ประสบการณ์การภาวนาของคุณมัทนี

ชีวิตทางธรรมของข้าพเจ้าเริ่มจากการได้บวชชีพราหมณ์เมื่ออายุ 16 ปี ในโครงการบรรพชาสามเณรและบวชชีพราหมณ์ภาคฤดูร้อน โดยต้องสมาทานศีล 8 และเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัด เดินเท้าเปล่า 20-30 กิโลเมตรต่อวัน บางครั้งพระอาจารย์ผู้สอนจะให้ไปนั่งสมาธิในถ้ำโดยไม่ให้นอนทั้งคืน เราต้องนอนตามป่าช้าบ้าง ค่ำไหนนอนนั่น หลายครั้งที่นั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางสายฝน ความยากลำบากในการฝึกปฏิบัติตลอดระยะเวลา 1 เดือนเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่งแก่ข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหญิงแต่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสและวาสนาฝึกปฏิบัติตนเยี่ยงพระภิกษุสามเณร

ปี 2550 ข้าพเจ้าแต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่น ด้วยลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ทุกครั้งที่มีความเห็นต่าง ข้าพเจ้าจะเป็นฝ่ายเงียบก่อนเสมอ เพราะนิสัยตนเองนั้นไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้ง และต้องเก็บความรู้สึกไม่สบายใจไว้ นอกจากนี้ยังมีความไม่เข้าใจกันระหว่างพี่น้องและมีปัญหาในที่ทำงาน ยามใดที่รู้สึกเครียดมาก ๆ ก็จะสวดมนต์และนั่งสมาธิ จิตใจนั้นก็พอสงบลงได้บ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วความทุกข์มันไม่ได้หายไปไหน แต่ได้ถูกเก็บกดและสะสมเอาไว้ในจิตสังขารมาตลอด แม้กระทั่งความทุกข์จากอาการป่วยทางกายก็ตาม

ความทุกข์ใจที่สะสมมานาน ส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่อย่างที่สุด ข้าพเจ้าร้องไห้บ่อย ๆ ทุกข์หนอทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนมารุมเร้า รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต คิดอยากจะออกบวชมาก แต่อีกใจยังเป็นห่วงลูก มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านั่งร้องไห้อยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูปที่บ้าน และได้พนมมือตั้งจิตอธิษฐาน “ลูกทุกข์เหลือเกิน ลูกไม่อยากกลับมาเกิดอีกแล้ว ไม่ว่าชาติใดภพใดก็ตาม” ด้วยความที่อยากหลุดพ้นจากความทุกข์ ข้าพเจ้าจึงเพียรนั่งสมาธิทุกวันด้วยตนเอง อยากแสวงหาครูบาอาจารย์ แต่ตัวอาศัยอยู่ในต่างประเทศ แล้วจะไปหาครูบาอาจารย์ได้ที่ไหนเล่า คิดในใจว่า “สงสัยชาตินี้คงจะสิ้นหวังเสียแล้ว การหลุดพ้นคงเป็นแค่เพียงความฝัน” ข้าพเจ้าได้จุดธูปและตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับครูบาอาจารย์ที่สามารถชี้ทางสว่างให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด”

จากนั้นเพียงไม่นาน พี่สายสวลี ลูกผู้พี่ ได้ไปปฏิบัติธรรมที่เตโชวิปัสสนาแล้วได้นำหนังสือ 3 เล่มมามอบให้กับข้าพเจ้าตอนกลับเมืองไทย คือหนังสือเตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน รู้แล้วลุย และสิ้นชาติ…ขาดภพ เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือแล้วก็เกิดความศรัทธาต่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี และต้องการไปเป็นศิษย์มาก เพราะมั่นใจว่าท่านคือผู้ที่จะสามารถชี้ทางพ้นทุกข์ให้แก่ข้าพเจ้าได้อย่างแน่นอน จึงได้เอ่ยปากขออนุญาตกับสามี เพื่อจะกลับไปปฏิบัติธรรมที่เมืองไทย สามีไม่พอใจไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล ความหวังที่จะได้ไปปฏิบัติธรรมจึงดับวูบลง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้กลับเป็นแรงกระตุ้นให้ข้าพเจ้าฮึดสู้ขึ้นมา ข้าพเจ้าบอกกับตัวเองว่า “ไม่ให้ไปก็ไม่เป็นไร ฉันจะปฏิบัติเองอยู่ที่บ้านก็ได้”

นับจากวันนั้นเป็นต้นมาข้าพเจ้ายิ่งมุมานะเพียรนั่งสมาธิและเดินจงกรมเช้าเย็นทุกวัน มีวันหนึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งจิตปวารณาตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี และได้อธิษฐานขอให้ได้นิพพานในชาตินี้ด้วยเถิด จากนั้นส่งอีเมล์กราบฝากตัวเป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี และขอคำแนะนำวิธีภาวนาอานาปานสติ เพื่อจะได้นำมาฝึกปฏิบัติให้มีพื้นฐานขั้นต้น เมื่อมีโอกาสได้ไปฝึกวิชาเตโชวิปัสสนา จะได้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติยิ่งขึ้น ท่านอาจารย์ได้เมตตาตอบกลับและให้ศิษย์ท่านหนึ่งเขียนอธิบายวิธีภาวนาอานาปานสติส่งมาให้ข้าพเจ้าได้ฝึกภาวนาเอง

ก่อนที่จะเริ่มฝึกอานาปานสติตามที่ท่านอาจารย์ได้เมตตาชี้แนะ ข้าพเจ้าได้มีนิมิตฝันเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก ขนาดใหญ่กว่า “พระใหญ่ไดบุตสึ” ของญี่ปุ่นหลายเท่านัก ท่านอาจารย์ได้เขียนไว้ในหนังสือว่า “การได้ฝันเห็นพระพุทธรูปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะจิตของคนเรานั้นเต็มไปด้วยกิเลส การได้ฝันเห็นพระพุทธรูปนั้นหมายถึงคนผู้นั้นกำลังได้รับกระแสเมตตาจากพระรัตนตรัย” เกิดเป็นขวัญกำลังใจแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก จากคำแนะนำของพี่สายสวลี ข้าพเจ้าได้ตั้งสัจจบารมีอธิษฐาน กำหนดเวลาภาวนา 1 ชม. โดยไม่เปลี่ยนท่านั่ง ไม่แยกมือไม่แยกเท้า ไม่ลืมตาจนกว่าจะครบตามกำหนดเวลา และต่อมาได้เพิ่มระยะเวลาภาวนาขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถนั่งยาวได้ถึง 2 ชม. (ซึ่งเมื่อก่อนข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิได้อย่างมาก 15-20 นาทีเท่านั้น)

ช่วงที่ภาวนาก็มีสภาวธรรมหลายอย่างผุดขึ้นมาหลายครั้ง ทำให้ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงกรรมที่เคยทำไว้ในสมัยที่เป็นเด็ก ข้าพเจ้าน้อมสำนึกผิดและได้ขออโหสิกรรม และแบ่งบุญจากการภาวนาให้กับเจ้ากรรมนายเวร การตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นเช่นนี้เองหนอ บาปกรรมอะไรที่เคยสร้างไว้นานนับหลายสิบปี ซึ่งตนเองก็ได้ลืมไปแล้วจนหมดสิ้น แต่ทว่าช่วงที่ภาวนานี่แหละ สิ่งเหล่านั้นจะผุดขึ้นมา ทำให้ข้าพเจ้าระลึกได้ถึงกรรมที่เคยสร้างไว้ในอดีต

มีอีกสิ่งหนึ่งที่พลาดคือ ด้วยความที่อยากฝึกวิชาเตโชวิปัสสนามาก มีช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่เพ่งดูลมหายใจที่ช่องจมูก แต่ได้เอาสติไปจดจ่อและเพ่งตามวิธีปฏิบัติในสายธรรมทั้งที่ยังไม่ได้รับกรรมฐาน เมื่อถอนภาวนาพบร่างกายมีอาการแปลก ๆ อยู่ถึง 3-4 วัน จนข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง และได้นึกถึงคำเตือนของท่านอาจารย์ ที่ข้าพเจ้าเคยอ่านว่า “ห้ามทดลองฝึกเตโชวิปัสสนาเองโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตราย ผู้ที่อยากฝึกวิชานี้จะต้องไปรับกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ก่อน เพื่อให้ท่านคุ้มครอง” ข้าพเจ้าสำนึกผิดและได้กราบขอขมาต่อพระรัตนตรัยและท่านอาจารย์อัจฉราวดี และปฏิบัติตามคำแนะนำ จากนั้นก็ไม่ปรากฏอาการผิดปกติอีก

ช่วงที่ข้าพเจ้าภาวนาอานาปานสติจะรู้สึกร้อนมาก และมีเหงื่อออกบริเวณฝ่ามือจนเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้านั่งสมาธิมานานหลายปี ไม่เคยมีสภาวะแบบนี้มาก่อน และทุกครั้งที่ภาวนาจะมีเวทนาเจ็บปวดที่ข้อเท้า หัวเข่าและข้อต่อสะโพก เจ็บปวดมากจนต้องร้องไห้ออกมา น้ำตาน้ำมูกไหลเป็นทาง ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “นี่มันไม่ใช่การภาวนา แต่เป็นการนั่งร้องไห้เสียมากกว่า” บางครั้งเมื่อรู้สึกเจ็บปวดมากจนทนไม่ไหว ข้าพเจ้าก็จะเขย่าขาหรือโยกหมุนตัวไปมา ก้มตัวไปข้างหน้าจนศีรษะจรดกับพื้นบ้าง เพื่อให้คลายจากความเจ็บปวด แต่เวทนาก็ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน ความรู้สึกของข้าพเจ้าในตอนนั้นคือ “ภาวนา…คือเวทนา” แต่ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเพียงใด ข้าพเจ้าก็ไม่เคยล้มเลิก ไม่ยอมเปลี่ยนท่านั่งหรือถอนภาวนาแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจึงจะถอนภาวนา ไม่ว่ากายนี้จะเกิดเวทนากล้าสักเพียงใดยังคงทรหดอดทนสู้กับเวทนากันจริง ๆ เพราะการภาวนาเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว

นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ติดตามอ่านคำสอนของท่านอาจารย์ รวมถึงอ่านประสบการณ์ภาวนาของศิษย์อาวุโส เพื่อเป็นกำลังใจให้มีความเพียร ข้าพเจ้าไม่ดูหนังหรือละครทีวี งดฟังเพลง อ่านแต่หนังสือธรรมะ เรียกได้ว่าข้าพเจ้าพยายามปฏิบัติตัวเคร่งครัดอย่างยิ่งเช่นศิษย์เตโชวิปัสสนา ข้าพเจ้าได้แบ่งบุญจากการภาวนาให้กับสามีทุกวัน โดยตั้งจิตอธิษฐานให้เขาอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมด้วยเถิด หลายเดือนผ่านไป ข้าพเจ้าได้เอ่ยปากขออนุญาตกับสามีอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ตอบตกลง ข้าพเจ้าดีใจอย่างที่สุด น้ำตาแห่งความปีติไหลรินข้าพเจ้าได้กราบสามีและกล่าวคำขอบคุณด้วยน้ำตานองหน้า

ข้าพเจ้าได้ฝึกอานาปานสติอย่างจริงจังเป็นเวลา 6 เดือน รู้สึกอัศจรรย์ใจในสิ่งที่ตนได้สัมผัส เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ความศรัทธาที่มีต่อท่านอาจารย์และสายวิชาเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยู่ในใจว่า “นี่เราเพียงแค่ภาวนาอานาปานสติ ยังพบความเปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้ ถ้าได้ไปฝึกภาวนาเตโชจะเป็นเช่นไร” เพียง 2 อาทิตย์ก่อนเดินทางไปเข้าคอร์สแรก ข้าพเจ้าได้ฝันเห็นภูเขาที่เตโชวิปัสสนาสถาน บนภูเขานั้นมีรูปแกะสลักพระพุทธรูปที่เปล่งรัศมีส่องแสงเรืองรอง และข้าพเจ้าได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ของธรรมสถานด้วย นับเป็นความฝันที่เป็นมงคลต่อข้าพเจ้ายิ่งนักก่อนไปปฏิบัติจริง

แล้วในที่สุด 1 ปีแห่งการรอคอยก็มาถึง ข้าพเจ้าได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากญี่ปุ่นไปปฏิบัติครั้งแรกที่เตโชสถาน (คอร์ส 1-8 มีนาคม 2558) ครั้งแรกที่ได้เห็นภูเขาของเตโชสถานแต่ไกล ข้าพเจ้าร้องไห้ทันทีด้วยความปีติอย่างยิ่ง เมื่อถึงเวลาภาวนา ยามใดที่ได้เห็นท่านอาจารย์เดินมานั่งที่ตั่งสอน หรือในช่วงที่สอบอารมณ์นั่งอยู่ต่อหน้าท่าน ข้าพเจ้าก็จะน้ำตาไหลทุกครั้ง เมื่อข้าพเจ้าเรียนถามว่า ทำไมเวลาศิษย์เห็นท่านอาจารย์จึงร้องไห้ทุกครั้ง ท่านเมตตาตอบว่า “เพราะจิตเขาปีติ ที่ได้มาพบทางปฏิบัติสู่นิพพาน เขาจึงร้องไห้ออกมา”

เมื่อรับกรรมฐานและเริ่มปฏิบัติเตโชวิปัสสนาก็เกิดความร้อนแผ่ซ่านทั่วกาย และมีเหงื่อมากมายไหลจนเปียกโชกทั้งตัว (ซึ่งปกติแล้ว ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ค่อยมีเหงื่อ) เกิดเวทนาที่กระดูกสันหลัง หัวเข่า ข้อเท้า ตามมาด้วยปวดศีรษะ ท่านอาจารย์บอกว่า การภาวนาเตโชเป็นการเผากิเลสและเผาบาปกรรม กรรมอันไหนหนักก็จะมาปรากฏก่อน เป็นเวทนาเจ็บปวดตามร่างกาย “ขอให้อดทนนะคะ” เมื่อจบคอร์ส ข้าพเจ้าได้กลับมาเพียรภาวนาต่อเนื่องอยู่ที่บ้านทุกวัน วันละ 3-6 ชม. จนทำให้ได้รู้ว่าสังขารแห่งความเศร้าเป็นสังขารที่หนักที่สุดสำหรับข้าพเจ้า

ในคอร์สที่ 4 (26 มี.ค.-2 เม.ย. 2560) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเป็นปีที่ 2 แต่ในช่วงปฏิบัติความเศร้ายังคงผุดขึ้นมาส่งผลให้ร้องไห้หนักและส่งเสียงสะอื้นอยู่ตลอดการภาวนา จนเกรงจะรบกวนผู้ปฏิบัติท่านอื่น จึงได้ถอนภาวนาก่อนเวลาแล้วไปร้องไห้ในห้องน้ำ จนเมื่อรู้สึกจิตสงบลงได้ จึงกลับไปนั่งภาวนาต่อ ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านอาจารย์ฟังถึงความอาลัยต่อพ่อผู้จากไปรวมถึงการร้องไห้อย่างหนัก จนต้องถอนภาวนาแล้วไปร้องไห้ในห้องน้ำ ท่านอาจารย์บอกว่า “ภาวนาได้ดีขึ้นและต่อไปห้ามถอนภาวนา อยากจะร้อง ก็ให้ร้องไป ไม่ต้องไปเก็บกด ร้องออกมาน่ะดีแล้ว จะได้เบาโล่งขึ้น” ข้าพเจ้าออกจากคอร์สด้วยจิตที่เบาโล่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะเข้าใจในสิ่งที่ท่านแนะนำได้อย่างชัดเจนในการอบรมครั้งนี้

ความทุกข์จากการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักนั้นฝังลึกไว้ในจิตสังขารของข้าพเจ้ามายาวนาน ซึ่งรวมถึงความอาลัยที่มีต่อพระพุทธองค์ กระทั่งสามารถวางจิตตัดอาลัยได้ เมื่อคราวเดินทางไปกราบสักการะ 4 สังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียกับท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่สามารถระลึกชาติได้ จึงไม่อาจรู้ว่าในอดีตชาติตนเคยเกิดเป็นชาวอินเดียมีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาลหรือไม่ แต่ถึงแม้สังขารแห่งความอาลัยที่ผุดขึ้นมานี้จะเป็นความจริงก็ตาม ข้าพเจ้าจะไม่ให้ค่าหรือให้ความสำคัญใด ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันได้จบลงไปแล้ว..เมื่อสังขารนี้หมดลง จิตของข้าพเจ้าจึงรู้สึกเบาโล่งได้อีกระดับหนึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า การเพ่งดูจิตของตน ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตนทุกข์คืออะไร เป็นการเข้าไปรู้เหตุ และดับเหตุ ทำให้เข้าถึงอริยสัจสี่ด้วยจิต

ผลจากการเพียรภาวนาอย่างมีวินัยและได้น้อมนำคำสอนของท่านอาจารย์มาประพฤติปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในตนไปในทางที่ดี รู้สึกมีความสงบสุขในจิตใจ ข้าพเจ้าได้ตั้งใจรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์เพื่อให้เจริญในธรรม สามารถปล่อยวางทุกข์ได้เร็วขึ้นเพราะคลายจากความยึดมั่นถือมั่น มีความละอายชั่วเกรงกลัวต่อบาป ความโลภ โกรธ หลงนั้นลดน้อยลง มีจิตที่อ่อนโยนขึ้นและให้อภัยได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ ข้าพเจ้ารู้สึกทุกข์น้อยลง เพราะมีสติมากขึ้น ไม่คิดวนและปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์เหมือนในอดีต

และสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มปีติมากคือ นับตั้งแต่ได้มาปฏิบัติในสายธรรมนี้ ข้าพเจ้าได้รับกระแสเมตตาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าได้มีนิมิตฝันเห็นพระอรหันตเจ้าหลายรูป มีเมตตามาให้เห็นในนิมิต บางรูปท่านก็มาสั่งสอนให้คำชี้แนะแก่ข้าพเจ้านับเป็นวาสนาอันสูงสุดในชีวิตที่ได้มาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดีผู้มีเมตตาสอนสั่ง หากข้าพเจ้าไม่ได้มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน การมีชีวิตอยู่ในภพชาตินี้จะต้องสูญเปล่าและจิตดวงนี้ต้องจมอยู่ในความทุกข์ ความมืดมิดอีกยาวนาน

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าอานิสงส์จากการบวชชีพราหมณ์ การเพียรปฏิบัติต่อเนื่องและกำลังแห่งการตั้งจิตอธิษฐานนั้นเกื้อหนุนให้ข้าพเจ้าได้มาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้เข้ามาสู่สายธรรมแท้..เตโชวิปัสสนา เส้นทางธรรมของข้าพเจ้ายาวไกลข้ามภพ เชื่อว่าสามารถจบลงได้ในสายธรรมแท้นี้ด้วยปัจจัตตังที่รู้เห็นด้วยตนเองจากการภาวนา ขอยืนยันว่าเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คือธรรมแท้ที่มีพลังในการประหารกิเลสเผากองสังขารได้อย่างรวดเร็ว

ขอเพียงท่านเป็นผู้ปฏิบัติจริง…ย่อมได้รับผลจริงอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าขอน้อมกราบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณพระศรีรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ในทุกชาติภพ พระอรหันตเจ้าทุกรูปทุกองค์ พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช น้อมกราบสำนึกในพระคุณของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เมตตาชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า กราบขอบพระคุณอาจารย์โสภิต และพี่สายสวลี ผู้นำพาข้าพเจ้าเข้ามาสู่สายธรรม

อานิสงส์จากการให้ธรรมทานในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยจิตที่นอบน้อมยิ่ง

One thought on “เดินทางไกล…สู่สายธรรมแท้

  1. ขออนุโมทนากับคุณมัทนีในธรรมทานจากการเล่าประสบการณ์การปฏิบัติในครั้งนี้ เป็นบุญวาสนาโดยแท้ที่จะได้พบสายธรรมแท้เตโชวิปัสสนานี้ แม้อยู่ไกลถึงต่างประเทศ ก็ยังมีความมุ่งมั่นมาปฏิบัติ และเป็นมหาเมตตาของท่านอาจารย์ที่ได้แนะนำแนวทางอานาปานสติให้ทางอีเมล์ตั้งแต่ก่อนจะได้มาเป็นศิษย์ ขอน้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.