ประสบการณ์ภาวนา คุณสุกุลพัฒน์

ข้าพเจ้าขออนุญาตบอกเรื่องราวส่วนตัวเพื่อเป็นการแนะนำตัว รวมถึงบางเรื่องที่เกี่ยวพันและสาเหตุที่เข้ามาปฏิบัติในสายเตโชวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงการปฏิบัติในคอร์สและการสอบอารมณ์กับท่านอาจารย์ในคอร์สนี้ ข้าพเจ้าเกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2502 มีพี่น้อง 5 คน เป็นบุตรชายคนสุดท้อง ปัจจุบันอายุ 59 ปี บิดาเคยรับราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มารดาเคยเป็นครูโรงเรียนเอกชน บิดามารดาเป็นชาวกรุงเทพฯ บ้านอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศวิหาร ครอบครัวจึงมีความเกี่ยวพันกับวัดเป็นอย่างมาก และทำให้ได้เห็นจริยวัตรของพระภิกษุที่อยู่วัดบวรนิเวศวิหารมาตั้งแต่จำความได้ว่ามีจริยวัตรที่งดงามน่าเลื่อมใส

ในการศึกษาทางโลก ข้าพเจ้าจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ สำเร็จปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นเนติบัณฑิตไทย เมื่อปี พ.ศ. 2524 ในขณะนั้นข้าพเจ้ามีความมุ่งหวังอยากรับราชการตุลาการเป็นที่สุด แต่เนื่องด้วยการเตรียมความพร้อมในการสอบอาจยังไม่เพียงพอต่อการได้รับการบรรจุในตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนผันชีวิตมาเป็นทนายความอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่บริษัทการบินไทยจะรับข้าพเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่กฎหมาย สังกัดฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้น ซึ่งข้าพเจ้าดีใจมาก เพราะบริษัทการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดีและมีความมั่นคงให้กับพนักงานลูกจ้าง

หลังจากข้าพเจ้าทำงานได้ประมาณ 4 ปี ในปี พ.ศ. 2535 ข้าพเจ้าได้ขอลาบวชหนึ่งพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารโดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 เป็นพระอุปัชฌาย์ ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดระหว่างการจำพรรษา ซึ่งในขณะนั้นคู่รักคือ คุณนาตยา ได้มาที่วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อมาทำบุญตามปกติ และได้กล่าวต่อข้าพเจ้าซึ่งเป็นพระภิกษุพระนวกะในขณะนั้นว่า หากข้าพเจ้าจะอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไปโดยไม่กลับไปใช้ชีวิตฆราวาสในทางโลก เธอยินดีและไม่ขัดขวางแต่ประการใด แต่ด้วยวาสนาและเหตุผลอีกหลายประการข้าพเจ้าได้ลาสิกขาและกลับมาทำงานที่บริษัทการบินไทยอีกครั้งหนึ่ง และได้สมรสกับนางนาตยา

จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2556 ข้าพเจ้าและภรรยาได้เข้าไปเป็นสมาชิกชมรมปัญญาวิมุตติการบินไทย ซึ่งชื่อชมรมนี้ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลได้เมตตาเป็นผู้ตั้งชื่อชมรมให้ ข้าพเจ้าได้เข้าไปทำความรู้จักกับสมาชิกของชมรมหลายท่าน แต่ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมนั่งภาวนาระหว่างเวลาช่วงพักกลางวันที่บริษัทมากนัก เนื่องจากมีภารกิจงานคดีของบริษัทซึ่งมีมากมายเหลือเกิน จนกระทั่งได้มีโอกาสรู้จักสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานจากเพื่อนในชมรมฯ และได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรกเมื่อวันที่ 24-31 สิงหาคม 2557

การปฏิบัติในคอร์สระหว่างวันที่ 18-24 มิถุนายน 2561 (คอร์สศิษย์ใหม่)
วันที่ 1 และ 2 ของการปฏิบัติ สภาวธรรมของข้าพเจ้าเห็นเตาที่ทำจากดินเผาและมีถ่านซึ่งติดไฟแล้วแต่ไม่เห็นเปลวไฟ หรือถ่านที่มีสีแดงของความร้อน ทั้งนี้ในสภาวะนั้นทราบดีว่าเตาที่เห็นนั้นร้อน

วันที่ 3 ของการปฏิบัติ ท่านอาจารย์ได้เดินทางมาถึงธรรมสถานและแจ้งกับศิษย์ว่าเมื่อคืนท่านอาจารย์มีอาการอาหารเป็นพิษ โดยขึ้นรถมาแล้วสักระยะหนึ่งเกือบจะกลับบ้านเพราะอ่อนเพลียมาก แต่เกรงศิษย์ในคอร์สที่รอพบจะผิดหวังจึงได้พยายามมา และได้หลับในรถเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงธรรมสถานก็ขึ้นสอนทันที ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วประจักษ์แก่ใจว่าท่านอาจารย์มีความเมตตา และห่วงใยศิษย์อย่างมากมายเหลือเกิน แม้ว่าร่างกายหมดเรี่ยวแรงจากอาการอาหารเป็นพิษ แต่หากเห็นว่าพอพยุงร่างกายมาสอนสั่งศิษย์ได้ก็ยินดีทำ ประกอบกับการที่ท่านต้องแบ่งเวลาจากครอบครัวมาอยู่ในคอร์สกับศิษย์เป็นเวลาถึง 4-5 วัน ทั้งที่ท่านมีบุตรสาวที่แสนรัก ท่านก็ยังเดินทางมาสั่งสอนศิษย์ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งพระคุณของท่านอาจารย์อย่างที่สุด ในวันนี้ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ทุกประการ และได้รู้ถึงจุดสัมผัสชัดเจน มีเวทนาที่แผ่นหลังและบริเวณขาทั้งสองซึ่งเกิดขึ้นไม่มากนัก มีความร้อนและเหงื่อออกมากพอสมควร

วันที่ 4 ของการปฏิบัติ ช่วงค่ำท่านอาจารย์ได้เมตตาสอนธรรมเรื่องโพชฌงค์ 7 และให้ศิษย์ได้ตระหนักถึงการเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ ต้องออกจากวัฏสงสารให้ได้ และท่านอาจารย์ได้เล่าเรื่องในอดีตชาติที่แล้วของท่านเมื่อก่อนที่จะถูกประหารว่า ได้หลบหนีการติดตามจับกุมด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ซึ่งพอถึงตรงนี้ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกกลัวและมีอาการสะดุ้งเล็กน้อย เพราะฟังเสียงท่านอาจารย์อย่างตั้งใจทุกคำ ทำให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจถึงสถานการณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น คงเป็นความเข้าใจความรู้สึกอย่างลึกซึ้งเท่านั้นเอง

วันที่ 5 ของการปฏิบัติ ท่านอาจารย์ได้เมตตาเรียกสอบอารมณ์ข้าพเจ้าเป็นครั้งที่ 2 ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ว่าเมื่อคืนขณะที่ฟังเทศน์ถึงตอนที่ท่านอาจารย์หนีการจับกุมจากผู้ติดตาม ข้าพเจ้าเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อยเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่พยายามหนีความตาย ท่านอาจารย์ได้ตอบว่า เหตุที่ข้าพเจ้าสะดุ้ง เป็นเพราะ “เราหนีไปด้วยกัน” ข้าพเจ้าได้ลืมตาและยืดตัวขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากตกใจมาก และรู้สึกสลดสังเวชในภัยแห่งวัฏสงสาร
ท่านอาจารย์ได้เล่าเหตุการณ์ต่อว่า ข้าพเจ้าเสียชีวิตตรงนั้น และในชีวิตข้าพเจ้าได้ทำเพื่อชาติมามากแล้ว ได้ถูกสังหารจากผู้ไล่ติดตามมา ท่านกล่าวต่อว่า “ขอให้เพียรให้กตัญญูนะ อยากหลุดพ้นไหม ทำได้ไหม” ข้าพเจ้าตอบว่า “ทำได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ” ท่านอาจารย์บอกให้ข้าพเจ้าเพียรต่อไป

ข้าพเจ้าจึงเดินกลับไปที่กุฏิ ซึ่งเหลือเวลาปฏิบัติอีกครึ่งชั่วโมง ข้าพเจ้ารู้สึกสลดสังเวชและเสียใจมากในเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชาติที่แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ตายในขณะที่ยังไม่ได้ลาครอบครัวจึงเกิดอารมณ์เคียดแค้นชิงชัง
มือขวากำหมัดแน่นเหมือนกำดาบเอาไว้ในมือ ข้าพเจ้าเดินร้องไห้ไปมาในกุฏิและคิดว่าหากเป็นในอดีตชาติแล้วมีใครเข้ามาบุกจับ คงจะได้มีการต่อสู้กันจนถึงสิ้นชีวิตเป็นแน่ ข้าพเจ้าไม่สามารถลงนั่งภาวนาต่อได้เลยจนเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเวลา 16.30 น. ข้าพเจ้าจึงเตรียมตัวไปเดินจงกรม

วันที่ 6 ของการปฏิบัติ ซึ่งเป็นวันเสาร์ ช่วงเช้าท่านอาจารย์ได้นิมนต์ให้พระคุณเจ้าฮวดเทศน์เรื่องพระคุณของพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และหลังจากนั้นให้ศิษย์ปฏิบัติภาวนาต่อไปจนถึงเวลา 11.00 น. โดยมีการสอบอารมณ์ไปด้วย ซึ่งเมื่อถึงคราวที่สอบอารมณ์ ข้าพเจ้าได้รายงานสภาวธรรมว่านั่งได้นานติดต่อกัน ตรึง และรู้จุดสัมผัสชัดเจน มีเวทนาปวดที่กลางหลังสลับกับบริเวณเข่าทั้งสองอย่างมาก แต่ข้าพเจ้าเพียงรับรู้เท่านั้น ท่านอาจารย์ได้ถามถึงพระคุณของพระบรมศาสดา และข้าพเจ้าจะกตัญญูต่อใครบ้าง ข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า พระคุณของพระบรมศาสดาไม่มีประมาณทั้งพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระปัญญาคุณ ซึ่งพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล ได้เคยกล่าวว่า “แม้ครูบาอาจารย์ที่ละสังขารไปแล้วก็ตาม ท่านจะมาให้กำลังใจหรือให้อรรถธรรมในยามที่ศิษย์มีปัญหาในการปฏิบัติธรรม” ข้าพเจ้าขอแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระบรมศาสดา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ พระอาจารย์และท่านอาจารย์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และขอยืนยันต่อท่านอาจารย์ว่า ในอดีตชาติข้าพเจ้าได้แสดงความกตัญญูมาแล้วเป็นที่ประจักษ์ ให้ข้าพเจ้าตายเสียดีกว่าหากจะต้องทรยศและเข้าข้างกับอีกฝ่ายหนึ่ง “ข้าพเจ้าไม่ยอมเป็นนกสองหัว”

ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านอาจารย์ว่า “ในครั้งที่ลานประหารนั้นท่านอาจารย์ได้มีโอกาสลาครอบครัวก่อนเสียชีวิตหรือไม่” ท่านอาจารย์ตอบว่า “ไม่มี” ข้าพเจ้าได้เรียนถามต่อว่า “ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองท่านอาจารย์อย่างเต็มความสามารถหรือไม่” ท่านอาจารย์กล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นคนปกป้องท่านอาจารย์ ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วและเสียชีวิตตรงนั้น และมาในชาตินี้ก็ได้ปกป้องท่านอาจารย์อีก โดยใช้วิชากฎหมายในการปกป้อง
ซึ่งองค์มหาราชตากสินได้ส่งข้าพเจ้าให้มาเป็นศิษย์ และท่านอาจารย์ขอให้ข้าพเจ้ามีความกตัญญู และได้ถามข้าพเจ้าถึงกรณีที่มีบุคคลหรืออดีตศิษย์ที่เนรคุณให้ร้ายท่านอาจารย์นั้นเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าตอบท่านอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นได้อย่างไร และทำไมเขาถึงมืดบอดเช่นนั้น ทำไมถึงได้หมิ่นธรรมและทำเช่นนี้กับท่านอาจารย์ซึ่งมีพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อนึกถึงผลกรรมแล้วช่างน่ากลัวเหลือเกิน

จากนั้นท่านอาจารย์ได้กล่าวแสดงความยินดีในความก้าวหน้าที่เกิดกับจิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณแม่ครัว ธรรมบริกรและผู้เตรียมความพร้อมให้กับคอร์ส ขอขอบคุณคู่ชีวิต คุณนาตยา ซึ่งสนับสนุนในทางธรรมอย่างดียิ่ง ชักชวนให้เข้ามาปฏิบัติในสายธรรมอันเอกอุนี้ เอาใจใส่ช่วยสมัครเข้าคอร์สอบรมอย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจในการปฏิบัติภาวนา ให้อภัยการกระทำผิดในอดีตของข้าพเจ้า และเป็นแบบอย่างแห่งความกตัญญูต่อบิดามารดา พ่อแม่ครูบาอาจารย์โดยเฉพาะท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ซึ่งเธอมีความรักเคารพและเทิดทูนท่านอาจารย์เป็นอย่างมากทั้งต่อหน้าและลับหลัง รวมถึงการชักชวนเข้ากลุ่มสัจจะภาวนาทำให้มีวินัยในการภาวนาร่วมกับกลุ่มผู้มีความมุ่งมั่นกตัญญูต่อท่านอาจารย์และสายธรรม

ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการพระบรมศาสดา พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกท่าน พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เมตตาสอนสั่งแผ่พลังธรรมปกป้องคุ้มครองตลอดการปฏิบัติ ข้าพเจ้าจะมีความกตัญญูกตเวที ปฏิบัติตัวเป็นพุทธบุตรที่ดีมีศีลธรรม และเพียรในการภาวนา

ข้าพเจ้าขอน้อมอภิวาทท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้ให้ชีวิตใหม่และทางอันประเสริฐแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปกป้องพระเกียรติแห่งพระบรมศาสดา และใช้ความรู้ความสามารถในทางกฎหมายปกป้องท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล โดยจะ “มีชีวิตอยู่อย่างจงรักและตายอย่างภักดี”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.