ประสบการณ์ธรรมของคุณสุภัช

ข้าพเจ้าเคยรับราชการทหารเรือมา 12 ปี ก่อนจะมาสอบบรรจุรับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก และชอบฟังเพลง ร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงแนว ๆ เพื่อชีวิตมาก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น หนังเรื่องไหนที่ว่าดัง ๆ จะไม่ค่อยพลาด ช่วงหลังจากแต่งงานแล้วไม่ค่อยมีเวลาไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ข้าพเจ้าก็จะหาหนังแผ่นมาดู หรือไม่ก็ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต บางวันดูตั้งแต่ตอนเย็นถึงตีหนึ่ง ติดต่อกันสามเรื่องก็มี จนภรรยาน้อยใจว่าไม่ช่วยดูแลลูก ไม่ช่วยงานในบ้านบ้าง ดูแต่หนังไร้สาระ ข้าพเจ้าก็มักจะเถียงเสมอว่า ดูหนังจะได้แนวคิด ได้ใช้ความคิด ทำให้รู้อะไรมากขึ้น นี่จะเป็นข้ออ้างประจำ เมื่อดูหนังเสร็จ ข้าพเจ้าจะรู้สึกปวดหัว หนักหัวประจำ และจะทำให้รู้สึกขี้เกียจไม่อยากทำอะไร ซึ่งตอนนั้นคิดว่าคงเพราะใช้ความคิดไปกับหนังเยอะ จึงทำให้รู้สึกอย่างนั้น เมื่อก่อนไม่ค่อยสนใจทางธรรมะ ไม่รู้ว่านันทิคืออะไร คิดว่าแค่ดูหนังฟังเพลงไม่ได้ผิดศีล คงไม่เป็นอะไร ใคร ๆ เขาก็ทำกัน ไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร เพราะไม่ทราบว่า นี่คือกิเลสอย่างละเอียด ที่เข้ามาฝังในจิตของเราอย่างเนียน ๆ

สำหรับการฟังเพลง ร้องเพลง ข้าพเจ้ามีกีตาร์โปร่งตัวโปรด และฝึกเล่นกีตาร์ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนมัธยม เมื่อสอบเข้าโรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือ และบรรจุรับราชการเป็นทหารเรือ ก็ได้ซื้อกีตาร์ตัวใหม่อีกตัว เวลาไปเที่ยวทะเล ป่าเขา น้ำตก สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติกับเพื่อน ๆ ก็จะถือกีตาร์ไปร้องรำทำเพลงด้วยเสมอ โดยเฉพาะเพลงเพื่อชีวิต ข้าพเจ้าจะพรินต์คอร์ดเพลงออกมาจากอินเทอร์เน็ตเฉพาะเพลงที่ชอบ ทำเป็นเล่มเพื่อใช้ในการร้องเพลงเล่นกีตาร์ การดื่มเหล้ากับนันทิมักจะมาพร้อมกันเสมอ เมื่อมีดื่มก็มีร้องเพลง หรือไม่ก็ไปเที่ยวตามสถานบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งอโคจรทั้งนั้น

จุดเปลี่ยนชีวิตเมื่อพบหนังสือเตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน
เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ภรรยาของข้าพเจ้าเรียนหลักสูตรครูสมาธิ ของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร และชวนให้นั่งสมาธิ จึงเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เริ่มสนใจธรรมะ และเริ่มงดเหล้าเข้าพรรษา ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ เพราะทำให้เราสบายใจและใจเย็นขึ้น ช่วงที่งดเหล้าจะนั่งสมาธิได้ดี แต่พอกลับมาดื่มเหล้าอีก เวลากลับมานั่งสมาธิ จะรู้สึกเหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่ เหมือนไม่เคยนั่งมาก่อนเลย ทุกอย่างเซตศูนย์หมด เป็นอย่างนี้ตลอด เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็ยังคิดว่า นิพพานยังห่างไกลคนธรรมดาทั่วไปอย่างข้าพเจ้ามาก คงเป็นไปไม่ได้เพราะคิดว่า คนที่จะไปนิพพานได้ ต้องบวชเป็นพระเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าเป็นฆราวาส มีครอบครัว มีลูก คงไม่มีโอกาสได้บวช เป็นไปไม่ได้แน่นอนในชาตินี้ แต่ก็จะพยายามทำบุญ ทำดี เพื่อสะสมบุญจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ๆ ต่อไป แต่ก็ยังชอบดูหนัง ฟังเพลง ดื่มเหล้าอยู่เป็นปกติ

เมื่อก่อนไม่เคยตระหนักเรื่องการรักษาศีลเลย และยังเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ค่อยยอมใครง่าย ๆ เป็นคนโกรธง่าย เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2556 ข้าพเจ้าได้พบกับหนังสือเตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ความคิดก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เป็นเหมือนแสงที่ส่องมายังจิตของข้าพเจ้าให้เปิดออก ให้เจอหนทางแห่งความสว่าง ข้าพเจ้ารำพึงในใจว่า เราไม่ต้องบวชแล้ว ฆราวาสรักษาศีล 5 ก็สามารถบรรลุธรรมได้ ครองเรือน ทำงาน อยู่กับภรรยากับลูกนี่แหละ ทางรอดเรามีแล้ว ไม่ต้องรอข้ามภพข้ามชาติอันนับไม่ถ้วนอีกแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความมุ่งมั่น ตั้งมั่นมากที่จะปฏิบัติธรรม เพราะคิดว่าหากต้องการปฏิบัติธรรมจะต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2556 ข้าพเจ้าจึงเลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด และหาซื้อหนังสือที่ท่านอาจารย์ได้เขียนมาอ่านเกือบทุกเล่ม

การเปลี่ยนไปของข้าพเจ้าโดยสิ้นเชิง ทำให้หลาย ๆ คนที่รู้จักกัน และเคยดื่มด้วยกันแปลกใจอย่างมาก บางคนก็ว่าเป็นบ้าไปแล้ว ต่าง ๆ นานา แม้ภรรยาก็แปลกใจ ก่อนเข้าคอร์ส ข้าพเจ้าติดตามอ่านบล็อกคำสอนของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล มาตลอด และเข้าใจว่านันทิคืออะไร น่ากลัวขนาดไหน ข้าพเจ้าจึงเลิกดูหนังทั้ง ๆ ที่เป็นคนชอบดูหนังมาก หลังจากที่ข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติธรรมตลอดช่วงเวลาปีครึ่ง ก็จำได้ว่าข้าพเจ้าดูหนังไป 3 เรื่อง และคิดว่าจะเลิกดูโดยเด็ดขาดหลังจากนี้ ในรถของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนเป็นเปิดธรรมะแทน และตัดสินใจขายกีตาร์ตัวโปรดให้กับคนรู้จัก เลิกกิจกรรมนันทิ ยกเว้นกรณีที่หลีกหนีไม่พ้นเท่านั้น เช่น ต้องไปร่วมงานต่าง ๆ หรืองานเลี้ยงในสำนักงาน ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าแทบจะไม่รู้ว่านักร้องใหม่ ๆ มีใครบ้าง เพลงใหม่มีเพลงอะไรบ้าง ข้าพเจ้าก็แปลกใจตัวเองไม่น้อยที่สามารถเลิกในสิ่งที่ตัวเองชอบมาตลอดได้ ธรรมะทำให้เรารู้ว่าสิ่งไหนที่ควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ จิตของคนเราแท้จริงต้องการความสงบ ไม่ใช่เสียงอึกทึกครึกโครม เพียงแต่เราไม่รู้ นันทิเป็นกิเลสละเอียด แต่ธรรมแท้ย่อมทำให้เรารู้ได้ หากใครที่บอกตัวเองว่าปฏิบัติธรรม ชอบปฏิบัติธรรม แต่ยังชอบดูหนัง ฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ แสดงว่าคนนั้นยังห่างจากธรรมแท้

เมื่อแรกเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเดือน กุมภาพันธ์ 2557 ข้าพเจ้าก็มีความคิดว่าอยากจะได้อภิญญา เห็นโน่นเห็นนี่ เห็นอดีตชาติตัวเองบ้าง เหมือนกับที่มีบางท่านได้เห็นเวลามาปฏิบัติภาวนา ซึ่งคิดว่าหลายท่านที่มาภาวนาก็คงจะคิดเหมือนข้าพเจ้า เมื่อเปิดวาจาหลังจากเข้าคอร์ส ใครที่เห็นโน่นเห็นนี่ ก็จะพากันไปนั่งสอบถามและตื่นเต้นไปกับเขา คิดว่าสักวันเราก็คงจะเห็นเหมือนกับเขาบ้าง คิดว่าการได้เห็นถือเป็นความก้าวหน้า ซึ่งจริง ๆ เป็นเรื่องที่คิดผิดอย่างสิ้นเชิง พึ่งมาเข้าใจเมื่อปฏิบัติภาวนามากขึ้น แต่แล้วภาวนาผ่านไปจน 4 คอร์ส 5 คอร์ส ก็ไม่เคยเห็นอะไรกับใครเขา จนล้มเลิกความคิดอยากเห็นไปเลย เมื่อข้าพเจ้าภาวนาเข้าปีที่ 3 ก็มีความก้าวหน้าในธรรม ด้วยพลังแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ความก้าวหน้าในธรรมของข้าพเจ้า หาได้มีอภิญญาใด ๆ ไม่ แต่ข้าพเจ้ามีจิตที่ละเอียดขึ้น ฟังคำเทศน์สอนจากท่านอาจารย์ทำให้เข้าใจในธรรมมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นคำสอนที่ท่านอาจารย์ได้เทศน์สอนอยู่เป็นประจำ มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างเข้าไปในจิต มีความรักและกตัญญูต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ต่อท่านอาจารย์ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฟังท่านอาจารย์เทศน์สอนอะไรน้ำตามันก็ไหล ซึ้งใจอยู่อย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่คำเทศน์สอนของท่านอาจารย์ก็คำเดิม แต่จิตที่สดับฟังไม่เหมือนเดิม ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ว่า ความก้าวหน้าในธรรม หาได้มาจากการที่มีอภิญญาใด ๆ ไม่ ประสบการณ์การปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้าไม่ได้หวือหวาแต่อย่างใด มีแต่จิตเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ทำให้ข้าพเจ้าไม่ให้ค่าให้ความสำคัญกับอภิญญาใด ๆ แต่จะให้ความสำคัญกับจิตของตนเองมากขึ้นว่า เราเป็นเช่นใด รู้ทันความคิดของตัวเองทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลหรือไม่ มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ต่อผู้มีพระคุณหรือไม่ วางใจให้เป็นกลางกับทุกสิ่งที่เราถูกกระทบ หรือประสบอยู่ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ นี่ต่างหากคือความก้าวหน้า ดังที่ท่านอาจารย์ได้เทศน์สอนว่า ความก้าวหน้าวัดได้จาก
1. ความมีสติสัมปชัญญะ
2. ความกตัญญู
3. อุเบกขา

เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วทำให้ข้าพเจ้าเห็นความแตกต่างในตนเองจากเมื่อก่อนที่จะปฏิบัติธรรมอย่างมาก คือ
1. การละนันทิเป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเลย ไม่ต้องบังคับตนเองหรือต้องมีความพยายามใด ๆ เมื่อจิตเราเห็นถึงโทษภัยของนันทิ เราย่อมเลิกได้โดยไม่ลำบาก
2. การเลิกดื่มสุรา เพราะการดื่มสุราเป็นการผิดศีลข้อที่ 5 ซึ่งหากเรายังทำผิดศีลอยู่ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ การดื่มสุราก็จัดอยู่ในนันทิเช่นกัน
3. ข้าพเจ้าเป็นคนใจเย็นมากขึ้น อยู่กับปัจจุบัน เห็นสิ่งที่มากระทบได้เร็วและวางได้มากขึ้น ไม่ขี้โกรธ ขี้โมโห เหมือนเมื่อก่อน
4. จากที่ไม่เคยคิดว่าจะรักษาศีล 5 ได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าการทำผิดศีล 5 เป็นเรื่องยากสำหรับข้าพเจ้า
5. มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา สำนึกในพระคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์ และผู้มีพระคุณมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีอภิญญาใด ๆ จากการปฏิบัติธรรม ไม่รู้ว่าชาติภพก่อนของตนเองเคยเป็นใคร ไม่มีแม้แต่ภาพหรือเสียงที่เกิดขึ้นในขณะภาวนาเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ จิตใจ ความประพฤติตนที่เปลี่ยนไปจากหลงมัวเมาในโลกียะ เปลี่ยนมาประพฤติตนในฝั่งโลกุตระมากขึ้น ชอบความสงบ ไม่ชอบไปในที่อโคจรเพราะจะรู้สึกวุ่นวาย นิ่งมากขึ้น เห็นความคิดของตัวเองได้เร็วขึ้น

ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน คือ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่มีใครดีหรือด้อยไปกว่ากัน แต่สิ่งสำคัญ คือ ความหนักแน่นในทางหลุดพ้น เป็นคนจริง ซื่อสัตย์ต่อความปรารถนาเดิมของตนเองหรือเปล่าต่างหาก มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ลังเลสงสัยในความสามารถของตนเอง ไม่ลังเลสงสัยในพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไม่ลังเลสงสัยในทาง เมื่อเรามาเจอทางแล้ว เรามีความหนักแน่นในทางแค่ไหน นี่ต่างหาก คือ สิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้มั่น ขอให้ทุกท่านผู้มีโอกาส มีวาสนา อย่าได้ละทิ้งโอกาสอันสำคัญแห่งชีวิตที่จะปลดล็อกโซ่ตรวนที่ยึดเราไว้ในวัฏสงสารนี้ เพราะโอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ หากพลาดชาตินี้ อาจจะต้องติดวนไปอีกนานแสนนาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.