ประสบการณ์ธรรมคุณปณิตา

ข้าพเจ้าเป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน 3 คน ดังนั้นข้าพเจ้าจะได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากพ่อและแม่ แม่ของข้าพเจ้าต้องไปขายของตามงานที่ต่างจังหวัด แต่ละครั้งที่ไปก็เป็นอาทิตย์ ดังนั้นข้าพเจ้าก็จะมีพี่สาวที่คอยดูแลเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน ข้าพเจ้าเป็นคนมีนิสัยเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ มองตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งคนรอบข้างจึงต้องยอมเสมอ และจะเป็นผู้ชนะแทบทุกครั้งเวลาเถียงกับใคร ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าเก่งหรือมีเหตุผล แต่เพราะทุกคนยอมและไม่อยากมีปัญหากับข้าพเจ้า

เมื่อเวลาผ่านไป อารมณ์ต่าง ๆ เริ่มสะสมพอกพูนขึ้นในทางที่แย่จากพื้นฐานนิสัยเดิม ข้าพเจ้ากลายเป็นคนรออะไรนานไม่ได้ ไม่ชอบต้องเป็นผู้รอ ใครปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องรอเกิน 10 นาทีผู้นั้นจะโดนถล่มเละเมื่อมาถึง วีนในทุกเรื่องที่ไม่ชอบ และสั่งคนในบ้านห้ามทำ ห้ามกินในสิ่งที่ไม่ชอบ เช่น ข้าพเจ้าเป็นคนที่เกลียดส้มมาก ดังนั้นถ้าคนที่บ้านจะกินต้องออกไปกินไกล ๆ ห้ามให้ได้กลิ่น เพราะจะเวียนหัว และต้องล้างมือให้สะอาด ไม่งั้นกลิ่นจะติดของต่าง ๆ เช่นลูกบิดประตู ความเยอะของข้าพเจ้าเริ่มแผ่ขยาย กระจายไปในหลาย ๆ เรื่องในบ้าน เคยเถียงผู้ใหญ่จนถูกทำโทษ ใช้คำหยาบไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สำนึก ไม่เกรงกลัวสิ่งใดทั้งนั้น แม้แต่แขกมาบ้าน เมื่อข้าพเจ้าไม่พอใจใด ๆ ก็จะแสดงกิริยาไม่ดี โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงหน้าพ่อหน้าแม่ว่าคนภายนอกจะมองออกมายังไง

แต่ข้าพเจ้าก็จะไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีที่แท้จริงออกมามากนักเมื่ออยู่กับคนในสังคม เช่น เพื่อนที่เรียน เพื่อนที่ทำงาน ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่กลัวเสียหน้า เป็นผู้มีอัตตาสุดโต่ง ติดดี ทำทุกอย่างที่คนภายนอกมองว่าดี พยายามทะเยอทะยานจนเรียนจบปริญญาโท ได้รับตำแหน่งผู้จัดการแต่ก็ไม่วายใช้อำนาจที่มีจัดการแบบเผด็จการ แม้ดูเหมือนจะฟังความคิดเห็นคนอื่น แต่ข้าพเจ้าก็มีธงคำตอบในใจ ประกอบกับเป็นผู้ที่รายงานต่อหน้าผู้บังคับบัญชาที่ต่างประเทศ เลยทำให้ไอเดียของข้าพเจ้ามักผ่านแทบทุกครั้งและรู้สึกดีใจรู้สึกตนเองมีค่า เก่ง และเป็นผู้ชนะ ข้าพเจ้าเป็นคนตั้งใจทำงานมากเกลียดคำว่าผิดพลาดเอามาก ๆ เมื่อโดนตำหนิ หรือทำงานพลาดแม้เรื่องนิดเดียวข้าพเจ้าจะนอยด์ รู้สึกแย่อย่างมากมายจนพานทำให้สุขภาพแย่ไปด้วย

ช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน ประกอบกับอายุใกล้ 30 ปี นายคนจีนของข้าพเจ้าก็คอยถามเรื่องการมีครอบครัว แม้แต่แม่ก็ไปดูดวงว่าเมื่อไหร่ข้าพเจ้าจะได้แต่งงาน จนมีความรู้สึกว่า…มันต้องเดินไปจุดนั้นจุดเดียวหรือ? มีความคัดค้านกับความคิดที่ว่า เมื่อถึงวัยอันควรคนเราต้องมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา การที่เรามีครอบครัวนั่นหมายถึงพ่อแม่ได้ส่งเราถึงฝั่งจริง ๆ หรือ? แล้วทำไมคนรอบกายที่มีครอบครัวแล้วจึงมีแต่เรื่องทุกข์ใจ ไม่เห็นจะมีความสุข แล้วทำไมถึงอยากมีครอบครัวกันจัง… ไม่!! ข้าพเจ้ายังไม่พร้อม ยังไม่อยากดูแลใคร ต้องการอยู่แบบนี้

ช่วงหลังข้าพเจ้าลาออกจากงานที่ทำอยู่ เนื่องด้วยปัญหาหลายอย่าง ทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ หลังจากออกจากงาน เว้นช่วงการทำงานร่วมปี เพื่อฟื้นฟู และทบทวนชีวิตที่ผ่านมาหลายอย่าง มีโอกาสได้อยู่นิ่ง ๆ เฝ้ามองตน และได้ไปนั่งในห้องสมุด ร้านหนังสือ เพื่อหาหนังสือมาอ่าน ข้าพเจ้าเริ่มมีความสนใจในด้านความสัมพันธ์ระหว่างจิตคนเรากับธรรมะ กระทั่งมีโอกาสได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง ที่ปฏิบัติธรรมเช่นกัน ครูบาอาจารย์ที่สอนธรรมเป็นฆราวาสแต่ตอนนี้นิพพานไปแล้ว และได้มีโอกาสเรียนธรรมะกับพี่คนนี้ 2 ครั้ง หลังจากนั้นมีอันต้องแยกย้ายกัน ก่อนที่จะไม่ได้คุยกันอีก

พี่เค้าบอกกับข้าพเจ้าอยู่ประโยคหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมคือ “อาจารย์พี่บอกว่าเราจะได้ไปเจอสิ่งที่ดี อาจมีหลายเส้นทางที่เดิน แล้วเราจะได้ไปเจออีกทางที่ทำให้ไปสู่จุดหมายเหมือนกัน” จำคำพูดของพี่เค้าเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่ความหมายประมาณนี้ ตอนนั้นไม่รู้ว่า ความหมายนั้นคืออะไร แต่คิดว่าคงต้องเป็นเรื่องดีแน่ ๆ

แล้ววันนั้นก็มาถึงหลังจากนั้นร่วมปี ข้าพเจ้าได้ทำงานบริษัทแห่งใหม่ แล้วมีพี่พนักงานใหม่เข้ามาทำงาน ได้มีโอกาสทำความรู้จักเบื้องต้น และสะดุดกับคำว่าปฏิบัติธรรมพี่เค้าได้แนะนำมาว่าปฏิบัติอยู่ 2 ที่ ข้าพเจ้าเข้ากูเกิลหาข้อมูลในทันใด “เตโชวิปัสสนา” ทำไมดูนักรบจัง เห็นแล้วกลัว ๆ อยากได้ธรรมะแบบเบาสบาย ไม่อยากได้แบบเหมือนจะไปสู้กับใคร แล้วความคิดก็เปลี่ยนไป เมื่อได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์เล่มแรกที่ข้าพเจ้าได้อ่านรู้สึกจะเป็น รู้แล้วลุย เล่ม 1 จบแล้วต่อด้วยเล่ม 2 จำไม่ได้ว่าอ่านไปกี่วัน อ่านจบไวกว่าหนังสือใด ๆ ที่เคยอ่าน อ่านทีเดียวจบแบบไม่อยากหลับอยากนอน รู้แต่มันตื่นๆๆๆๆ ข้าพเจ้าอยากอ่านอีก

แต่เล่ม “เตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน” พี่ที่ทำงานบอกว่าอีกคนยืมไปแล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะอ่านจบ ใจตอนนั้นบอกว่ารอไม่ได้จึงขอชื่อหนังสือ อาจารย์ผู้เขียนไปร้านหนังสือทันใด และหาซื้อมาในที่สุด อ่านเสร็จก็ไปมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิตเพื่อซื้อหนังสือที่ยังไม่เคยมีมาให้หมด ข้าพเจ้าปักธงเลยว่าจะไปที่นี่และรีบส่งใบสมัครทันที จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ขอจำแนกดังนี้

1. รู้ทันกิเลสในใจตนมากขึ้น รู้ในสิ่งที่บีบคั้นขึ้นมาในจิตใจ ที่กระตุ้นให้เราทำตามสันดานเดิมให้เราสร้างอกุศลวิบาก
2. ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางเหมือนเมื่อก่อน ทำสิ่งใดจะนึกถึงคนรอบข้างและผลกระทบมากขึ้น
3. กลายเป็นคนพูดน้อยลงในสายตาคนอื่น เพราะเอาเวลามาสังเกตจิตตนมากขึ้น หลายครั้งโดนบีบคั้นให้พูดจากล่าวร้ายคนอื่น แต่เลือกที่จะเงียบแล้วรู้เฉยตามที่ท่านอาจารย์สอน

สังเกตตนเองหลายครั้งหากวันใดที่สนุกสนานกับเพื่อน ๆ พูดมากเป็นพิเศษ ความมีสติรู้ชัดน้อยลง แต่จะรู้สึกใจสบายไม่มีอาการกดทับแต่อย่างใด แต่ถ้าวันไหน ข้าพเจ้าไม่พูดในสิ่งที่กิเลสบีบคั้นให้พูด ให้ทำ จะมีความรู้สึกอึดอัดใจบ้างเหมือนมีการสัประยุทธ์กันภายใน แต่จะมีสติและรู้ชัดมากขึ้น และจะส่งผลถึงการภาวนาที่ดีขึ้นในตอนค่ำด้วย สรุปคือ วันใดสื่อสารน้อย จะฟุ้งน้อย สติคมชัดขึ้น วันใดสื่อสารมาก ฟุ้งมาก สติไม่คม

4. รู้เป้าหมายในชีวิตแล้วว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร การที่เราไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูก หรือไม่อยากมีภาระตามแบบโลก ๆ นั้น ไม่ได้ผิด ข้าพเจ้าไม่ได้มีความผิดปกติทางความคิดแต่อย่างใด
5. มีความตั้งใจรักษาศีล 5 เสมอ การใดที่ทำให้นึกคลางแคลงสงสัยว่าแบบนี้จะผิดไหม เบียดเบียนผู้ใดไหม จะไม่ทำสิ่งนั้น เพราะการลังเลว่าผิดไหม? คงไม่ผิดมั้ง? คือการเปิดช่องว่างให้กิเลส
6. หันกลับมาฝึกสติ รู้ให้ชัด ทำทีละอย่างเท่าที่สามารถรู้สึกตัวได้ จากแต่ก่อนที่เคยคิดว่าคนที่เก่งคือคนที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างพร้อม ๆ กัน
7. กลายเป็นที่พึ่งของครอบครัว ไม่มีใครหัวเสีย หรือเอือมระอากับสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยทำอีกแล้ว มีความสำรวมกับทุกการกระทำ สิ่งใดไม่พอใจ ไม่ถูกใจก็แค่รับรู้ว่าเราไม่ชอบแล้วก็เฉย เพราะคนเราอยู่ร่วมกันต้องยอมรับและเข้าใจซึ่งกันและกัน อะไรที่ไม่ใช่สาระสำคัญก็ปล่อยไป เพื่อสัมพันธภาพที่ดี
8. ลดนันทิได้เยอะกว่าแต่ก่อนมาก จากที่ต้องฟังเพลงก่อนนอน ฟังเพลงระหว่างเดินทาง ฟังเพลงขณะทำงาน ดูละครก่อนนอน เสาร์-อาทิตย์ก็เปิดโทรทัศน์แช่แทบทั้งวัน ตอนนี้แทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือทำแบบนั้นอีกเลย
9. เห็นคุณค่าของผู้อื่นมากขึ้น กตัญญูต่อผู้มีพระคุณมากขึ้น เข้าใจว่าเราไม่ได้เก่งคนเดียว เรามาถึงวันนี้ได้เพราะใคร เพราะหลายอย่างที่อยู่รอบกายเกื้อหนุนเรา
10. เห็นว่าการภาวนาคือส่วนหนึ่งของงานที่เราต้องทำทุกวัน ดังที่ท่านอาจารย์บอกไว้ว่า การภาวนาคือหน้าที่
11. เสียสละ แบ่งปันแก่ส่วนรวมมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยทรัพย์หรือแรงกาย เพื่อหมายตอบแทนและสละคืน
12. อัตตา แม้ตัวนี้สำหรับข้าพเจ้ายังรู้สึกยากมากเมื่อเจอบททดสอบ แต่มักจะนำมาเตือนตนเสมอว่า เราไม่เคยมีอะไร และไม่เคยเป็นอะไร เราเป็นแค่สถานีพลังงาน ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา

และมีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้เอ่ยถึง จากวันที่ภาวะทางอารมณ์ติดลบ จนมาถึงวันนี้ข้าพเจ้ามีทางออกของชีวิต แค่ถึงตอนนี้ที่เป็นอยู่ ก็รู้สึกเป็นบุญมากแล้ว หลายครั้งที่ทบทวนการเปลี่ยนแปลงภายในของชีวิตตนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็รู้สึกตื้นตันและน้ำตาไหลออกมาโดยอัตโนมัติ นั่นเพราะข้าพเจ้าได้ชีวิตใหม่ คนใหม่ คนที่ไม่รู้สึกรังเกียจกับนิสัยแย่ ๆ ของตนอีกต่อไปขอขอบพระคุณพี่ที่ทำงานที่เป็นสะพานทำให้ข้าพเจ้าได้มาเจอธรรมสายนี้

ขอน้อมกราบในความเมตตาของท่านอาจารย์ที่ท่านได้ชี้ทางสว่าง คอยพร่ำสอนทุกอย่างให้ชีวิตคน ๆ หนึ่งให้มีศรัทธา มีความรัก มีความกตัญญู เคารพตนเองและผู้อื่นมากขึ้น ขอน้อมกราบในมหาเมตตาของพระบรมศาสดา พระรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ทำให้มาพบเส้นทางสายนี้ ให้ได้สร้างกุศลกรรม หากไม่มีท่านที่คอยชี้ทาง คอยชี้แนะ ข้าพเจ้าก็คงจะสร้างอกุศลวิบากทับถมไปเรื่อย ๆ เป็นแน่ท้ายที่สุด กุศลใดที่เกิดจากธรรมทานในครั้งนี้ ขออุทิศให้แก่ผู้ที่ข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนทั้งสิ้น

One thought on “จิตที่พบทาง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.