทูปทั้งขณะทำงานและกลับบ้านโดยไม่ดูหนังฟังเพลง

ครั้งหนึ่งหลังเลิกงาน ข้าพเจ้าไปฝึกมโนมยิทธิ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แก๊งปาหินระบาดมาก เส้นทางที่จะผ่านก็เป็นเส้นทางที่มีข่าวบ่อย ๆ ซึ่งเพื่อนที่ทำงานก็เตือนด้วยความห่วงใย ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตอธิษฐานแบบไม่กลัวความตายว่า ขอให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์คุ้มครอง แต่ถ้าหากจะตายเพราะจะไปค้นหาธรรมก็ยอม แล้วก็มุ่งหน้าเดินทาง กว่าจะถึงอุทัยธานีก็ดึกมากแล้ว เพราะเป็นช่วงที่มีงานใหญ่หาโรงแรมที่ไหนก็เต็ม แต่มีอยู่ที่หนึ่งเป็นตึกที่ทำเป็นห้อง ๆ ให้เช่าไม่มีทางเลือก การเดินทางแต่ละครั้งเป็นการเดินทางคนเดียวตลอด เพราะชวนใครก็ไม่มีใครไปด้วยเพราะติดเรื่องเที่ยว เรื่องครอบครัว

ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าหากข้าพเจ้ามีความดี มีวาสนา มีความจริงใจต่อความหลุดพ้นก็ขอให้ได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะธรรม ชี้แนะทางให้ด้วยเถิด วันหนึ่งข้าพเจ้าได้บอกกับกัลยาณมิตรผู้หนึ่งว่า หากมีที่ไหนที่ไปปฏิบัติแล้วเห็นว่าดีก็ช่วยแนะนำบ้าง กัลยาณมิตรท่านนั้นได้ถามจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ตอบว่า คือการที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เธอจึงได้แนะนำรายละเอียดของเตโชวิปัสสนากรรมฐาน และวิธีการสมัครเข้าคอร์ส พร้อมกล่าวว่า สำหรับเธอแล้วจะขอตายที่นี่ไม่ไปไหนอีก

ข้าพเจ้าได้เข้าปฏิบัติคอร์สแรกเมื่อปี 2556 ที่เรือนโพธิ์หลังเก่า ปฏิบัติในคอร์สแรกด้วยความตั้งใจแม้จะมีเวทนาปวดขาปวดเข่ารุนแรงมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือความเบา ความโล่ง และสิ่งชัดเจนที่สุดคือ จากที่เป็นชาวพุทธแค่ในทะเบียนบ้าน เห็นพระพุทธรูปเป็นแค่ปูนปั้น เวลาไหว้พระก็กราบปลก ๆ ไม่เคยน้อมใจในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงบำเพ็ญเพียรอันยาวนานและเสียสละยิ่ง จนได้ธรรมและชี้ทางสว่างไว้ให้ วันที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพุทธบูชาที่ลานโพธิ์ ท่านอาจารย์เทศน์สอนถึงความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธองค์ว่า กว่าจะได้ธรรมมาชี้ทางนั้นยากลำบากเพียงใด จิตข้าพเจ้าตื่น น้ำตาหยดซาบซึ้งถึงความยากลำบากของพระพุทธองค์ ทำให้ทุกวันนี้เวลากราบพระทุกครั้ง ใจน้อมกราบรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่

ท่านอาจารย์เน้นสอนธรรมแท้แบบเนื้อ ๆ ไม่มากพิธีรีตอง เน้นปฏิบัติจริงจัง ธรรมที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดก็เป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง และตอนการลาศีล “ข้าพเจ้าขอลาศีล 5 มาถือศีล 8” แบบโดนใจสุด ๆ ทุกอย่างอยู่ที่จิต ไม่ต้องเยอะแยะ ข้าพเจ้าคิดว่าใช่แล้ว นี่ล่ะผู้ที่เราจะยึดถือเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในการปฏิบัติ สุดยอดแล้วคือท่านผู้นี้ล่ะ ตั้งใจเอาที่นี่เป็นที่สุดท้ายในการปฏิบัติ พบแล้วไม่ต้องหาอีกแล้ว และเมื่อพิจารณาธรรมสถาน ได้เห็นความเป็นระเบียบ ความเคร่งครัด การปิดวาจาคือปิดวาจาจริง ๆ ไม่แม้แต่สบตากัน ที่นอนหมอนมุ้งก็มีผู้เตรียมจัดให้พร้อมสรรพ ผู้ปฏิบัตินับร้อยแต่ไม่มีเสียงเลย เป็นไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่เคยพบที่ไหนแบบนี้มาก่อน

จากนั้นข้าพเจ้าก็ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเข้าคอร์สวิถีอาสวะให้ได้ ประกอบกับช่วงปีแรก ๆ ที่มีผู้ปฏิบัติยังไม่มากนัก ข้าพเจ้าได้เข้าคอร์สครบ 5 คอร์สภายในปีเดียว จนได้เข้าคอร์สวิถีอาสวะ และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตนเป็นลำดับ กลายเป็นผู้ตื่น รักษาศีลจริงจัง และได้น้อมนำคำสอนจากท่านอาจารย์มาปฏิบัติในชีวิตประจำวันและชีวิตนอกบ้าน เช่น การแต่งกายให้เหมาะสม การไหว้ การเอาชนะกิเลสในใจตนเอง โดยปกติข้าพเจ้าเป็นคนที่สงสัยอยู่เสมอ เช่น มาปฏิบัติธรรมแล้วยิ้มหัวเราะได้ไหม ทำแบบนั้นถูกไหม วางจิตแบบนี้ถูกไหม สภาวะที่ถูกฝึกแล้วจะวางใจเป็นแบบใด ตอนที่เริ่มมาปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ จนเวลาผ่านไป คำสอนของท่านอาจารย์ก็ค่อย ๆ กระจ่างขึ้นเป็นลำดับ

แรก ๆ ที่ข้าพเจ้ามาปฏิบัติทุกอย่างดูราบเรียบ จนสามารถมาช่วยงานที่ธรรมสถานเนือง ๆ ต่อมาปัญหาเรื่องเวลาในการหาเลี้ยงชีพเริ่มเป็นอุปสรรคและหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนช่วงเกือบ 2 ปีก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าแทบไม่ได้มาธรรมสถานเลย เพียงอ่านคำสอนและติดตามเพจข้ามห้วงมหรรณพกับเตโชวิปัสสนา จนบางครั้งถึงกับรำพึงว่าเราจะเกิดมาตายเปล่าหรือเปล่าหนอ แม้ทุกอย่างเอื้ออำนวยแล้วแต่ยังมีอุปสรรค ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดปัญหา ทำให้น้ำตาซึมไปหลายรอบ จนวันหนึ่งใจก็เกิดฮึดสู้ขึ้นมาว่า..ถ้าอุปสรรคมากมายขนาดนี้ แต่เราไม่คิดสู้คงต้องตายเปล่าแน่ ๆ เมื่อคิดได้แล้วจึงตั้งใจใหม่ว่า จะใช้ทุกสถานที่ให้เป็นที่ปฏิบัติภาวนา อะไรจะขวางการปฏิบัติของเราไม่ได้อีกต่อไป

ข้าพเจ้าได้เริ่มน้อมนำคำสอนของท่านอาจารย์ว่า “รู้ให้ชัด” มาปฏิบัติ ขณะขับรถไป-กลับในการทำงาน ก็ระลึกรู้ตัวว่ากำลังขับรถ ค่อย ๆ ฝึกจากการระลึกรู้ตัวในสิ่งที่กำลังทำ เดินซื้อของ กิน นอน ทำงาน และข้าพเจ้าก็ปฏิบัติภาวนาอยู่ในรถที่จอดก่อนไปทำงาน ได้ครึ่งชั่วโมงก็ยังดี บางทีก็มีเพื่อน ๆ มาแอบส่องกระจกดูว่าข้าพเจ้าทำอะไร ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนไม่ยกมือขึ้นขณะปฏิบัติ เพียงปฏิบัติอานาปานสติ เมื่อถึงตอนเย็นลูกค้าเริ่มน้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็กลับเข้าไปในรถปฏิบัติภาวนาอีกครั้งหนึ่งก่อนเก็บของกลับบ้าน พอทำไปในระยะหนึ่งก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตนว่า การปฏิบัติแบบนี้ก็สามารถช่วยในการนั่งปฏิบัติภาวนาตอนเย็นได้อย่างมาก เพราะเกิดความนิ่งชัดเจนมาก

คอร์สล่าสุด วันที่ 28 พ.ค. – 3 มิ.ย. 2561
เพราะตระหนักถึงสุขภาพและธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์ และไม่ต้องการให้ตนเองเป็นส่วนที่ทำให้ท่านต้องใช้พลังเกินไป ข้าพเจ้าจึงสมัครคอร์สสั้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2561 ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่โดยอธิษฐานไม่ถอนภาวนาตลอด 3 ชั่วโมงในช่วงเช้า และ 3 ชั่วโมงกว่าในช่วงบ่าย เพื่อสำรวจและทดสอบความพร้อมของตนเองสำหรับการเข้าคอร์สใหญ่ปลายเดือน ซึ่งก็ทำได้ และเกิดเวทนามากมายจนรู้สึกว่า ทางเข้าลมหายใจเหลือเท่าเมล็ดถั่ว จะหายใจแรงมากกว่านี้ก็ไม่ได้เพราะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนจะขาดใจ ยิ่งกว่านั้นยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนตามหลังและไหล่

ครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าภาวนาได้ประมาณ 20 นาที แม้จะใช้ความพยายามขนาดไหนก็รู้สึกอดทนไม่ไหวอยากแต่จะถอนภาวนา ในนาทีนั้นก็นึกถึงว่าการที่ได้นั่งบนเบาะบนเรือนปฏิบัติ จะนั่งนานแค่ไหนก็ไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนี้ แล้วถ้าหากเราไม่มีครูบาอาจารย์คอยช่วยเหลือทุกทาง ทั้งเทศน์ รวมถึงทุกเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างนี้แล้ว โอกาสในการหลุดพ้นของเราคงไม่มีเป็นแน่แท้ พระคุณนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือประมาณ นี่ไง..พระคุณอันยิ่งใหญ่เป็นแบบนี้นี่เอง เมื่อคิดได้ดังนั้นข้าพเจ้าน้อมกราบรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และซบหน้านั่งลงร้องไห้อยู่นานพอควร จนเห็นถึงใจที่ศิโรราบต่อคำว่า..พระคุณอันยิ่งใหญ่

เมื่อถึงเวลาเข้าคอร์สปลายเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นคอร์สศิษย์เก่า วันแรกที่ท่านอาจารย์มาถึงท่านก็เทศน์สอนว่าให้ตัดความกังวลทุกเรื่อง ทั้งเรื่องบ้าน ที่ทำงาน ให้ตั้งใจปฏิบัติทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงภาวนา ช่วงเดินจงกรม ช่วงกิน หรือทุกอย่างที่เราทำ ให้ตั้งใจฝึกทุกขณะที่อยู่ที่นี่ ซึ่งข้าพเจ้าก็น้อมนำมาปฏิบัติและพยายามระลึกรู้ตัวที่สุด สำหรับการภาวนาคอร์สนี้เกิดเวทนาปวดหลังที่รุนแรงมาก และความรู้สึกเหมือนโดนแทงจากด้านหลังทะลุด้านหน้า ในช่วงสอบอารมณ์ก็ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ ซึ่งท่านก็ได้เมตตาบอกให้อดทนและต้องผ่านให้ได้ เนื่องจากกรรมสังขารของการเป็นทหาร ขึ้นชื่อว่าสู้รบและการประหัตประหาร ก็ย่อมต้องชดใช้กรรมซึ่งปรากฏให้เราชดใช้รูปแบบนี้ดีกว่าเป็นกรรมตัดรอน เช่น ตายในอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งตัวเลย ทำให้ยิ่งตั้งใจเต็มที่ในการปฏิบัติเพราะกลัวเวรกรรม

และช่วงเวลาธรรมบรรยายก็ได้น้อมจิตฟังเทศน์อย่างตั้งใจจนได้ยินประโยคที่ว่า “จิตเราก็เป็นแค่เพียงกระแสพลังงาน แล้วจะยึดอะไรได้” ใจข้าพเจ้าเบาอย่างที่ไม่เคยเป็น…ใช่แล้ว…กำลังยึดอะไร…จิตเราก็เพียงกระแสพลังงานเท่านั้นเอง ความรู้สึกโล่งเบา และรู้สึกถึงการเชื่อมกันของธรรมชาติในกายกับธรรมชาติข้างนอกอย่างชัดเจน และได้กราบเรียนท่านอาจารย์ตอนสอบอารมณ์ครั้งที่ 2 ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้แสดงความยินดีในความก้าวหน้า ได้เมตตาเตือนให้รักษาความหนักแน่นมั่นคง ให้มีความกตัญญู และให้ระลึกเสมอว่าเรามีวันนี้ได้อย่างไร

ข้าพเจ้าสำนึกเสมอว่าเป็นผู้มีวาสนาอย่างยิ่งแล้วได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์และผู้ทรงธรรมในสายธรรมแท้แห่งกึ่งพุทธกาล ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทยในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นแบบอย่างในหลายด้าน ซึ่งการเดินทางค้นหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก หากวันนี้ไม่เจอสายธรรมเตโชวิปัสสนาไม่รู้จะเคว้งคว้างไปที่ใด จิตที่มีกำลังเท่านี้จะพบทางหลุดพ้นได้อย่างไร ข้าพเจ้าตระหนักดีว่ากำลังจิตของตนเองมีเพียงน้อยนิด แต่ด้วยเพราะความมีสัมมาทิฐิเท่านั้น

ซึ่งเหตุการณ์สิ้นอายุขัยของท่านอาจารย์ที่ผ่านมานั้นสะเทือนใจมาก ท่านอาจารย์แม้จะหมดอายุขัยแล้ว แต่ต้องกลับมาหายใจพยุงตัวเองต่อเพื่อใครและเพื่ออะไร ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เพื่อท่านอาจารย์เองเลย แต่เพื่อพระศาสนาและเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งสิ้น เพื่อความสว่างของภพที่เรียกว่าโลก แม้กายสังขารยังไม่แข็งแรงดีก็มาเจอกับเหตุการณ์ที่ท่านต้องยืนหยัดเพื่อพิสูจน์ และเป็นแบบอย่างให้กับเหล่าศิษย์ทุกขณะ ไม่ใช่แค่เพียงคำสอนแต่เป็นการสอนโดยการกระทำให้ดูโดยแท้ จนทำให้ได้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคง ความไม่หวั่นไหว ความตั้งมั่นอยู่ในความดี ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เราเหล่าศิษย์ผู้หนักแน่นเกิดความรักและบูชาท่านอาจารย์เหนือเหตุผลใด ๆ

ข้าพเจ้าขอน้อมกราบแทบพระบาทองค์พระศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย คุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติ คุณพระอาจารย์ใหญ่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี คุณหลวงปู่เทพโลกอุดร คุณหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด คุณท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล คุณองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คุณบิดรมารดา เหล่ากัลยาณมิตร และผู้มีพระคุณทั้งหลาย ที่คอยเกื้อหนุนต่อข้าพเจ้าตลอดมาจนมาพบธรรม พบทางอันเอกอุแห่งกึ่งพุทธกาลในวันนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.