บ่ายวันนั้น ท่านอาจารย์ให้ไปปฏิบัติที่เรือนนอน หรือเรือนโพธิ์ก็ได้ ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะกลับไปรำลึกความหลังครั้งที่มาปฏิบัติครั้งแรกที่นี่ที่เรือนโพธิ์ในปี 2556 และเป็นครั้งที่ข้าพเจ้าได้ระลึกชาติภพของการเป็นพญานาค ได้ยินเสียงในจิตว่า “ในที่สุด เราก็ได้เจอกัน” พร้อมกับน้ำตาที่ไหลทะลักท่วมท้นมากมายเมื่อหลายปีก่อน โดยเมื่อถามท่านอาจารย์ ท่านก็เพียงบอกว่า ใช่..เราเคยเจอกันมาก่อน จึงได้มีความรู้สึกร่วมออกมาเช่นนั้น ไม่ใช่นิมิตลวง แต่ท่านก็ไม่ได้บอกอะไรมากกว่านี้

ข้าพเจ้าตั้งใจว่าในบัลลังก์นี้ จะพากเพียรปฏิบัติเพื่อจะชำระกองสังขารนี้ แต่เมื่อปฏิบัติไป มีแต่ความร้อน ไม่มีทั้งภาพ ไม่มีทั้งเสียงใด ๆ จิตข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกสุดจะทานทน หมดไป 2 ชั่วโมง หมดกำลังที่จะวางอุเบกขา ไม่สามารถปล่อยให้ตนเองเผาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความรู้สึกได้ เดินคอตกกลับเรือนนอน เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงจะเดินจงกรม ข้าพเจ้าหมดแรง ทิ้งตัวทุ่มลงบนฟูกที่นอน ร้องไห้คว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น ครู่เดียวก็มีเสียงหนึ่งดังในจิตด้วยความเมตตายิ่ง “เราจะเล่านิทานให้ฟัง 2 เรื่อง เอาไหม” จิตรู้บอกว่า พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีมาโปรด “นิทานอะไรเจ้าคะ” ท่านตอบกลับมาว่า “ก็นิทานชาติภพที่ติดค้างใจไง หากมานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้ ก็จะเสียเวลา และหากจะรอให้เจ้าสามารถเห็นภาพชัด ได้ยินชัดเจน ก็คงจะเสียเวลาอย่างมากไปอีกนาน เพราะเจ้านั้นไม่มีกำลังของสมถะมา หากว่าเราเล่าแก่นของเรื่องให้ฟังแล้ว ตอนเย็นวันนี้หกโมงครึ่ง เจ้าตั้งใจเพ่ง ตรึง รู้ อย่างเต็มกำลัง เจ้าก็จะได้รับรู้เองแบบเร็ว ๆ ไม่ขาดตกเนื้อหาสำคัญและใจความหรอก บารมีเจ้าน่ะเต็มแล้ว กระแสพระรัตนตรัยจะมาช่วยเจ้าแผ่พลังเอง เจ้าจะได้คลายจากความทุกข์ที่นอนร้องไห้ อย่างมากมายนี้ไปได้บ้าง เพราะลำพังตัวเจ้าแล้ว คงจะยังฝ่าเรื่องนี้ไปไม่ได้ ด้วยพลังธรรมและอุเบกขายังไม่สูงพอกับอาสวกิเลสระดับนี้”

ได้ยินดังนั้นแล้ว เหมือนพระมาโปรด รีบตอบท่านไปว่า “ศิษย์อยากฟังนิทานเจ้าค่ะ เมื่อเข้าใจเหตุเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว จะกลับไปตั้งใจปฏิบัติตามที่พระอาจารย์บอกเจ้าค่ะ” หลังนิทานชาติภพทั้ง 2 เรื่องจบลง ข้าพเจ้าก็เหมือนปลดปมในใจลงได้ มีความตั้งมั่นกลับมา พร้อมที่จะกลับสู่บัลลังก์ออกศึกอีกครั้งหนึ่ง ซาบซึ้งใจกับกระแสความรักความเมตตาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ยิ่งนัก ที่ไม่เคยทอดทิ้ง และเฝ้าตามดูเราอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วง

ในบัลลังก์ตอนเย็นนี้ เพียงแค่ข้าพเจ้าประกบมือ ความร้อนเหมือนกองเพลิงที่ลุกโชนอยู่ภายในร่างกาย ก็แทบแผดเผาทุกอย่างให้ไหม้เป็นจุล นิ้วหัวแม่มือที่ล็อกฝ่ามืออยู่ เหมือนเป็นถ่านแดง ๆ ที่จี้อยู่บนมือ จนน่าหวั่นใจว่าร่างกายเราจะไหม้เป็นอะไรหรือเปล่านี่ แต่ท่านอาจารย์เคยเล่าว่าท่านอดทนเผาตัวเองในกองเพลิงเตโชธาตุอันร้อนแรงเพื่อเปิดทางให้ศิษย์ ท่านยังผ่านมาได้ เราจะกลัวอะไร ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงกับการนั่งเผาตัวเองในกองเพลิงกองใหญ่ เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิต “เตรียมตัวนะ วางอุเบกขาให้สมบูรณ์” และแล้วเรื่องราวปริศนาซ่อนเร้นก็เริ่มเผยออกมา ฉากแรก รับรู้ในจิตว่า เป็นการระลึกชาติในภพของงู….แม่งูบอกกับลูกงูหลายตัวว่า จะออกไปหาอาหารในป่ามาให้ลูก ๆ อย่าเที่ยวซนคลานเล่นไปไหน เดี๋ยวจะเป็นอันตราย ให้รอแม่กลับมาอยู่ที่นี่ ผ่านไปจนเนิ่นนาน ย่ำค่ำแล้วแม่ยังไม่กลับ ลูกงูน้อย อายุได้ไม่กี่เดือนดี เกล็ดยังไม่ทันจะขึ้นตามลำตัว ในจิตบอกว่านี่คือข้าพเจ้าในภพชาตินั้นเริ่มร้องไห้ หิวและคิดถึงแม่ พี่ ๆ งูจึงชักชวนกันให้ออกเลื้อยคลานเพื่อตามหาแม่กัน ในขณะที่เลื้อยสวบสาบไปในป่า สายตามองหาแม่ ท่ามกลางพงหญ้ารกชัฏ เห็นแม่งูโดนสับเป็นชิ้น ๆ เลือดอาบทั่วตัวแดงฉาน หนังถูกถลกออกด้วยฝีมือของมนุษย์ใจบาป แม่งูยังไม่ตาย นอนหายใจรวยริน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นว่าจะรอคอยลูกน้อยให้จงได้ ทันทีที่เห็นภาพนั้น ลูกงูน้อยช็อก หัวใจเหมือนถูกตัดขั้ว ตัวสั่นงันงก ตะโกนขึ้นสุดเสียงดังลั่นว่า “แม่….แม่จ๋า แม่เป็นอะไร ใครทำแม่ ไม่เอา ไม่เอา ฮือ ฮือ… หนูจะอยู่กับแม่ หนูไม่ให้แม่เป็นอะไร ฮือ ฮือ….” ในขณะนั้นมือที่ประกบกันของข้าพเจ้าก็สั่นระริก เหมือนจะรับรู้สัมผัสอันเจ็บปวดของแม่งูที่กายสั่นระริก ด้วยบาดแผลเหวอะหวะมากมาย จนข้าพเจ้าต้องกดมือแนบกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้คลายจากจุดสัมผัส

แม่งูนั้นไม่ยอมตาย ด้วยใจที่เป็นห่วงลูกน้อย อยากพบเจอลูกงูน้อยก่อน เพื่อที่จะสั่งเสีย อำลา จิตตั้งปรารถนารุนแรง หากเกิดชาติหน้าฉันใด ขอตามมาเกิดเพื่อดูแลลูกงูน้อยที่น่าสงสาร ไม่ทันจะรู้ประสา ที่ต้องมาถูกพรากจากอกแม่โดยไม่ทันตั้งตัวนี้ด้วยเถิด กายของลูกงูน้อย พยายามพันตัวแม่ที่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ กลิ้งเกลือกร้องไห้ไปกับร่างกายที่แดงฉานของแม่ จนแม่สิ้นใจ ตัดฉากไปเป็นภพชาติของพญานาค เป็นฉากแม่พญานาคกับลูกนาคสาวในวัยแรกรุ่น กำลังมีปากเสียงกันด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อต่อว่า ประมาณว่า “แม่น่ะ ไม่เคยสนใจไยดีหนูเลย ไม่เคยสนใจว่าหนูจะอยู่ยังไง จะรู้สึกยังไง แม่มัวแต่เอาเวลาของแม่หมกมุ่นอยู่กับบริวารลูกศิษย์ของแม่ ไม่เคยมีเวลาให้หนูเลย”

ตัดไปเป็นฉากที่เหมือนแม่พญานาคผู้มีใจศรัทธาในพุทธศาสนาได้ไปกราบตั้งจิตอธิษฐานเบื้องหน้าพระพุทธองค์ ขอให้ได้มีอัตภาพของมนุษย์ในกาลข้างหน้า ให้ได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบทางหลุดพ้นด้วยเถิด แล้วแม่พญานาคก็กลับมาสอนสั่งทั้งบริวารและลูกให้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ปลูกฝังความรักและเคารพเทิดทูนในองค์พุทธบิดา และสอนให้ตั้งจิตอธิษฐานตามที่แม่พญานาคได้ทำไว้ ลูกพญานาควัยรุ่น ซึ่งจิตรู้บอกว่าเป็นข้าพเจ้าเอง ได้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาตามที่แม่สอนอยู่แล้ว อีกทั้งมีความรักเคารพในองค์พุทธบิดายิ่งนัก ได้ตั้งจิตตามที่แม่บอก แต่อนิจจา…ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจแม่เรื่อยมา จึงต่อท้ายคำอธิษฐานเองว่า “แต่หากลูกได้อัตภาพความเป็นมนุษย์เมื่อใด ก็ขออย่าได้กลับมาเกิดเป็นลูกมนุษย์ของแม่คนนี้อีกเลย”

แม่พญานาค หัวใจสลายเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ลูกนั้นไม่ได้สำนึกในความรักท่วมท้น ที่ไม่ทันได้แสดงออกของแม่ด้วยเวลาที่ต้องทุ่มเทหมดไปกับการสั่งสอนธรรมกับบริวารลูกศิษย์นาคเลย น้ำตาของข้าพเจ้าค่อย ๆ ไหลริน พร้อม ๆ กับความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ที่ได้พบความจริงที่ซ่อนเร้น เหตุแห่งการร้องไห้หลังภาวนาของข้าพเจ้ามาอย่างยาวนาน ค่ำคืนวันนั้น ด้วยกองสังขารที่ถูกชำระไปมากมาย จึงทำให้ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นอีก เหลือเพียงแต่ความคิดถึง ถวิลหาแม่ด้วยใจที่ผูกพันแนบแน่นเท่านั้น

วันที่หกที่ 21 กรกฎาคม ท่านอาจารย์ที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ ในตอนเช้า ด้วยท่านต้องแบ่งเวลาไปส่งลูกคนกลางในตอนกลางคืน เพื่อไปเรียนรู้โลกกว้างในต่างประเทศ จึงได้ฝากบอกเหล่าศิษย์ไว้ก่อนไปในบ่ายสี่โมงเย็นเมื่อวานว่า จะรีบไปและรีบมา เพื่อทำหน้าที่ทั้งของแม่ต่อลูก และแม่ของศิษย์ที่ท่านรักเช่นบุตรในอุทรเช่นกัน แทนที่จะทำการยกเลิกคอร์ส ท่านยอมเสียสละเหนื่อยไป ๆ มา ๆ เอง เพื่อจะทำหน้าที่ทั้งสองให้สมดุล ท่านบอกเหล่าศิษย์ก่อนไปว่า อาจารย์ก็มีแต่ทำหน้าที่ของมารดาอยู่เสมอ อยากให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งลูกและลูกศิษย์ จะยังมีแม่คนนี้เป็นพลังรัก เป็นกำลังใจให้เสมอ ข้าพเจ้ายังถึงกับน้ำตาริน

เช้านี้ ท่านมีเรียกสอบอารมณ์คนที่ยังตกค้างจากเมื่อวานอีกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีชื่อสอบเพิ่มเติมของข้าพเจ้าเลย ท่านบอกเพียงว่า ใครมีอะไรอยากสอบถามเพิ่มเติม ก็ให้มาลงชื่อได้ คนที่ไม่มีชื่อก็ให้ไปปฏิบัติที่เรือนได้ ข้าพเจ้าตัดสินใจไปลงชื่อเพิ่มเติมอยู่คนเดียว ในขณะที่เหลือคนอยู่ไม่ถึง 20 คนในหอปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตถึงกระแสคุณพระศรีรัตนตรัย ตั้งจิตอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าขอให้ท่านโปรดเรียกชื่อข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่จะอยู่ตามลำพังกับท่านด้วยเถิด คำอธิษฐานของข้าพเจ้าเป็นความจริง ในหอนั้นเหลือเพียงแค่ธรรมบริกรอุปัฏฐากท่านอาจารย์ และข้าพเจ้ากับท่านตามลำพังเท่านั้น เมื่อท่านอาจารย์ขานชื่อของข้าพเจ้าแล้ว จึงได้คลานไปใกล้ๆ ท่านถามว่า “มีอะไรจะถาม ก็ว่ามา” ข้าพเจ้าจึงได้กราบเรียนถามท่านให้ยืนยันเรื่องราวระลึกชาติทั้ง 2 ภพของข้าพเจ้าว่าเป็นจริงหรือลวงอย่างไร ท่านเมตตายืนยันว่า “เรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้ เป็นความจริงทั้งหมด เห็นมั้ย ไม่มีอะไรเที่ยงเลย ชาติเดิมแม่งูและลูกงูน้อยรักผูกพันกันอย่างแนบแน่น จิตที่ขาดในขณะที่ยังไม่พร้อมนั้น ด้วยความผูกพัน แม่งูไปเกิดที่ใด ก็จะดึงดูดให้ลูกงูไปเกิดตามด้วย ได้เลื่อนอัตภาพขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ไปเป็นพญานาค จากที่รักกันมาก ก็กลับมาถูกชังกันมาก ด้วยความไม่เข้าใจกัน จึงทำให้ไปตั้งจิตเอาเองว่า หากได้อัตภาพความเป็นมนุษย์เมื่อใด จะไม่ขอกลับมาเกิดเป็นแม่ลูกกันอีกเลย ก็เลยไม่ได้กลับมาเกิดในครอบครัวเดียวกัน แต่ยังได้มาเป็นอาจารย์กับศิษย์กัน ทีนี้เห็นภัยแห่งการปรุงแต่งรึยัง ไม่มีอะไรแน่นอนเลย เดี๋ยวรักกัน เดี๋ยวชังกัน เดี๋ยวก็อาจกลับมารักกันใหม่ นี่แหละภัยแห่งวัฏสงสารที่น่าสลดใจ ไม่มีสิ่งใดยึดมั่นถือมั่นได้เลย เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ขอให้ถอนความยินดีในภพนี้เสีย และตั้งใจทำความเพียรให้ถึงพร้อมนะ จะได้ไม่ต้องหวนคืนกลับมาสู่โลกมายานี้อีกเลย”

ข้าพเจ้าน้อมรับฟังด้วยเห็นตามที่ท่านสอน แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องการความแน่ชัด จึงถามท่านต่อไปอีกว่า “ศิษย์ขอเรียนถามให้ชัดเจนอีกครั้งได้ไหมคะ แม่งูและแม่พญานาคนั้น คือท่านอาจารย์ในอดีตชาติของศิษย์ใช่ไหมคะ” ท่านอุทานว่า “อ้าว…ก็ใช่น่ะสิ ไม่งั้นเธอจะมานั่งร้องนอนร้องไห้คร่ำครวญถึงแม่ในอดีตชาติ โดยเห็นแต่หน้าอาจารย์อยู่เสมอล่ะเหรอ ไม่น่าถามเลย ตอนนี้ได้รู้ความจริงโดยกระจ่างแจ้งแล้วนะ ขอให้ได้บทเรียนจากการระลึกชาตินี้ และสอนใจตนเองว่า เราจักเป็นผู้เพียรข้ามฝั่ง ไม่กลับมาตกอยู่ภายใต้สังสารวัฏอีกเลย แม้จะมีปัญญาในระดับที่สูงขึ้นแล้ว ยังไงเสีย การจะเลื่อนธรรมขึ้นก็ต้องเผาอาสวกิเลสเครื่องดองสันดานให้ได้มากกว่านี้นะ แล้วท่านอาจารย์ก็ตบศีรษะข้าพเจ้าที่กำลังนั่งร้องไห้เบา ๆ น้ำตารินเป็นสาย ด้วยความเมตตายิ่งว่า “เจอกันซะทีนะ กลับบ้านด้วยกัน ให้มีความเพียร ให้หนักแน่น ให้ถึงนิพพานในชาตินี้ไปด้วยกันนะ” แล้วก็ไล่ให้ข้าพเจ้าไปพักรับประทานอาหารซึ่งเลยเวลามามากแล้ว ก่อนที่จะมีการทำพิธีแบ่งบุญในบ่ายวันเดียวกัน

เพียงแค่ 7 วันที่มาในครั้งที่ 5 นี้ ช่างเป็นคอร์สที่เข้มข้นเหลือประมาณ และเปิดเผยความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ ซึ่งหากข้าพเจ้าไม่ได้เผามาจนถึงระดับอาสวกิเลสนี้ จะไม่มีทางรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ได้เลย ซึ่งเมื่อมาตกผลึกเรียบเรียงแล้ว ก็ทำให้ได้เข้าใจชีวิตตนเองได้อย่างลึกซึ้ง เหตุใดตั้งแต่เด็ก ๆ ข้าพเจ้าจึงมีความรักเทิดทูนในองค์พุทธบิดายิ่งนัก ทั้งที่พ่อแม่ในชาติภพปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้ใฝ่ธรรม ที่จะสามารถสอนเรื่องนี้แก่ข้าพเจ้าเลย นั่นเป็นเพราะแม่ในอดีตชาติพญานาค โดยแท้ที่ปลูกฝังข้าพเจ้ามา และยังมาสานต่อให้ธรรมของข้าพเจ้าเจริญขึ้นเพื่อการข้ามฝั่งมหานทีสีทันดรในชาติปัจจุบันอีก ผลทุกอย่างย่อมเกิดแต่เหตุเสมอ ไม่มีเหตุปัจจัยมา ย่อมไม่มีผลเช่นนั้น

ด้วยความที่ระลึกในความรู้สึกของลูกที่ถูกทอดทิ้งในอดีต ด้วยพ่อแม่วุ่นอยู่กับการทำงาน ในชาตินี้ข้าพเจ้าจึงมีความเข้าใจในความรู้สึกของเด็กๆ ที่ปราศจากคนให้เวลา ปราศจากคนที่จะรับฟังและเข้าใจยิ่งนัก จนถึงกับต้องวางมือจากวิชาที่ร่ำเรียนมาและธุรกิจที่ตั้งมา เพื่อมาทำในสิ่งที่หัวใจตนเองเรียกร้อง คือการเป็นที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และลูกๆ ให้ได้เกิดความสัมพันธ์อันดี ที่จะเป็นฐานพลังความรักความเข้าใจเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของเด็ก ๆ อย่างถูกทางต่อไป และเหตุใดข้าพเจ้าจึงยึดถือคุณค่าประจำใจใน “การวางสมดุลให้กับชีวิตรอบด้าน” ยิ่งนัก และไม่ว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็มักให้ความสำคัญกับครอบครัวและลูกเป็นงานสำคัญลำดับที่ 1 อยู่เสมอ รวมถึงการไม่ทอดทิ้งต่อคำอธิษฐานเดิมของข้าพเจ้า ที่จะนำพาลูกบรรลุธรรมร่วมกัน ข้าพเจ้าได้เข้าใจโดยกระจ่างแล้ว

ท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอกราบด้วยความน้อมสำนึกในมหากรุณาธิคุณของท่านอาจารย์ ที่ข้าพเจ้าได้ยกทูนไว้เหนือเศียรเกล้าเปรียบดั่งเช่นมารดาทางธรรมของข้าพเจ้า ที่เมตตาจูงมือข้าพเจ้าทีละน้อย ทีละน้อย จนสามารถเติบใหญ่ในธรรม ได้เห็นความหวังที่จะเป็นจริงได้ในภพชาตินี้ ท่านเปรียบเสมือนผู้ที่เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งบรมครู ที่สามารถให้ชีวิตใหม่ในธรรมแก่ข้าพเจ้าได้ และยังเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าชีวิตนี้จะหาสิ่งใดมาทดแทนได้ อีกทั้งความเมตตากรุณาอันยิ่งของพลังแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คุณพระศรีรัตนตรัย ที่เป็นที่ประจักษ์แก่ใจของข้าพเจ้านั้น นับว่าเป็นบุญเป็นวาสนายิ่งของข้าพเจ้า ที่จะไม่มีวันลืมเลือน และจะขอหนักแน่นในมหาพระคุณนี้ ตอบแทนพระคุณท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากเรื่องราวของข้าพเจ้านี้ จะสามารถเป็นธรรมทาน ที่เปิดความสว่าง ความหวัง พลังใจใด ให้กับเพื่อนผู้ร่วมเดินทางข้ามห้วงมหรรณพกับข้าพเจ้าได้ ให้มีกำลังใจที่มากขึ้น มีปัญญาที่เปิดออกขึ้น ได้มีส่วนในธรรมใดที่ข้าพเจ้าได้แจ้งแก่ใจแล้ว จนสามารถเห็นธรรมในธรรมได้บ้างไม่มากก็น้อย ข้าพเจ้าก็ขอน้อมบุญนี้ถวายเป็นพุทธบูชา และอาจริยบูชา แด่องค์พระบรมศาสดา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลด้วยเทอญ ขอขอบพระคุณทุกท่านในความอดทนที่ติดตามเรื่องราวที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะถ่ายทอดไว้โดยละเอียด เพื่อประโยชน์อันยิ่งกับผู้อ่านทุกท่าน หากมีสิ่งใดผิดพลาดพลั้งไป ข้าพเจ้าขอน้อมรับความผิดพลาดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว

ด้วยความรักและเคารพยิ่ง
ธนันรดา

2 thoughts on “กว่าจะถึงวันนี้…..วันที่บารมีรอการเติมเต็ม ตอนที่ 2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.