ประสบการณ์ภาวนาของ นายแพทย์อาทิตย์

ข้าพเจ้านายอาทิตย์ จะขอแบ่งปันประสบการณ์ภาวนาเพื่อหวังจะเป็นประโยชน์และกำลังใจแก่ผู้ปรารถนาทางออกจากสังสารวัฏ หากประสบการณ์ของข้าพเจ้ามีประโยชน์ขอให้บุญกุศลในครั้งนี้ช่วยบำรุงรักษาฟื้นฟูธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และขอให้สายธรรมเตโชวิปัสสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นที่พึ่งแก่บุคคลทั้งหลายด้วยเทอญ

ประวัติส่วนตัวของข้าพเจ้า ปัจจุบันประกอบอาชีพแพทย์ศัลยกรรมระบบประสาท ประวัติเบื้องต้นคือเมื่อข้าพเจ้ายังเด็กครอบครัวค่อนข้างลำบาก บิดาป่วยเป็นเนื้องอกในสมองตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุได้ประมาณ 12 ปี หลังจากการผ่าตัดสำเร็จเรียบร้อยบิดาก็กลายเป็นคนตาบอด เดินไม่ได้ กลืนไม่ได้ ต้องรับการกายภาพบำบัดและให้อาหารทางสายยางผ่านจมูกอยู่นาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าและมารดาที่ต้องช่วยกัน อีกทั้งบิดากลายเป็นคนที่มีโทสะรุนแรงทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นความทุกข์ตั้งแต่เด็ก

แต่ด้วยอาศัยที่บิดาเคยสอนการภาวนาพุทโธทำให้ข้าพเจ้ามีทางออกจากทุกข์ขณะนั้นโดยการนั่งสมาธิเพื่ออาศัยความสงบในการพักจิตใจ และมีประโยชน์ในการศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากข้าพเจ้ามีความปรารถนาเป็นแพทย์ผ่าตัดสมอง แม้ว่าด้วยสภาพทางบ้านไม่เอื้ออำนวย ข้าพเจ้าต้องเรียนสายอาชีวะช่างกล ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียนข้าพเจ้าและน้องสาวก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับการเรียน แต่ด้วยความตั้งใจจริงและบุญกุศลในอดีตทำให้ข้าพเจ้าสอบติดแพทย์และได้เข้าเรียนจนจบแพทย์ในที่สุด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่ข้าพเจ้าชอบนั่งสมาธิ เพื่อสงบจิตใจจากความทุกข์และมีสมาธิในการอ่านหนังสือเรียน นั่นเป็นประสบการณ์ช่วงแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าผ่านความทุกข์ด้วยใจที่มุ่งหวังถึงอนาคตด้วยแนวสมถภาวนา

ช่วงที่สองของชีวิต หลังจากจบแพทย์ทั่วไปและได้ไปทำงานใช้ทุนที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ข้าพเจ้าได้พบกับพยาบาลฉุกเฉินจบใหม่คนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้คบและหมั้นกันก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อเป็นแพทย์ผ่าตัดระบบประสาทตามที่ตั้งใจไว้ ขณะที่เธอก็ได้ไปเรียนแพทย์ที่จังหวัดสงขลาจากการสนับสนุนของข้าพเจ้า ห้าปีต่อมาเมื่อเรียนจบทั้งคู่เราก็แต่งงานกัน ภาพนั้นสวยงามเหมือนในนิยายชีวิตเหมือนแฮปปีเอ็นดิ้ง ทว่าในความเป็นจริงแล้วชีวิตที่แท้จริงกำลังเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก

หลังจากแต่งงาน มีบุตร ย้ายที่ทำงานจากโรงพยาบาลแม่สอด มาโรงพยาบาลในเชียงใหม่ สภาพสังคมและการเงินที่ดีขึ้น กิเลสในใจเริ่มปะทุ จนชีวิตสมรสของเราต้องจบลงด้วยแนวคิดการตัดสินใจหลาย ๆ อย่างที่ไม่ตรงกัน สิบปีกับชีวิตสมรส ที่ข้าพเจ้าต้องหันหลังให้ศาสนาพุทธเพื่อเข้าศาสนาอิสลามตามคนที่รัก เมื่อวาสนาได้หมดลงและทำให้รู้ว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์เหลือเกิน (การพลัดพรากจากบุตรอันเป็นที่รักนั้นทุกข์แสนสาหัส แม้ว่าจะจากเป็น มิได้จากตาย) ประมาณต้นปี 2557 ข้าพเจ้าได้กลับมานับถือศาสนาพุทธ บวชทดแทนพระคุณบิดามารดาและกลับมาเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้ในการมุ่งมั่นหาทางออกจากทุกข์และวัฏสงสาร

ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้พยายามหาทางออกจากทุกข์ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยการศึกษาสื่อธรรมะทั้งหนังสือ ซีดี และยูทูบ จนในที่สุดข้าพเจ้าขอปวารณาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ด้วยในธรรมคำสอนที่เข้าใจง่าย กระจ่าง ครอบคลุมในธรรมะตามแนวพุทธศาสนา โดยเมื่อว่างจากพักเที่ยงหรือตอนค่ำเมื่อโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนาพุทโธตามแบบที่เคยทำสมัยเด็ก และในช่วงค่ำวันเสาร์ข้าพเจ้าจะเดินทางไปวัดป่าซางงามที่จังหวัดลำพูน เพื่อภาวนาแบบมโนมยิทธิ ในระหว่างวันข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสอนหลวงพ่อให้เจริญอนุสติ โดยข้าพเจ้าชอบที่จะเจริญมรณานุสสติ กายคตาสติ และพุทธานุสสติกรรมฐาน ข้าพเจ้าถือว่าโชคดีที่ได้ทำงานในสายอาชีพแพทย์ที่เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอทุกวัน ทำให้การปล่อยวางอารมณ์ที่กระทบใด ๆ ทำได้เร็วขึ้น ลบอารมณ์ติดค้างใจได้เร็วมากขึ้น

สองปีที่ผ่านไป ข้าพเจ้าทุกข์น้อยลงมีสติและเห็นไตรลักษณ์มากขึ้น แต่ความทุกข์ลึก ๆ ในใจยังเด่นชัดและรู้สึกทรมานเมื่อคิดถึง ในการภาวนาช่วงนี้ข้าพเจ้ามีปัญหาคือตกร่องสมถะอยู่เป็นนิจไม่สามารถเข้าวิปัสสนาญานได้ เนื่องจากหลวงพ่อสิ้นธาตุขันธ์แล้วและไม่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยช่วยแก้ไข ข้าพเจ้ารู้สึกตัวดีว่าการภาวนาของข้าพเจ้าไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่สามารถพ้นวัฏสงสารในชาตินี้ได้แน่ และแล้วเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ เมื่อข้าพเจ้าตัดสินใจเข้าคอร์สธรรมะครั้งแรกในชีวิต และต้องเป็นเตโชวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่มีสถานปฏิบัติธรรมมากมาย เหตุส่วนหนึ่งมาจากการได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในหลายเล่มติดต่อกัน ตั้งแต่เตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน รู้แล้วลุย ธรรมะเอกอุกึ่งพุทธกาล ด้วยสงสัยว่าวิปัสสนานั้นทำอย่างไรและพ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้ดลใจ (ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น)

ประสบการณ์ภาวนาแบบเตโชวิปัสสนาของข้าพเจ้าในครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2559 และการได้ความก้าวหน้าในธรรมนั้น บันทึกอย่างละเอียดในหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 2 (พิมพ์ครั้งที่ 1 หน้า 48-53) และหนังสือรวมคำสอนธรรมของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เล่ม 2 (หน้า 61-77) แล้ว ซึ่งข้าพเจ้าขอสรุปสั้น ๆ ว่าการภาวนาเตโชวิปัสสนานั้นทำให้จิตเกิดปัญญาสามารถถอดถอนอาสวกิเลสได้จริง สังเกตจากความทุกข์ในใจที่รู้สึกเด่นชัดและทรมานมันหายไป จิตใจโปร่งโล่งเบาสบายมากขึ้น ซึ่งการใช้สมองคิดนึกแบบสุตมยปัญญา หรือ จินตามยปัญญาที่ผ่าน ๆ มาของข้าพเจ้า เทียบไม่ได้เลยกับการวางอุเบกขาในภาวนามยปัญญา

หลังกลับจากการรับกรรมฐานเตโชวิปัสสนา และการปฏิบัติที่เห็นผลได้จริงเป็นปัจจัตตัง ความศรัทธาเชื่อมั่นต่อสายธรรมและข้อปฏิบัติของท่านอาจารย์ที่ได้แนะนำให้ลูกศิษย์ในสายธรรมปฏิบัตินั้น เช่น ละนันทิ ภาวนาคือหน้าที่ ลดการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก รณรงค์ปกป้องและเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง และอื่น ๆ อีกมากมายล้วนเป็นสิ่งที่น่าประทับใจในแนวทางการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่แท้จริงของท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันให้เป็นไปตามข้อแนะนำของท่านอาจารย์ คือ
1. การลดนันทิต่าง ๆ ลง เช่น จากการดูหนังในโรงภาพยนตร์จากสัปดาห์ละ 2-3 เรื่อง เป็นดูน้อยมากเหลือเดือนละ 0-2 เรื่อง การดูทีวี ดีวีดีน้อยลงจนแทบหยุดได้ขาด การเล่นอินเทอร์เน็ตน้อยลง อ่านหนังสือธรรมะและภาวนามากขึ้น
2. ข้าพเจ้ายังปฏิบัติสมาธิภาวนาในช่วงพักเที่ยงเช่นเดิม ทำให้ข้าพเจ้าตกร่องสมถะน้อยลงมาก
3. ข้าพเจ้ายังเจริญมรณานุสสติ (เวลาพบผู้ป่วย) กายคตาสติ (เวลาผ่าตัด) พุทธานุสสติ และพิจารณาไตรลักษณ์ในเวลาชีวิตประจำวันอยู่เสมอตามคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำว่า ให้พยายามทรงสมาธิแม้จะเวลาทำงาน
4. การภาวนาเตโชวิปัสสนาอย่างน้อยครั้งละ 1 ชั่วโมง ให้ได้อย่างน้อย 5 ครั้งในแต่ละสัปดาห์
5. ใช้ชีวิตให้อยู่กับธรรมะมากที่สุด ฟังซีดีธรรมะในรถ อ่านหนังสือธรรมะ ถ้าเปิดมือถือก็จะตั้งหน้าเฟซบุ๊กที่จะเข้าเป็นหน้าธรรมะเป็นหน้าแรก (ข้าพเจ้าตั้งเฟซข้ามห้วงมหรรณพกับเตโชวิปัสสนาเป็นหน้าแรก และมักจะเปิดหน้าตามรอยพระอรหันต์ กับคำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เป็นนิจ)
6. ปิดเสียงไลน์ในกลุ่มไว้เปิดดูครั้งเดียวตอนเช้าและค่ำ (ใจจริงอยากปิดเสียงหรือลบโปรแกรมไลน์ไปเลย แต่ติดที่ทุกวันนี้การทำงานต้องใช้ไลน์ในการดูรูป ผลแล็บ ฟิล์มเอกซเรย์ หรือข้อมูลอื่น ๆ ของคนไข้)

หลังจากการได้รับกรรมฐานเตโชวิปัสสนาครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ข้าพเจ้าได้เข้าคอร์สภาวนาครั้งที่สองในเดือนพฤษภาคม 2560 และครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 เป็นครั้งที่สาม ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้จากในชีวิตประจำวันและทางสภาวธรรมของข้าพเจ้าคือ

– จากเดิมเมื่อข้าพเจ้ารู้อารมณ์อกุศลที่เกิดขึ้นในจิต จากนั้นจะใช้สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา ในการละอกุศลที่เกิดขึ้น รวมถึงการใช้สติควบคุมการแสดงออกของอารมณ์ค่อนข้างมาก ซึ่งการจะละอกุศลในจิตหลังประสบเหตุต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือข้ามวัน แต่หลังจากที่ได้ปฏิบัติเตโชวิปัสสนาเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 แล้ว รวมถึงการมีวินัยในการภาวนา ทำให้การใช้เวลาในการละอกุศลในจิตของข้าพเจ้าตลอดสองปีที่ผ่านมาเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จากชั่วโมงเป็นนาที เป็นวินาที จนบางครั้งเรื่องที่ควรจะโกรธกลับไม่มีอารมณ์โกรธ เช่น ขณะจอดรถติดไฟแดง รถคันหน้าอยู่ดี ๆ ก็เข้าเกียร์ถอยหลังมาชนรถของข้าพเจ้า โดยทำติดกันสองครั้ง เพื่อนของข้าพเจ้าลงจากรถไปตบท้ายรถเสียงดังพร้อมตะโกนให้คนขับรถลงมาตกลงกัน ขณะที่ข้าพเจ้าวิ่งเข้าไปเคาะกระจกรถ เพราะกังวลว่าคนขับจะมีอันตรายจากการเจ็บป่วยหรือไม่ ซึ่งภายหลังทราบว่าเกิดจากเมาสุรา นั้นเป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ว่าการภาวนาเตโชวิปัสสนาได้ถอดถอนอาสวกิเลส ซึ่งในกรณีนี้คือจิตปฏิฆะของข้าพเจ้าให้ลดน้อยลงมาก

– ล่าสุดในชีวิตประจำวัน เวลาได้รับผัสสะข้าพเจ้าที่เจริญพุทธานุสสติจะเห็นเป็นอายตนะรับผัสสะเข้ามา สภาวะในจิตเห็นเป็นไฟกิเลสที่หลบซ่อนอยู่จะวิ่งไปหาผัสสะ เพื่อก่อเกิดเป็นอารมณ์เวทนาต่าง ๆ แต่พลังเตโชธาตุเข้าไปจัดการกับไฟกิเลสจึงทำให้ไม่เกิดอารมณ์ต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง จิตรู้สึกถึงความก้าวหน้าในความไวของสติ รู้สึกสนุกและเปรมปรีดิ์กับความก้าวหน้า

– เมื่อกาลถึงพร้อม อีกทั้งด้วยความเคารพในธรรมคำสอนของท่านอาจารย์ เช่น เรื่องหนึ่งคือการที่สามีภรรยาอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามประเพณีถือว่าศีลข้อ 3 พร่อง ในจิตข้าพเจ้าก็บอกว่าต้องทำให้ถูกต้อง เนื่องจากในกรณีของข้าพเจ้าได้มีการสู่ขอโดยผู้ใหญ่ และจดทะเบียนสมรสเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้จัดงานพิธีตามประเพณี เนื่องจากมารดาของข้าพเจ้าหกล้มกระดูกต้นขาร้าวต้องนอนพักอยู่สามเดือน ซึ่งหลังจากมารดาหายป่วยข้าพเจ้าก็มิได้เร่งจัดงานพิธีจนกาลเวลาได้ล่วงเลยมา จึงได้จัดงานพิธีสมรสให้ถูกต้องตามประเพณีโดยจัดงานเล็ก ๆ ขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉพาะญาติสนิทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าศีลของข้าพเจ้าไม่ด่างพร้อยและเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

– ก่อนการอบรมภาวนาครั้งล่าสุด จิตข้าพเจ้าดีใจที่จะได้ไปส่งการบ้านต่อท่านอาจารย์ เพราะรู้สึกว่าตนเองมีความก้าวหน้า จิตสว่างเบาสบายและโปร่งโล่งยินดีในธรรม จนคิดว่านี่กระมังน่าจะเป็นจิตประภัสสรที่เคยได้ยินมา

ช่วงเวลาการเข้าคอร์สอบรมภาวนาเตโชวิปัสสนาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นการเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งที่สามของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสมาทานศีลแปดและรับประทานมื้อเที่ยง มื้อเดียวเหมือนทุกครั้ง และแล้วคอร์สการอบรมภาวนาก็เริ่มต้นขึ้น

วันที่หนึ่งและสองของคอร์สภาวนา
การภาวนาเตโชวิปัสสนาในคอร์สของข้าพเจ้า สองวันแรก ไม่ต่างจากเวลาที่ข้าพเจ้านั่งภาวนาที่บ้านเท่าใดนัก ข้าพเจ้ารู้ชัดตรึงที่จุดสัมผัสได้ดี

วันที่สามของคอร์สภาวนา
เป็นการสอบอารมณ์ครั้งแรกในคอร์ส ข้าพเจ้ารายงานสภาวธรรมที่ผ่านมาตลอดหลายเดือนรวมถึงสองวันแรกของคอร์สนี้ ด้วยลึก ๆ ในจิตก็มุ่งหวังความก้าวหน้าในการภาวนา ท่านอาจารย์เมตตาถามว่า จิตของข้าพเจ้าตอนที่ได้เผากิเลสก่อนที่จะไปรวมกับผัสสะซึ่งทำให้เกิดอารมณ์หรือเวทนานั้น จิตรู้สึกอย่างไร? ข้าพเจ้ากราบเรียนว่า จิตรู้สึกสนุกและยิ้มกับความไวของสติที่จัดการกับไฟกิเลสก่อนจะไปรวมกับผัสสะต่าง ๆ

ท่านอาจารย์ได้เมตตาตอบว่า “ดีแล้วที่ภาวนาจนจิตมีสติไวมากขึ้น แต่จิตที่รู้สึกสนุกและยิ้มแบบนี้เป็นทิฏฐิมานะเป็นกิเลสละเอียด อย่าให้กิเลสหลอก ให้ตั้งจิตเตโชเผาอาสวะต่อไป” ข้าพเจ้าได้ฟังครั้งแรกรู้สึกตกใจอย่างมากว่า เอ๊ะ เราปฏิบัติผิดมาหรือนี่ แต่ท่านอาจารย์ก็บอกว่าดีแล้วแต่อย่าให้โดนหลอก หลังจากกลับมาที่เรือนนอนข้าพเจ้าก็ภาวนาต่อ แต่สภาวธรรมยังคงเหมือนเดิม และข้าพเจ้ายังคงไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าที่ท่านอาจารย์แนะนำนั้นหมายความว่าอย่างไร และข้าพเจ้าควรทำอย่างไรต่อไป

วันที่สี่ของคอร์สภาวนา
การภาวนาและสภาวธรรมยังคงเหมือนเดิม เมื่อถึงเวลาสอบอารมณ์ในช่วงบ่ายข้าพเจ้าก็รายงานไปเช่นเดิมว่า จิตนิ่งรู้ชัดสว่างไม่เห็นอาสวะใด ท่านอาจารย์นิ่งสักพักก่อนจะตอบว่า “จิตสนุกและยิ้มนี้ ไม่ใช่จิตประภัสสร จิตประภัสสรจะต้องเป็นจิตที่เบิกบานและสงบด้วยอุเบกขา ขอให้ตั้งจิตภาวนาเผากิเลสตัวนี้ โดยให้ภาวนาติดต่อกันอย่างน้อยสองชั่วโมงขึ้นไปนะ” ข้าพเจ้าน้อมรับคำแนะนำพร้อมคิดว่า “เราไม่เคยนั่งภาวนาติดต่อกันสองชั่วโมงแบบเตโชวิปัสสนาเลย นั่งมากสุดก็ชั่วโมงครึ่ง เคยครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วแต่ก็เป็นแบบตกร่องสมถะคือลืมตัวตน ครั้งนี้ท่านอาจารย์ให้เรานั่งอย่างต่ำสองชั่วโมง จะไหวไหมเนี่ย” แต่เมื่อท่านอาจารย์ได้แนะนำแล้วข้าพเจ้าก็ตั้งใจปฏิบัติตาม

ในช่วงเย็น ช่วงสุดท้ายหลังการเดินจงกรม ข้าพเจ้าได้พิจารณาการภาวนาและความสงสัยในการปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มา จิตผู้รู้ของข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อฤาษีลิงดำพูดว่า “อย่าให้กิเลสหลอกนะลูก ที่ผ่านมาเป็นการเผากิเลสที่ประกอบด้วยเจตนาได้ประโยชน์แค่โลกียกุศล การจะละอาสวกิเลสซึ่งเป็นกิเลสที่ไม่ประกอบด้วยเจตนาต้องใช้อริยมรรคหรือวิปัสสนาถึงจะข้ามวัฏสงสารได้ ให้มองดูที่พื้นดี ๆ นะลูก” โอ้ธรรมะที่ลึกซึ้งอันนี้มาจากไหนกันนะ เหมือนว่าเคยอ่านหรือเคยได้ยินมาก่อนแต่ก็ตอบปัญหาที่ข้าพเจ้าสงสัยได้อย่างดีทีเดียว โอ้เราหนอถูกกิเลสปั่นหัวเสียแล้ว หลอกให้ไปจัดการกับกิเลสภายนอกทำให้หยุดการเผาอาสวกิเลสที่เป็นเครื่องผูกจิตไว้ในภพภูมิ เอาทิฏฐิมานะความพอใจมาหลอกว่าเราปฏิบัติดีมาถูกทาง เอาสิ เราจะสู้กันสักตั้ง

วันที่ห้าของคอร์สภาวนา
ในช่วงเช้ามืดข้าพเจ้าภาวนาต่ออย่างเข้มข้นแล้ว ภาพสังขารเก่า ๆ ก็จะค่อย ๆ โผล่ออกมา ได้แก่
1. ภาพที่ข้าพเจ้าได้รับการขอบคุณจากญาติผู้ป่วยที่รอดเพราะการผ่าตัดของข้าพเจ้าหลายต่อหลายราย
2. ภาพที่ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเมื่ออาจารย์แพทย์อยากให้ข้าพเจ้าบรรจุเป็นอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์ แต่เนื่องด้วยความจำเป็นทางด้านการเงินทำให้ข้าพเจ้าต้องปฏิเสธไป
3. ภาพที่ข้าพเจ้ายินดีเมื่อไปเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมโรงแรม ภาพที่ข้าพเจ้ายินดีเมื่อได้เรียนจบแพทย์ผ่าตัด เรียนจบแพทย์ทั่วไป สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ จบช่างกลด้วยคะแนนสูงสุดและอื่น ๆ ในชาติปัจจุบัน จนย้อนไปถึงเห็นภาพที่ไม่เคยเห็น เช่น ภาพแม่กวางดูแลลูกกวางน้อย ภาพไก่ขันตอนเช้าด้วยความยินดี ภาพอาจารย์พราหมณ์ที่สอนลูกศิษย์นับร้อยในสถานศึกษา ภาพอาจารย์ชาวจีนสอนลูกคหบดี และในเช้ามืดนี้เองที่ข้าพเจ้าเกิดปีติระหว่างภาวนา น้ำมูกน้ำตาไหลสะอื้นเสียงดังจนผู้ร่วมภาวนาข้าง ๆ ต้องหยิบกระดาษเช็ดหน้าส่งให้ ซึ่งอาการปีตินี้ไม่ได้เกิดจากความเศร้าสลดสังเวชในทุกข์แต่ปีติในการระลึกถึงพระคุณที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งที่มีธาตุขันธ์และละสังขารไปแล้ว ได้เมตตาแนะนำสั่งสอนทางที่ถูกควรเพื่อประโยชน์ในการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ และปีติจากการที่ได้เห็นแนวทางการภาวนาที่ถูกควร ซึ่งประตูบานนั้นถูกปิดมาเป็นเวลานาน

สภาพจิตหลังประตูสู่อาสวกิเลสอีกชั้นได้ถูกเปิดออกและได้เผาอาสวกิเลสออกไปบ้างแล้วนั้น จิตได้เบาสบายโปร่งโล่งขึ้น ความมานะถือตัวตนถูกชำระให้เบาบาง ความยินดีในตอนแรกก่อนเข้าคอร์สภาวนาถูกทดแทนด้วยการปลงสังเวชในความโง่ของตนเองที่ถูกกิเลสหลอกและการวางอุเบกขาที่มากขึ้น โอ้พระคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์นี้หนอยิ่งใหญ่เกินจะเปรียบเปรย ทดแทนเท่าใดคงไม่จบสิ้น จากนั้นทั้งวันข้าพเจ้าก็ภาวนานั่งเผาอาสวะในชั้นนี้ต่อไป

วันที่หกของคอร์สภาวนา
ข้าพเจ้าได้เล่าถึงสภาวธรรมของข้าพเจ้าที่ได้ประสบมา และท่านอาจารย์ได้กล่าวยืนยันถึงความก้าวหน้าในธรรมของข้าพเจ้า พร้อมทั้งกล่าวเตือนข้าพเจ้าถึงอาสวกิเลสชั้นต่อ ๆ ไป ข้าพเจ้าก้มกราบท่านอาจารย์อยู่นานด้วยระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์อันหาที่สุดเปรียบมิได้ เพราะหากไม่มีท่านอาจารย์ได้สั่งสอนแนะนำข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในการสู้กับกิเลส การแก้อารมณ์กรรมฐาน นับตั้งแต่สองปีก่อน ข้าพเจ้าคงไม่พบกับความก้าวหน้าในธรรมและเห็นหนทางในการพ้นจากวัฏฏะที่ชัดเจนเช่นนี้

วันที่เจ็ดของคอร์สภาวนา
วันสุดท้ายของคอร์สมาถึง พร้อมคำเทศน์ของท่านอาจารย์ถึงความสำคัญของความกตัญญูและการมีวินัยในภาวนา กับดักกิเลสต่าง ๆ เช่น ทิฏฐิมานะ อุทธัจจะ ซึ่งตีเข้าไปในหัวใจของศิษย์ทุกผู้ในที่นั้น ข้าพเจ้าได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะไม่ปฏิบัติตนให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สายธรรม และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยปกป้อง บำรุงรักษาธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับสายธรรม และขอให้สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานเจริญรุ่งเรืองแผ่กว้างไพศาลเพื่อประโยชน์แก่ผู้คนในพิภพนี้ด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.