ประสบการณ์ภาวนาคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานของคุณธนันรดา

ระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ก่อนที่จะเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ของข้าพเจ้าภายในคอร์สนี้ให้กับศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านได้อ่านเป็นธรรมทาน ข้าพเจ้า ธนันรดา หรือชื่อเล่นที่เรียกขานว่า “แอม” ใคร่จะขอเกริ่นประสบการณ์ความเป็นมาในชีวิตของข้าพเจ้าพอสังเขปในเส้นทางการเจอสายธรรมแท้ และการได้เข้ามากราบฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลเป็นครั้งแรกในคอร์สปี 2556 ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้ท่านได้รู้จักและทำความเข้าใจว่ากว่าที่ข้าพเจ้าจะมาถึงวันนี้…วันที่บารมีรอการเติมเต็มนั้น ข้าพเจ้าได้มีวิถีการใช้ชีวิตเช่นไร และกว่าที่จะมาเป็นเตโชธรรมสถาน “บ้าน” ของพวกเรานั้น ในยุคแห่งการบุกเบิกเริ่มต้นเป็นอย่างไร

ข้าพเจ้านั้นได้เริ่มรู้จักท่านอาจารย์เป็นครั้งแรกในสมัยที่ข้าพเจ้ายังคงเป็นนักธุรกิจ ใฝ่ธรรม และออกปฏิบัติธรรมในสายของคุณแม่สิริ กรินชัย ผู้เป็นครูบาอาจารย์ทางธรรมคนแรกของข้าพเจ้า ซึ่งไปปฏิบัติเป็นประจำแทบจะทุก ๆ ไตรมาสเลยก็ว่าได้ ในช่วงนั้นข้าพเจ้ามักจะอ่านวิถีชีวิต ของผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ที่มีความสนใจในพุทธศาสนาเช่นเดียวกับข้าพเจ้า แน่นอนว่าในเวลานั้น ท่านอาจารย์อัจฉราวดี เป็นหนึ่งในนั้น ข้าพเจ้าอ่านแล้วให้รู้สึกนึกทึ่งและศรัทธาในความคิดความอ่านของท่านในเวลานั้นยิ่งนัก ในช่วงเวลาต่อมาซึ่งเป็นช่วงปี 2549 ท่านได้ริเริ่มทำมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เพื่อสอนธรรมะให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุในช่วง 8-13 ปี ข้าพเจ้าเองก็เริ่มมีบุตรสาวอายุได้ยังไม่เต็มขวบดี แต่มีหลานสาวในวัย 9 ปี อยู่ในข่ายที่จะไปเรียนธรรมะกับท่านได้ จึงได้ส่งให้ไปเรียนอยู่ 3 ครั้ง ตามกำหนดคอร์สทุกอาทิตย์ ข้าพเจ้านั่งรอเฝ้าอยู่ด้านล่าง ได้เรียนธรรมะจากท่านไปด้วยพร้อม ๆ กัน และนึกอัศจรรย์ใจกับเทคนิควิธีการฝึกฝนจิตใจของเด็กให้มีความมุ่งมั่น ความพยายาม ความอดทนต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างติดต่อต่อเนื่อง ผ่านการให้เด็ก ๆ วาด “กำแพงจิต” (วาดอิฐสี่เหลี่ยมต่อกันทีละก้อนบนกระดาษ A4 จนกลายเป็นกำแพง เรียกกันว่า กำแพงจิต) โดยจะกลับไปวาดเมื่อไหร่ก็ได้ มีข้อแม้ว่าต้องตั้งสัจจะกับตนเองและวาดให้เสร็จใน 3 ชั่วโมงรวด โดยไม่พักนาน ๆ ไปไหน และนำมาส่งในวันสุดท้าย โดยท่านจะช่วยประเมินคุณภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนว่า จิตใจที่ผ่านการวาดกำแพงจิตลักษณะนี้จะมีผลลัพธ์ในการเรียน และการบรรลุเป้าหมายข้างหน้าของตนอย่างไร ควรจะปรับปรุงอย่างไร ซึ่งเมื่อท่านได้ประเมินผลงานของหลานสาวข้าพเจ้าแล้วก็ตรงอย่างน่าประทับใจ ทำให้เรามีแนวทางในการฝึกฝนคุณลักษณะจิตของเด็กให้เหมาะสมต่อไป ต่อมาท่านได้ประกาศยุติอำลาวงการธุรกิจในปี 2552 ซึ่งก็เป็นเวลาหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ค่อย ๆ วางมือจากการเป็นนักธุรกิจของข้าพเจ้าสัก 1-2 ปีด้วยเช่นกัน เพื่อทุ่มเทเวลาเต็มที่ให้กับ 0-6 ปีแรกของบุตรสาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองแห่งการพัฒนาศักยภาพเด็กมากที่สุด

ข้าพเจ้ายังคงติดตามวิถีชีวิตของท่านอาจารย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ และยังส่งหลานสาวไปเรียนธรรมะกับท่านอีกถึง 2 ครั้ง จนมาในปี 2554 ข้าพเจ้าได้ยินข่าวที่ท่านประกาศรับสมัครผู้เข้าอบรมคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานรุ่นแรกที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ข้าพเจ้าศรัทธาและเห็นเป็นโอกาสว่าอยากจะเป็นผู้ที่จัดหาต้นไม้ให้ร่มเงากับสถานธรรมแห่งนี้ ที่จะกลายเป็นสถานธรรมแท้แก่ประชาชนคนไทย และลูกหลานของเราสืบไป จึงได้บอกบุญไปยังหลายครอบครัว และพากลุ่มเด็ก ๆ จำนวนกว่าสิบคนรวมถึงบุตรสาวในวัย 5 ขวบ ไปถวายต้นไม้ให้แก่เตโชธรรมสถาน

ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่จะมีการอบรมคอร์สในรุ่นแรกนั้น ข้าพเจ้าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยเช่นกัน โดยที่ได้เริ่มใฝ่หาความรู้ เข้าสัมมนาจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทีละสัปดาห์ทุก ๆ 3 เดือน หมดเงินเป็นหลักล้าน เพื่อจะมีคุณวุฒิของการเป็นโค้ชที่ปรึกษา โดยมุ่งมาที่การพัฒนาศักยภาพของเด็ก ๆ ผ่านสถาบันครอบครัว พ่อแม่ เป็นสำคัญ ตามความสนใจลึก ๆ ที่อยู่ภายใน ทิ้งความสามารถในด้านที่เรียนและทำงานมาทางการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทการเงินและการส่งออกต่างประเทศ จากสหรัฐอเมริกาเสียสิ้น เพื่อเบี่ยงองศามาบุกเบิกงานที่ข้าพเจ้ารักและสนใจที่จะทำต่อไปอย่างมีคุณค่าในบั้นปลายชีวิต ดังนั้น แม้ว่าข้าพเจ้าจะปรารถนาการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้อบรมรุ่นบุกเบิก 30 กว่าชีวิตของท่านเพียงใด ก็จำเป็นต้องข่มความปรารถนานั้นไว้ เพื่อรักษาความสมดุลของครอบครัว ไม่ให้สามีของข้าพเจ้าซึ่งก็เป็นนักธุรกิจที่มีงานยุ่ง รับภาระหนักจนเกินไปในการดูแลบุตรสาวที่ข้าพเจ้าก็จำต้องจากเพื่อไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อข้าพเจ้าจบภารกิจการศึกษาหาความรู้ในการเป็นโค้ชที่ปรึกษา ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีแล้วนั้น ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง ในกลางปี 2556 ข้าพเจ้าได้มาเรียนวิชาเตโชวิปัสสนาสมใจ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตข้าพเจ้าอย่างมากมาย ในงานที่ต้องแก้ไขปัญหาหลากหลายของครอบครัวที่แตกต่างกันไปเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าได้อาวุธในการทำงานที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ การวางอุเบกขา เรียนมาตั้งมาก ก็ไม่เคยเห็นมีที่ใดสอน กลับมาได้จากที่นี่ โดยการฝึกจิตให้มีอุเบกขาอยู่เสมอนั้น ทำให้ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงในแต่ละเคสด้วยปัญญาได้ และสามารถช่วยแกะปมปัญหาของเด็กแต่ละคนที่มีต่อพ่อแม่ของตน ให้คลี่คลาย และพร้อมต่อการพัฒนาศักยภาพต่อไป ผลจากการวิปัสสนาในครั้งแรกนั้น ส่งผลดีมากที่สุดให้กับการทำงานของข้าพเจ้า ตลอดจนการเลี้ยงดูบุตรสาวของข้าพเจ้า ที่เต็มไปด้วยความรักเอาใจใส่ ความเข้าใจ พร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน โดยที่สามารถวางเฉยต่ออารมณ์ต่าง ๆ ทั้งของตัวเองและของลูกได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความร่าเริง แจ่มใส ใฝ่ในธรรม มีความสุข

นับแต่นั้นมาข้าพเจ้าตกลงกับลูกและหัวหน้าครอบครัวเป็นแผนชีวิตที่เห็นด้วยร่วมกันว่า จะให้ข้าพเจ้ามาเข้าปฏิบัติธรรมที่นี่ต่อเนื่องได้ปีละ 1 ครั้ง ต่อมาการมาเข้าคอร์สครั้งที่ 2-4 ของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้เพียรวิเคราะห์ตนเอง ถึงบารมีทั้ง 10 อยู่เสมอว่าข้าพเจ้ายังขาดอะไรบ้าง เช่นเดิม เป็นคนไม่เคยทำทานบารมีเลย ยกเว้นธรรมทาน เพราะมีความคิดว่า เราจะบรรลุธรรมด้วยปัญญาก็พอ ต่อเมื่อได้สดับตรับฟังธรรมจากท่านอาจารย์ในคอร์สจึงเข้าใจว่า เรานั้นเข้าใจผิด แท้จริงแล้วบุคคลผู้หมายธรรม ต้องเพียรสร้างบารมีทั้ง 10 ให้เต็ม จึงได้ลงมือแก้ไขตนเอง เช่น ข้าพเจ้าเป็นผู้ริเริ่มนำนิตยสารธรรมะ ซีเคร็ต และรวมถึงนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ เข้าสู่เรือนจำทั่วประเทศมาหลายปี จนมีจำนวนผู้ต้องขังสนใจการปฏิบัติธรรม จนสามารถจัดวิปัสสนาในเรือนจำได้สำเร็จ อีกทั้งผู้ต้องขังที่ได้อ่านนิตยสารและหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมที่ได้นำเข้าไปในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง ได้มีจดหมายจากเรือนจำมาถึงท่านอาจารย์ บอกเล่าถึงธรรมแท้ที่สามารถปลุกจิตสำนึกของความเป็นคนดีให้กับพวกเขาได้ ยังความปลื้มปีติมาสู่ใจข้าพเจ้ายิ่งนัก ธรรมแท้กึ่งพุทธกาลได้เข้าไปส่องสว่างแม้ในที่มืดบอดที่สุดทั่วประเทศแล้ว จากวันแรกมาถึงวันนี้นับเป็นเวลา 6 ปี..การเข้าคอร์สในเดือน กรกฎาคม 2561 นี้เป็นครั้งที่ 5 ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นโจทย์สำคัญว่าข้าพเจ้านั้นจะสามารถผ่านบททดสอบการละสังโยชน์สักกายทิฏฐิได้หรือไม่ ส่วนสีลัพพตปรามาส ไม่เป็นปัญหากับข้าพเจ้าเลย ด้วยเป็นผู้รักษาศีล 5 เป็นปกติอยู่แล้ว ในส่วนของสังโยชน์วิจิกิจฉา ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเป็นปัญหาเช่นกัน

ปรากฏการณ์ค้นพบตนเองอย่างแท้จริงใน 7 วัน… ที่ยิ่งกว่าสุดยอดสัมมนาระดับโลก
ต้องขอเท้าความก่อนว่า ตั้งแต่กรกฎาคม ปี 2560 ที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้ามักมีอาการผิดปกติ คือเมื่อภาวนาอยู่ที่บ้านไปได้สักพัก จะเกิดอาการคือสั่นสะเทือนด้วยความเสียใจอย่างหนัก ร้องไห้คร่ำครวญแบบหยุดไม่ได้ เสียงนั้นครวญอย่างน่าสงสารว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน หนูไม่อยากให้แม่เป็นอะไร แม่อย่าจากหนูไป หนูรักแม่มากที่สุด ฮือ ๆๆ” ภาพในจิตที่ขึ้นมาในระหว่างร้องไห้อย่างหนัก จะเป็นภาพบุคคลท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคารพรักที่สุดในฐานะครูบาอาจารย์ ไม่ใช่แม่!! ข้าพเจ้าได้แต่งุนงงสงสัย แต่ก็จนใจจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ เพราะโดยปกติแล้ว ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีเรื่องอันใดติดใจที่จะต้องเก็บมาร้องไห้คร่ำครวญเลย ใช้ชีวิตที่สงบสุขเรื่อยมาอยู่เสมอ จนมาปีที่แล้วปฏิบัติไปครั้งใดก็มักจะเจอแบบนี้ทุกครั้ง แต่ก็จำต้องภาวนาทั้งน้ำตาที่สะอื้นไห้ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการมาปฏิบัติต่อหน้าท่านอาจารย์อย่างเต็มกำลัง ตั้งใจว่าครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราได้มาปฏิบัติ หลังจากวันหมดอายุขัยของท่านอาจารย์ สัญญาหนักแน่นกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้เสียพลังของท่านอาจารย์แม้เพียงนิดเป็นอันขาด

วันที่สองที่ 17 กรกฎาคม ข้าพเจ้ากลายเป็นมีสังขารของความเศร้าสะเทือนใจ คิดถึงบุคคลผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้าเรียก แม่จ๋า…แม่จ๋า หนักขึ้น ๆ เรียกว่ายกกำลังความหนัก จนถึงขั้นต้องกัดผ้าห่มไว้ เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดไปถึงข้างห้องเรือนนอนรวมได้ หลับผล็อยไปทั้งน้ำตาพร้อมกับความสงสัยที่ทวีขึ้นภายในใจ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะต้องรายงานสภาวะนี้ และสอบถามต่อท่านอาจารย์ให้ได้

วันที่สามที่ 18 กรกฎาคม ท่านอาจารย์มาถึงในเวลา 8 โมงเช้า ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักที่ได้มานั่งออกศึกต่อหน้าท่านอีกครั้ง ท่านเริ่มเทศน์สอน และข้าพเจ้าก็เริ่มหลับตา สั่งจิตตัวเองว่า “เราจักฟังเทศน์ เราจักฟังธรรมและยุทธวิธีจากท่านด้วยความตั้งใจ จงฟังให้ดีเถิด” ท่านสอนวิธีให้เราเริ่มต้นให้ถูกที่ การวางจิตในการออกศึกนี้ ต้องวางจิตให้สันโดษอยู่ทุกขณะทั้งวัน ไม่ใช่เอาจิตไปข้องเกี่ยวคิดถึงโลกทางโลกียะในระหว่างพัก เพราะจะไปดึงคลื่นแม่เหล็กมาบั่นทอนกำลังของจิต ทำให้เมื่อถึงเวลาปฏิบัติในบัลลังก์ต่อไป จิตแทนที่จะสะสมกำลังหลังพัก สามารถดิ่งลงไปขุดสังขารที่ลึกขึ้นได้ ก็จะทำไม่ได้ เพราะจิตขาดกำลังด้วยคลุกกับโลกียะมา แม้จะเผาไป ก็ไปดึงคลื่นกระแสใหม่เข้ามา เข้า ๆ ออก ๆ อยู่อย่างนี้ แล้วจะหวังความก้าวหน้าอะไร

ในเรื่องของมือ ก็ให้คิดถึงว่าฝ่ามือเราทั้งสองเหมือนกับเหล็กร้อนที่นาบกันอยู่แน่น และให้เอานิ้วหัวแม่มือไปล็อกให้สนิทเฉกเช่นการกำดาบ อย่าเปลี่ยนจุดสัมผัสไปมา ให้ใช้ที่เดียวไปโดยตลอด ท่านบอกต่ออีกว่า ศิษย์เตโชนี่ เขาเรียกว่าพวกอุ้มสม เอาล่ะ หากในครั้งนี้ ผู้ใดมีบารมีเต็ม ก็คงจะได้เห็นพลังเมตตาแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และการแผ่พลังช่วยอย่างมากมายให้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง จะได้รู้ว่าเวลาได้ธรรมนี่ ได้มาเพราะใคร ข้าพเจ้ารับฟังด้วยใจที่น้อมสำนึกในความกตัญญูอย่างยิ่ง ทวนคำสั่งแต่ละข้ออย่างช้า ๆ เกิดเป็นความร้อนระอุอยู่ภายใน เหงื่อเปลี่ยนสภาพจากไหลทั่วตัวเป็นซึม ๆ ไม่มีทั้งภาพ ไม่มีทั้งเสียงใด ๆ ไม่เหมือนครั้งที่มาปีก่อน เมื่อท่านเรียกสอบอารมณ์ ท่านก็บอกข้าพเจ้าว่า “ความร้อนแบบนี้ ถือเป็นความก้าวหน้านะ เพราะกิเลสสังขารอย่างหยาบได้ถูกเผาออกไปมากแล้ว นี่เป็นชั้นละเอียดจึงเป็นการร้อนระอุอยู่ข้างใน ไม่มีเหงื่อมากมายเหมือนเดิม ไม่เกิดภาพและเสียงได้ทัน เพราะสลายไปหมด ดีมาก ๆ

ในบัลลังก์ 2 ชั่วโมงบ่ายนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าโดนรุมจากกิเลสนับไม่ถ้วน จนอึดอัดหายใจแทบไม่ออก พร้อมทั้งเวทนาที่ขาอย่างมากมาย จิตพลันนึกถึงคำของท่านได้ ก่อนที่จะเพลี่ยงพล้ำถอนภาวนา ข้าพเจ้ารวมกำลังเฮือกสุดท้าย นึกในจิตเห็นตนเองปักดาบข้างตักขวาบนดินดังฉึก สักพักหนึ่งสถานการณ์ดีขึ้น ข้าพเจ้าปักดาบอีกทีที่เข่าด้านซ้ายอีกฉึก และตรึงแน่นอยู่อย่างนั้น สอนจิตตามคำท่านว่าความรู้สึกนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ยกกำลังจิตขึ้นจนในที่สุดก็สามารถมีชัย ทุกอย่างราบเรียบและโปร่งโล่ง สักพักข้าพเจ้าก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างหนัก พร้อม ๆ กับคำพูดที่ขึ้นมาในจิตว่า “หนี้บุญคุณ” ข้าพเจ้าซาบซึ้งกับพระคุณของท่านอาจารย์อย่างมากมาย ที่เมตตาสอนสั่งยุทธวิธีโดยละเอียด ทำให้ข้าพเจ้าสามารถผ่านทุกอุปสรรคมาได้เป็นอย่างดี คืนนั้นข้าพเจ้ายังคงร้องไห้สะอึกอื้น ร้องเรียกคำปริศนา “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูรักแม่ หนูจะอยู่กับแม่ แม่อย่าจากหนูไป หนูจะช่วยแม่ยังไง ฮือ ฮือ….” พร้อมกับการถวิลหาแม่ในอดีตชาติของข้าพเจ้าอย่างน่าเศร้าสะเทือนใจ…ตั้งใจว่า พรุ่งนี้จะต้องขอเมตตาเฉลยคำตอบจากท่านอาจารย์ให้ได้สักที ก่อนที่จะหมดแรงลงไปเสียก่อน

วันที่สี่ที่ 19 กรกฎาคม วันนี้ท่านเทศน์สอนก่อนปฏิบัติในเรื่องเทคนิคการปฏิบัติเตโชวิปัสสนาที่เป็นแม่บทสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม โดยในขณะที่เพ่ง ตรึง รู้นั้น ก็ยังมีสติสัมปชัญญะกำกับ ระลึกรู้ตัวให้ชัด มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็รู้ให้ชัด เพราะเมื่อเวลารู้ชัดนั้น ในมิติของจิตจะเหมือนกับมีกรรไกร หรือมีดมาตัดสิ่งที่มากระทบก่อนที่จะพัฒนาต่อไปเป็นอารมณ์ เมื่อถึงเวลาสอบอารมณ์ ท่านเอ่ยปากชมข้าพเจ้าที่มีจิตตั้งมั่นมาก ยกกำลังจิตปักดาบเยี่ยงนักรบ ที่ยอมตายในสนามรบจนสามารถมีชัยได้ และเมตตาบอกว่าคำว่าหนี้บุญคุณนั้น แทนการบ่งบอกว่า จิตเดิมแท้ เค้าสำนึกในบุญคุณ ที่ปลดปล่อยเค้าเป็นอิสระจากการครอบงำได้เสียที ไม่ยอมเป็นทาสแบบเดิม ๆ ในตอนเย็นวันนั้น เป็นการปฏิบัติที่หน้าลานโพธิ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ท่านขอให้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะไม่เปลี่ยนท่านั่งเลย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ข้าพเจ้าตั้งใจยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้ายอมตายถวายชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เมื่อปฏิบัติไปราวครึ่งชั่วโมง ความร้อนเริ่มแผดเผา และคงไปขุดเอาสังขารกองใดขึ้น รู้สึกในจิตว่าเหมือนมีงูหลายตัว กำลังดิ้นสะบัดหัวสะบัดหางไปมาอยู่ในท้องของข้าพเจ้า!!

ข้าพเจ้านั้นทั้งเกลียดทั้งกลัวงูเป็นที่สุด เมื่อต้องพบว่ามีงูมาดิ้นอยู่ในตัว จึงเป็นสภาวะที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างเหลือหลาย จนเกือบจะสำรอกออกมาก็หลายครั้ง ในขณะเดียวกันก็มีเวทนาเป็นอาการปวดขาอย่างเหลือแสน เหมือนขาจะฉีกขาดออกจากกัน ท่ามกลางภาวะอันวิกฤติ ข้าพเจ้าตั้งจิตคงมั่น เพ่งตรึงรู้อย่างหนักแน่น ปักดาบบนพื้นข้างเข่าขวาดังฉึก และข้างเข่าซ้ายดังฉึกอีกครั้งหนึ่ง เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย อึดใจนั้นเอง โลกรอบตัวราวกับจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เหมือนโลกทั้งโลกหยุดการเคลื่อนไหว จิตโพล่งอุทานออกมาว่า “นี่ไงกายในกาย กายนั่งขัดสมาธิอยู่แบบนี้ นี่ไงเวทนา ขามันก็เกิดเวทนาเป็นความปวดอยู่ตรงนี้ นี่ไงจิต ที่หนักแน่นคงมั่นอยู่ตอนนี้ และนี้ไงธรรม สภาวธรรมที่เป็นความเป็นจริงที่รู้ในขณะนี้ มันแยกของมันเป็นส่วน ๆ อยู่แบบนี้ เห็นการเกิดกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม แล้วเราไปหลงว่ามันรวมเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นตัวเรา เป็นของเราตั้งแต่เมื่อไหร่ แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดยึดได้ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราได้เลย”

สิ้นคำ ปรากฏเป็นอาการขนลุกทั่วสรรพางค์กาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเป็นการให้กำลังใจจากคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ว่าข้าพเจ้าได้มาถูกทางแล้ว อิ่มเอิบและปีติซาบซ่านในใจ แต่จิตยังนึกว่า แล้วยังไงต่อหนอ สักพักก็หมดเวลา ในคืนนั้น ข้าพเจ้าเข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน และหลับไปด้วยเสียงร่ำไห้ คร่ำครวญที่ยังไม่มีโอกาสได้รับการเฉลยอีกเช่นเดิม บอกกับตัวเองก่อนผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาว่า พรุ่งนี้นะจะรวบรวมความกล้า ถามท่านอาจารย์ให้ได้สักที

วันที่ห้าที่ 20 กรกฎาคม วันนี้ท่านอาจารย์เหมือนรู้ใจ มาเทศน์ต่อจากสิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งคำถามค้างไว้เมื่อคืน-เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วยังไงต่อหนอ แล้วท่านก็มาเทศน์เรื่องการวางอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ คือการที่เราไม่เอาจิตไปข้องเกี่ยวกับสภาวะใด ๆ ถอนจิตออกจากความยินดี และไม่ยินดีในสภาวธรรมนั้นเสีย รักษาความเป็นกลางก็จะไม่ติดพลังดึงดูดจากสิ่งใด เหมือนน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว แต่ไม่สามารถติดใบบัวได้ฉันนั้น ในสภาวะนั้นจิตข้าพเจ้าได้ตระหนักรู้ และแจ้งแก่ใจตนเองว่า เตโชวิปัสสนาเป็นสติปัฏฐาน 4 เพราะเหตุใด เห็นจิตที่มีสมาธิแน่วแน่ เพ่ง ตรึง รู้ อย่างยิ่ง เพื่อจุดธาตุไฟในกายมาทำลายกิเลสกองสังขาร ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าแจ้งในจิตว่า หากสามารถรู้ตามความเป็นจริงในแต่ละขณะได้ ทุกอย่างไม่ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม การเผากิเลสมันก็เคลื่อนของมันไปทุกขณะ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีสภาวะใดจะคงอยู่ในสภาพเดิมได้เลย แต่ในบางครั้งที่เราไม่อาจเห็นตามความจริงข้อนี้ได้ก็เพราะจิตเรานั้น ยังไม่อาจวางอุเบกขาได้อย่างสมบูรณ์ และเข้าไปยึดมั่นยินดี หรือไม่ยินดีในสภาวธรรมก่อนหน้า จึงทำให้ไม่สามารถเห็นและรู้ชัดถึงสภาวธรรมที่กำลังดับและเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ โอ…หนอ แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใด ที่เราจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราได้จริง ๆ จิตรู้พลันสว่าง มีสภาพเหมือนมองรอบตัวภายในกาย เหมือนเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่ใช่ที่ของเราอีกต่อไป อะไรทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป จิตนั้นเบาสบายและปีติอย่างยิ่ง แม้มีการเผาร้อนแรงภายในกาย แต่จิตนั้นกลับโปร่งสบายยิ่งนัก

ไขปมปริศนาการร้องไห้คร่ำครวญในระหว่างภาวนามากว่า 1 ปี!
เมื่อถึงเวลาสอบอารมณ์ที่ข้าพเจ้ารอคอย ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะหาจังหวะที่ทุกคนกำลังคลานกลับ ถามในสิ่งที่คุกรุ่นอยู่ในใจมานานเสียที ก็พอดีกับที่ท่านเรียกข้าพเจ้าไว้ และได้ยินดีในความก้าวหน้าในธรรมที่จิตยกสูงขึ้น ข้าพเจ้าไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันได้อยู่กับขณะของความยินดีนั้นอย่างเต็มที่ เพราะใจละล่ำละลักที่จะถามท่านถึงคำถามสำคัญ ได้แต่ก้มลงกราบขอบพระคุณท่านอย่างสุดซึ้ง ในมหาพระคุณที่ท่านเหมือนเป็นผู้จูงมือข้าพเจ้าข้ามฝั่ง แล้วรีบใช้โอกาสอันน่ายินดีนั้น รวบรวมความกล้าถามท่านด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตานองหน้าว่า “ท่านอาจารย์ขา ศิษย์ขออนุญาตกราบเรียนถามเรื่องส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านจะกรุณาให้คำตอบศิษย์ ให้ศิษย์ได้คลายจากทุกข์ที่มีกว่า 1 ปีกับเสียงคร่ำครวญร้องไห้น่าสะเทือนใจ แม่จ๋า แม่จ๋า…..ในระหว่างภาวนา หรือออกจากภาวนาได้มั้ยคะ” ท่านอาจารย์ตอบด้วยเสียงเมตตาเหมือนน้ำทิพย์มาโปรดว่า “ได้สิ จะถามอะไรว่ามา” ข้าพเจ้าไม่ลังเล รีบถามไปว่า “ศิษย์เคยเกิดเป็นลูกท่านอาจารย์ในอดีตชาติมาบ้างหรือไม่คะ ความรู้สึกที่มีในตอนนี้ ที่นอนร้องไห้อยู่ทุกคืนที่นี่ มันไม่ใช่ความรู้สึกของศิษย์และอาจารย์เลย แต่เหมือนกับลูกน้อยที่ถวิลหา โหยหาคิดถึงแม่ที่จากกันไปโดยไม่เคยได้พบกัน คิดถึงเหลือเกินจนใจแทบจะขาดรอน ๆ” สิ้นคำ น้ำหูน้ำตาก็ไหลออกมาอีกอย่างทะลักทลาย ในความเงียบชั่วอึดใจ ท่านอาจารย์ได้เมตตาตอบด้วยน้ำเสียงกรุณาและแผ่วเบา เหมือนจะก้มลงมากระซิบอยู่ข้างหูข้าพเจ้าว่า “เคยสิ แต่เป็นลูกงูนะ เป็นความพลัดพรากที่จำเป็นต้องจากกันอย่างกะทันหัน เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ยินยอม สุดแสนจะพรรณนา ในความผูกพันอย่างแน่นหนาด้วยอัตภาพของความเป็นงู ซึ่งรักแรง หวงแรง เจ็บแรง จึงได้จดจำฝังใจไว้ในสังขารเรื่อยมา อยากแต่จะอยู่ใกล้ อยากแต่จะเห็นหน้า ด้วยความห่วงหา ด้วยความอาลัยที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน ข้ามภพข้ามชาติ อาจารย์รู้มานานแล้ว เฝ้าตามดูอยู่เสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน ว่าจะเป็นยังไง แต่ไม่อยากบอก เพราะไม่อยากให้ยึด ตอนนี้ได้รู้แล้ว หากันเจอแล้วนะ กลับบ้านด้วยกันนะ อาจารย์มารับ” เสียงนั้นอบอุ่นอย่างประหลาด

สำหรับภาวะที่เหมือนความจริงตรงหน้าได้ขุดสังขารที่ยังมีเชื้ออยู่มาก ทะลักออกมาเป็นน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ตัวสั่นจนไม่อาจควบคุมกายตัวเองได้ ห้วงเวลานั้น เหมือนทุกสิ่งจะหยุดนิ่ง รวบรวมสติ แล้วถามท่านไปว่า “แล้วศิษย์ควรทำยังไงคะ จะให้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพร้องไห้ทุกคืนแบบนี้ได้อย่างไร ศิษย์กำหนดไปเลย ให้เผาเรื่องนี้ กองสังขารนี้ออกไปเลยได้มั้ยคะ” ท่านตอบกลับมาว่า “ไม่เอา อย่าไปทำแบบนั้น ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เผาไปเรื่อย ๆ เตโชธาตุมันจะไปเผากองสังขารไหน ก็ให้มันเป็นไป อย่าไปกำหนดเจาะจง ค่อย ๆ ใช้เวลาเยียวยา จิตจะค่อย ๆ ถอนความอาลัย และมันจะค่อย ๆ เบาบางลงไปเอง” ข้าพเจ้าพยักหน้ารับคำท่านด้วยความหดหู่ใจ กับภาวะอันน่าเศร้าสะเทือนใจ ที่ไม่รู้จะต้องเผชิญต่อไปอีกนานเท่าไหร่ อีกทั้งก็ไม่รู้ชัดว่าแท้จริงแล้ว เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นในชาติภพนั้น

โปรดติดตามประสบการณ์การภาวนาของคุณธนันรดา ในตอนที่ 2

One thought on “กว่าจะถึงวันนี้…..วันที่บารมีรอการเติมเต็ม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.