ประสบการณ์ภาวนาคุณพัชนี

ดิฉันชื่อพัชนี อายุย่าง 53 ปี ประกอบสัมมาชีพรับออกเเบบตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการเเละทักษะที่ทันต่อโลก ต่อเทร็นด์ของงานศิลปะเกือบทุกเเขนง นั่นหมายความว่า ตนเองต้องหมั่นค้นหาข้อมูลอยู่เสมอ ทั้งจากทางอินเทอร์เน็ตเเละจากการเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า หรืองานเเสดงศิลปะ เพื่อหาเเรงบันดาลใจจากสิ่งที่ได้เห็นกลั่นกรองมาเป็นผลงานที่ได้รับว่าจ้าง

ชีวิตในวัยเด็ก เติบโตมาจากครอบครัวข้าราชการ ซึ่งคุณเเม่ติดตามคุณพ่อไปตามหัวเมืองต่าง ๆ อยู่เสมอ นับตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล ดิฉันได้เข้ามาอาศัยอยู่กับครอบครัวของคุณป้า ซึ่งมีคุณปู่คุณย่าอยู่ในบ้านเดียวกันด้วย พร้อมด้วยหลาน 5 คน หลังทำการบ้านเเละอาบน้ำเรียบร้อยในตอนเย็น คุณปู่มักให้หลานทุกคนนั่งเรียงกันหน้าเตียงนอนของท่าน เพื่อฝึกสมาธิ ท่านหวังผลให้หลานเรียนหนังสือเก่ง จำบทเรียนได้ดี ดิฉันจำได้ว่าตนเป็นหลานที่ไม่ค่อยเกเร ไม่หนีการฝึก เป็นเช่นนี้ตลอดหลายปี จนกระทั่งคุณปู่เสียชีวิตเมื่อตอนที่ดิฉันเรียนอยู่ชั้นประถม 6 การฝึกสมาธิก็เป็นอันหยุดไป

อย่างไรก็ตามการฝึกฝนเช่นที่ผ่านมานั้นส่งผลให้ตนเองเป็นคนเรียนดีได้จริง ๆ ส่วนความก้าวหน้าทางธรรม เมื่อวัยเด็กเรื่อยมาจนวัยรุ่น ตนเองไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก นอกจากจำได้ว่ามักสัมผัสในสิ่งที่เหนือธรรมชาติบ่อย บางครั้งมองเห็นคนตายด้วยตาเนื้อ บางครั้งได้ยินเสียงพูดที่ข้างหู หรือฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ที่คนต่างชาติเรียกเดจาวูนั่นเอง เเต่ก็ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟัง เรียกว่ามิได้สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก จนเมื่อเวลาผ่านไป ได้เเต่งงานเเละประสบปัญหาในครอบครัว

ความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ถึงขั้นนอนไม่หลับ หลับได้ก็หลับไม่สนิท มักสะดุ้งตื่นกลางดึก อาจด้วยความทุกข์ในจิตใต้สำนึกมันกัดกร่อนภายใน เวลานั้นดิฉันมีบุตรเเล้วหนึ่งคน แต่ปัญหายังคงวนเวียนอยู่โดยมิกล้าเอ่ยปากกับใคร เเม้เเต่ญาติพี่น้อง จนในที่สุดด้วยยังคงพอมีบุญอยู่บ้าง นำพาตนเองไปนั่งหน้าหิ้งพระในบ้าน ตอนเเรกเริ่มนั่งมององค์พระเบื้องหน้าเพียงประการเดียว นั่งเฉย ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลนองหน้าเเละจิตใจที่ไหลวนไปมาในทุกข์ที่เกิดขึ้น หวังเพียงขอบารมีองค์พระรัตนตรัยชี้ทางออกให้กับชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปดิฉันเริ่มหยิบหนังสือสวดมนต์ที่ร่วมพิมพ์กับครอบครัวเเจกเป็นธรรมทานอยู่เสมอขึ้นมาเปิดดู เเละเริ่มสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ อย่างมิได้หวังผลอะไร นอกจากความสงบใจ ซึ่งเสียงที่เปล่งเบา ๆ ออกจากปากตนเองในยามดึกสงัด หรือในบางครั้งเป็นเพียงการสวดมนต์ในใจ ด้วยเกรงว่าจะทำให้ลูกตื่นจากเสียงดัง ดิฉันเชื่อว่าพลังพุทธคุณเป็นพลังเเห่งความเมตตาที่เหลือเชื่อ ตนเองเริ่มได้สติ หยุดร้องไห้ เเละพิจารณาถึงความทุกข์ในใจที่ไม่มีวันจบสิ้น มิใช่เพราะผู้อื่น เเต่เป็นเพราะความคิดของตนเองต่างหากที่ไม่ปล่อย ไม่วาง เมื่อคิดได้ดังนั้น ดิฉันเริ่มภาวนาตามหนทางกำหนดจิตเเละคำบริกรรม พุทโธ ตามที่คุณปู่เคยสอนในวัยเยาว์

เเม้ความทุกข์ในชีวิตถาโถมเรียงหน้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เเต่ด้วยยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จึงผ่านวิกฤตในชีวิตมาได้ เเละครั้งนั้นถึงกับเข้าใจจริง ๆ ว่า ทำไมคนเราจึงควรหยุดการเวียนว่ายตายเกิด จากที่เคยเข้าใจเพราะอ่านคำสอนของพ่อเเม่ครูบาอาจารย์ จากตัวหนังสือในหนังสือธรรมะหลายเล่ม เปลี่ยนมาเข้าใจชนิดเข้าไปในใจจริง ๆ ชีวิตหลังจากนั้นนับตั้งเเต่อายุ 35 ปีดำเนินมาอย่างมีรายละเอียดพอสมควร ทั้งได้พบประสบการณ์เเห่งทุกข์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งเหตุการณ์ที่เหนือธรรมชาติจากท่านผู้รู้หลายท่าน ซึ่งล้วนเเล้วนับว่ามีพระคุณต่อดิฉันมาก ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ชี้ให้ดิฉันเห็นสัจธรรมของการเกิด เเก่ เจ็บ ตาย ชี้ให้เห็นกฎเเห่งกรรม ซึ่งส่งผลให้ตนเองใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเเละอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ดิฉันสวดมนต์ภาวนาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปี เเละมีบางช่วงของชีวิตที่ปล่อยปละละเลยต่อการภาวนา สลับไปมา มิได้ตั้งใจจริง

เเต่หนทางการใช้ชีวิตมิได้ออกนอกกรอบเเต่อย่างใด ยังคงทำบุญทำทานอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลในทางโลกอย่างมาก จากที่เคยเป็นคนใจร้อน โกรธง่าย ขี้หงุดหงิด รักความยุติธรรมไม่ยอมคน เห็นว่าสิ่งใดผิดมักโต้เเย้งอยู่บ่อยครั้ง จนเสียเพื่อนในชีวิตก็หลายคนด้วยความวู่วาม เเต่เมื่อมาปฏิบัติธรรม อุปนิสัยเหล่านี้ เปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เเละสิ่งหนึ่งที่มักตั้งคำถามกับตนเองในใจอยู่เสมอ คือ เราปฏิบัติเช่นนี้มาหลายชาติเเล้วหรือ เเล้วทำไมยังเหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ การปฏิบัติทั้งทำด้วยตนเองที่บ้าน หาเวลาไปเข้าคอร์สในสายการปฏิบัติอื่นบ้าง เเต่ก็ยังมิถูกจริต มีคำถาม เอ๊ะ…อะไร…ทำไมอยู่บ่อยครั้ง เป็นมนุษย์เจ้าปัญหา จนรำคาญตนเองก็บ่อย บางครั้งเกิดสภาวธรรม พอเริ่มเกิดก็มักจะตั้งคำถามในจิตว่าอุปาทานรึเปล่า นั่นคืออะไร ไม่วางเฉยเเละพิจารณาอย่างสงบ วนไปวนมา ขยันบ้าง ขี้เกียจบ้าง พอรู้สึกห่างจากธรรม ก็ลุกขึ้นมาขยันนั่งภาวนา พอเผลอใช้ชีวิตสุขสบาย ก็เกียจคร้าน ผัดวันประกันพรุ่ง เช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งสงสัยว่าตนเองจะถึงปลายทาง ‘นิพพาน’ โดยวิถีภาวนาที่ดำเนินอยู่ได้อย่างไร

อยู่มาวันหนึ่ง มีพี่ในทางธรรมที่เมตตาต่อดิฉันอยู่เสมอ เเนะนำให้ดิฉันตั้งจิตอธิษฐานเบื้องหน้าพระพุทธรูป ขอบารมีพ่อเเม่ครูบาอาจารย์ทั้งในปัจจุบันเเละอดีตที่ตนเองไม่เคยทราบว่าท่านเป็นผู้ใด เเละองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งดิฉันเทิดทูนเคารพรักพระองค์ท่านมาก ขอท่านได้เมตตาชี้เเนะหนทางเเละครูบาอาจารย์ที่จะนำพาให้ตนเองออกจากสังสารวัฏนี้ได้ในชาตินี้ด้วยเทอญ อธิษฐานซ้ำ ๆ เช่นนี้อยู่เกือบสองปี จนกระทั่งดิฉันได้พบหนังสือ “เตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน” ในวันก่อนหน้าที่จะเข้ารับการรักษาสุขภาพด้วยการผ่าตัด หวังจะหาหนังสืออ่านในช่วงที่พักรักษาตัวเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเลิกซื้อหนังสือธรรมะมาอ่านนานเเล้ว เเต่ด้วยคำโปรยบนปก สื่อจิตสอนโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ประโยคนี้สะดุดตาเป็นที่สุด เพราะตนเองบูชาเเละนับถือท่านมาก เเละหลังจากอ่านจบก็ติดต่อขอเข้าคอร์สปฏิบัติเตโชวิปัสสนาในทันทีในเดือนพฤศจิกายน ปี 2555 ทันยุคที่ท่านอาจารย์อัจฉราวดีเมตตาสอนด้วยตัวเองนับตั้งเเต่วันเเรก นับเป็นบุญวาสนาของตนเองยิ่งนัก เเละพบว่าสายธรรมนี้ถูกจริตตนเองอย่างยิ่ง

เเต่ต้องตำหนิเเละสมน้ำหน้าตนเอง ที่เหมือนไก่ได้พลอย มิเห็นคุณค่าของธรรมที่ได้มา ปล่อยปละละเลย หาข้ออ้างให้ตนเองอยู่เสมอ เกียจคร้านไม่เอาจริงเอาจัง พอทุกข์ใจก็วิ่งหาเบาะภาวนา พอสุขก็เมิน เดินผ่านหิ้งพระ ทำเพียงสวดมนต์กราบพระที่หมอนก่อนนอนสั้น ๆ เป็นเหมือนสวิตช์ไฟที่ on เเละ off สลับกันไป นับจากปลายปี 2555 เรื่อยมาสี่ปีกว่าจนกระทั่งถึงวันที่ฟ้าเปิด เพื่อรับจิตขององค์มหาโพธิสัตว์กลับขึ้นสู่เบื้องบน เมื่อกลางปี 2560 ซึ่งเป็นวันที่ท่านอาจารย์สิ้นอายุขัย จิตของตนเหมือนถูกกระเเทกอย่างเเรง เหมือนจิตดั้งเดิมของตนตระหนก ลนลาน เกรงว่าจะไม่มีครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งพาจิตตนเองกลับบ้าน ข้างในเหมือนมีเสียงร้องไห้ กายหยาบกระวีกระวาด บอกตนเองว่านี่คือโอกาสที่จะได้เเสดงกตัญญุตาต่อท่านอาจารย์ นี่คือโอกาสสุดท้ายของตน จงเเก้ไข ปรับปรุงเเละพากเพียรต่อการภาวนาเถิด ประโยคเหล่านี้ผุดขึ้นมาเตือนสติตนเองตลอดเวลา

นับจากวันนั้น จากเดิมที่คิดว่าน้ำหนักตัวเยอะมาก ลุกนั่งไม่ถนัด เกรงจะรบกวนผู้ปฏิบัติท่านอื่น หรือไม่มีเวลาทิ้งบ้านมานานเป็นอาทิตย์บ้างล่ะ เหตุผลเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออ้างมาเสมอ ดิฉันลุกขึ้นมาเดินออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถึงเเม้จะทำได้ไม่มาก เเต่การเดินส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังข้อพับเเข็งเเรงขึ้น ทำให้ช่วยพยุงข้อเข่าได้ดีขึ้น การลุกนั่งจากพื้นทำได้ง่ายขึ้น ดิฉันเริ่มสวดมนต์ภาวนาอย่างสม่ำเสมอนับตั้งเเต่กลางปีที่ผ่านมา จะเว้นว่างเพียงบางวันที่ไม่สะดวก เเละผลจากการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทำให้จากเดิมที่เคยขยับขาเปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิเป็นนั่งพับเพียบไปมา เป็นการนั่งได้ต่อเนื่องในท่าเดียว จากจิตที่ฟุ้งบ่อยครั้ง ส่งจิตออกนอก นึกถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ เปลี่ยนเป็นจดจ่อกับสัมผัส จดจ่อกับการเพ่ง ตรึง รู้ ได้ดีขึ้น ระยะเวลาในการนั่งก็เพิ่มเวลาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เเม้จะยังไม่นานเท่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่พากเพียรมาก่อน เเต่ก็เห็นความก้าวหน้าในตนเอง

เเละเเม้จะยังไม่มีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สปฏิบัติที่สระบุรีได้อีกเลย ด้วยเวลานี้ต้องดูเเลมารดาบิดาที่อายุมาก อีกทั้งมีโรคประจำตัวที่ควรมีคนดูเเลใกล้ชิด เเต่ดิฉันเชื่อว่าการปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน สถานที่อาจไม่สัปปายะหรือมีพลังเกื้อหนุนเฉกเช่นที่ธรรมสถาน หากด้วยความเพียรของตนเอง ความตั้งใจอันดีที่จะตอบเเทนพระคุณมารดาบิดา ความตั้งใจที่จะเป็นศิษย์ที่เชื่อฟังเเละกตัญญูต่อวิปัสสนาจารย์ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล อย่างมุ่งมั่น จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้มีความก้าวหน้าในธรรม อีกทั้งครั้งที่เริ่มกลับมาภาวนาอย่างจริงจังเมื่อปีที่เเล้ว มีอยู่วันหนึ่งที่ได้ยินเสียงในจิตตนเองว่า ‘เผามัน…เผามัน’ ซึ่งดิฉันคิดว่านั่นคือการเผากิเลส เกิดเป็นความฮึกเหิมที่ช่วยให้ตนเองเพียรมากขึ้น อีกทั้งเมื่อคืนวาน หลังจากที่ตั้งใจว่าเช้านี้จะลุกขึ้นมาเขียนประสบการณ์เพื่อเป็นธรรมทานต่อผู้อื่น ในช่วงเวลาที่ภาวนาเมื่อคืน…ในจิต มองเห็นชายผ้านุ่งห่มของพระภิกษุรูปหนึ่ง มองไม่เห็นว่าเป็นท่านผู้ใด เพียงเห็นเเต่ช่วงลำตัวเท่านั้น จีวรของท่านเป็นสีน้ำตาลเข้มอมเเดง เวลานั้นตนเองเกิดอาการปีติ ขนลุก น้ำตาคลอ อยากจะร้องไห้ เเต่ฝืนตนเองจนปากเบะ จะคือสัญญาณใดก็ตาม นับเป็นนิมิตอันดีสำหรับตนเองอย่างแท้จริง

หลายบทความจากประสบการณ์ของหลายท่านที่ผ่านมา ล้วนเเล้วเเต่มีความเพียรเป็นที่ตั้ง เเละพบความก้าวหน้าอย่างมาก บทความของดิฉันอาจเเตกต่างไป เป็นประสบการณ์ของคนเกียจคร้าน ที่มาวันนี้ตั้งสติได้ กลับตัวกลับใจเป็นนักภาวนาที่พากเพียรมากกว่าเดิม เพื่อเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เเละพ่อแม่ครูอาจารย์ หวังให้เป็นเเง่คิดสำหรับท่านที่อาจจะติดขัดในเหตุผลหลาย ๆ ด้านว่า เเม้จะยังไม่มีโอกาสมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม จงอย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าอย่างไม่มีวันจะเรียกคืนเลย ตั้งใจภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ดิฉันเชื่อว่าทางจะเปิดให้ท่านมีโอกาสมาปฏิบัติที่เตโชวิปัสสนาสถานได้

น้อมอนุโมทนาสาธุค่ะ
พัชนี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.