ประสบการณ์ธรรมคุณศนิชา

ทุกครั้งที่มีโพสต์ประกาศให้มีส่วนร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากการเข้าคอร์สภาวนา ข้าพเจ้าไม่เคยเขียนส่งเลยสักครั้ง ด้วยคิดว่าเรื่องของข้าพเจ้านั้นไม่ตรงโจทย์ เพราะรู้ตัวเองดีว่า ความคิดจิตใจของตนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่อ่านหนังสือ “ฆราวาสบรรลุธรรม” เล่มแรกจบ ข้าพเจ้าถึงกับเอ่ยปากพูดกับเพื่อนสนิทชาวคริสต์ว่า “เราคนเก่าได้ตายไปแล้ว” หลังจากที่เพื่อนได้ยินประโยคนั้น เพื่อนถึงกับอึ้ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะแม้แต่ตัวเอง ก็ยังงงตัวเอง มันเป็นความรู้สึกเหมือนคนที่นอนหลับอยู่ แล้วท่านอาจารย์ก็มาปลุกให้ลุกขึ้นมามีความรู้สึกตัว ได้มีชีวิตจริง ๆ ได้รู้ความหมายที่แท้จริงของการได้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่มีชีวิตแบบมีสติครึ่งเดียว ใช้ชีวิตเหมือนฝันที่ล่องลอยไปตามความคิดและกิเลสเหมือนเช่นในอดีต

ข้าพเจ้าเกิดมาในครอบครัวที่มีกัลยาณมิตร คือคุณย่าที่สอนให้ข้าพเจ้าหุงข้าวทำกับข้าวใส่บาตรตอนเช้าทุกวันก่อนไปโรงเรียน และมีคุณป้าที่ใฝ่ในการปฏิบัติธรรมและมักจะพาข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดเสมอ ๆ โดยจูงใจข้าพเจ้าว่านั่งสมาธิแล้วจะเรียนเก่ง ซึ่งก็ได้ผลจริง ทำให้ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้าได้สวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่เสมอ จำได้ว่าตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2526 โรงเรียนปิด อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่มีอะไรทำก็ท่องบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น จนสามารถสวดได้คล่องโดยไม่ต้องเปิดตำรา เป็นการพิสูจน์ว่านั่งสมาธิแล้วสมองดีความจำดี ที่บ้านได้ส่งให้ข้าพเจ้าเข้าเรียนที่โรงเรียนคริสต์ เพราะสมัยนั้นถือว่าเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในอำเภอ จึงทำให้ชีวิตวัยเด็กของข้าพเจ้าได้เข้าทั้งวัดไทยและโบสถ์คริสต์เป็นประจำจนกระทั่งจบวัยประถม

หลังจากจบมัธยมต้น ได้เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ชีวิตก็เปลี่ยนไปหลังจากคุณย่าสิ้นและไม่ได้อาศัยร่วมกับคุณป้า ข้าพเจ้าจึงห่างไกลจากการทำบุญตักบาตร ไม่ได้นั่งสมาธิเดินจงกรมอีกต่อไป ชีวิตมีแต่การเรียนและการแข่งขัน จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ตื่นตาตื่นใจกับสังคมใหม่ ๆ ได้ใช้ชีวิตอิสระมากขึ้น พร้อมกับได้รับข่าวสารเกี่ยวกับพระสงฆ์กระทำผิดวินัยตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้งจนตัวเองรู้สึกอายที่จะบอกว่า เรานับถือศาสนาพุทธ ในที่สุด ข้าพเจ้าจึงประกาศตนว่า เป็นผู้ไม่มีศาสนา แม้ว่าทะเบียนบ้านจะระบุว่านับถือศาสนาพุทธก็ตาม หลังจากจบมหาวิทยาลัยก็ใช้ชีวิตไปตามกระแสสังคมโลก จากที่คิดว่าจะเป็นโสด ก็แต่งงานมีครอบครัวและยังอุตส่าห์ไปเรียนต่ออีกตามกระแสสังคม ชีวิตดำเนินไปแบบปกติไม่หวือหวาหรือมีปัญหาหนักใด ๆ มีก็แต่ปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างแม่ลูกที่ทำให้ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายจนกลายเป็นคนไม่อยากสุงสิงกับแม่ของตัวเอง จนกระทั่งอายุได้ 30 ปี

เช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้อ่านอีเมลที่พูดถึงพระคุณแม่ และควรตอบแทนคุณในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เพียงแค่คิดว่า หากวันนี้แม่ไม่มีชีวิตอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าเกิดสำนึกบุญคุณของแม่ในบัดนั้น แล้วก็นำพวงมาลัยไปกราบแม่พร้อมกับเกิดอยากนั่งสมาธิขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้นั่งมานาน ช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าได้สวดมนต์ไหว้พระ และนั่งสมาธิห้านาทีก่อนนอนทุกวันเป็นเวลาปีกว่าก็เลิกนั่งสมาธิ แต่ยังคงสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนอยู่เสมอ จำได้ว่าชีวิตช่วงนั้นดีมาก การงานดีทุกอย่างดีจนกระทั่งข้าพเจ้าอายุได้ 35 ปี

ในปี 2553 ข้าพเจ้าลาออกจากงานเหตุเพราะทะเลาะกับเจ้านายที่เคยรักกันมาก จากความมีอัตตาตัวตนของทั้งสองฝ่าย จิตใจช้ำหนัก หลังจากท่องเที่ยวปีใหม่กับครอบครัวแล้วก็สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานเพื่อสงบใจ และเป็นเหตุให้ได้เห็นภาพการพิจารณาอสุภะที่สะเทือนใจจนกลายเป็นนักมังสวิรัติเลิกกินเนื้อสัตว์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ชีวิตนับจากนั้นดีมาก ๆ นอกจากจะได้เปิดร้านทำขนมที่ทำให้ค้นพบว่า ตนเองมีความชอบทำขนมมากแล้วเวลาลงมือทำขนมทีไร ข้าพเจ้าจะเหมือนหลุดโลกไปเลย ทำขนมเพลินได้ถึงเช้า กิจการร้านขนมไปได้ดีมีเงินพอใช้จ่ายเรื่องไร้สาระได้ ข้าพเจ้าจึงหาเรื่องท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ จากเที่ยวปีละไม่กี่ครั้ง กลายเป็นเที่ยวแทบจะเดือนเว้นเดือนเหมือนหยุดไม่ได้ แรก ๆ รู้สึกมีความสุขดี แต่หลัง ๆ กลับเกิดความรู้สึกว่าสุขไม่สุด จากที่คิดว่าทริปนี้มันสนุกสุด ๆ แต่พอกลับมาเหยียบเมืองไทยปุ๊บ ความสนุกหายไปปั๊บ เพราะคิดต่อทันทีว่า แล้วทริปหน้าไปไหนต่อดีล่ะ เป้าหมายชีวิตตอนนั้นคือพยายามรักษาสถานภาพร้านให้เปิดได้นานที่สุดตราบเท่าที่เรามีแรงทำไหว จะเที่ยวให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะแก่จนเที่ยวไม่ไหว และพร้อมตายมากด้วยคิดว่าชีวิตมันสุขมาพอแล้ว ถึงขนาดเคยเอ่ยปากว่า “อยากรู้จังว่าชาติก่อนเราทำบุญอะไรไว้ ชาตินี้จึงได้มีชีวิตที่ดีแบบนี้” ช่วงนั้นจึงคิดแต่เที่ยว ชีวิตคิดได้แค่นั้นจริง ๆ คิดถึงแต่ความสุขตนเองเป็นหลัก นับเป็นผู้ติดสุขอย่างแท้จริง พอมีใครชวนไปนั่งสมาธิ ข้าพเจ้าตอบทันทีว่า “ไม่! ถ้าจะให้นั่งหลับตาเฉย ๆ สู้ทำขนมดีกว่าได้สมาธิด้วยได้ตังค์ด้วย”

ถึงเวลา
ปลายเดือนเมษายน 2559 ข้าพเจ้าเดินทางไปเที่ยวร่วมทริปออร์แกนิกที่ญี่ปุ่น เป็นทริปที่มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 9 คน (หญิง 7 คน ชาย 2 คน) ต่างคนต่างมาเดี่ยว ๆ และโสดหมดยกเว้นข้าพเจ้า ระหว่างรอกระเป๋าที่สนามบิน ข้าพเจ้าได้พูดคุยทำความรู้จักกับทุกคน จนมาถึงน้องคนหนึ่งที่พอเธอพูด ข้าพเจ้ารู้สึกถึงลมเย็น ๆ มาปะทะตัววูบหนึ่ง จนคิดในใจว่า “แอร์สนามบินทำไมเย็นจัง” แต่อดสงสัยไม่ได้ต้องพิสูจน์ จึงลองคุยกับน้องคนนี้อีกก็รู้สึกเย็นอีก คราวนี้ไม่เก็บไว้ในใจแล้ว จึงพูดออกไปทันทีว่า “ทำไมพี่รู้สึกถึงความเย็นจากน้องคะ” น้องคนนั้นทำหน้าตาเฉย ๆ งง ๆ แล้วก็ไม่พูดอะไร ข้าพเจ้าก็ทำลืม ๆ ไป แต่ในใจมันรู้สึกแปลก ๆ

การเที่ยวทริปนี้ทุกคนต้องนอนรวมกัน ทำให้ทุกเช้าที่ตื่นมาจะเห็นน้องคนนี้นั่งสมาธิเป็นเวลานานทุกเช้า ข้าพเจ้าก็เก็บความสงสัยไว้ในใจว่า “มีคนที่มาเที่ยวแล้วนั่งสมาธิทุกวันแบบนี้ด้วยหรือ” เธอคนนี้เป็นผู้มีกิริยามารยาทดี การศึกษาดี พูดจาดี ภาษาเยี่ยมสำเนียงเป๊ะ และที่สำคัญคือ เธอสวย! สรุปคือดูดี เป็นเหตุให้ขากลับระหว่างนั่งรถไฟกลับโตเกียว ข้าพเจ้าจึงได้พูดคุยกับเธอมาตลอด คุยตั้งแต่หัวเราะไปจนร้องไห้ จนเธอพูดว่า “น่าจะถึงเวลาของพี่แล้ว ให้พี่กลับไปหาหนังสือชื่อ ฆราวาสบรรลุธรรม มาอ่านนะ” พอข้าพเจ้าได้ยินชื่อหนังสือก็รู้สึกแปลกแต่จำชื่อได้ แม้ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อนก็ตาม พอกลับถึงเมืองไทย มีเวลาแค่สองวันก่อนไปเที่ยวอีกทริปต่อ พอผ่านร้านหนังสือก็ถามหาหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม คำตอบคือ หมด! ต้องจอง แน่นอนว่าข้าพเจ้าไม่ได้สนใจจองแต่อย่างใด แล้วก็เดินทางไปเที่ยวต่อตามปกติ

ต้นเดือนพฤษภาคม 2559 หลังกลับจากท่องเที่ยวก็มาเปิดร้านทำขนมขายตามปกติ และเมื่อข้าพเจ้าเดินผ่านร้านหนังสืออีกครั้ง จึงเดินเข้าไปถามแบบไม่คาดหวังสรุปว่ามี พอพนักงานหยิบหนังสือมาให้ ข้าพเจ้าเห็นหน้าปกปั๊บคิดในใจเลยว่า ถ้าไม่ใช่น้องคนนั้นแนะนำมา ข้าพเจ้าไม่มีทางหยิบหนังสือเล่มนี้เป็นอันขาด แต่ในที่สุดก็จ่ายเงินหยิบหนังสือกลับมา พร้อมกับหนังสือแพรวปกพี่เบิร์ดที่ข้าพเจ้าจองซื้อเอาไว้ เมื่อข้าพเจ้าได้เปิดอ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมแล้ว ปรากฏว่ามีอาการวางไม่ลง ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องอ่าน แม้จะไม่เคยรู้จักผู้เขียนและไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน แต่ด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจทำให้ข้าพเจ้าเปิดอ่านไปเรื่อย ๆ พอนึกสงสัยมีคำถาม เปิดหน้าต่อไปจะได้คำตอบเสมอ ได้อารมณ์เหมือนหนังสือคุยกับเรา สรุปว่าข้าพเจ้าอ่านจบในสามวัน

ต่อมาหลังจากอ่านหนังสือจบ เช้าวันนั้นข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดที่ว่า “วันนี้จะเข้าห้องพระอยากนั่งสมาธิ” ระหว่างขับรถไปเปิดร้าน ก็ครุ่นคิดว่า “วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 13 นี่หว่า เราจะเริ่มนั่งสมาธิวันนี้ดีเหรอ” แต่พอดูปฏิทินก็เห็นว่าเป็นวันพระ จึงคิดว่า “เรากำลังทำในสิ่งที่ดีแม้วันจะไม่ดี เราก็จะทำ” สรุปว่าเย็นวันนั้น ข้าพเจ้ากลับบ้านจัดการปัดกวาดเช็ดฝุ่นห้องพระที่ไม่ได้เข้ามานาน แล้วก็กราบบูชาพระรัตนตรัยพร้อมตั้งสัจอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจจะภาวนาทุกวัน และขอให้ข้าพเจ้านั่งสมาธิแล้วไม่เห็นภาพใด ๆ ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าขอละกิเลสเพียงอย่างเดียวค่ะ” ก่อนนั่งภาวนาได้รับคำแนะนำจากน้องคนนั้นว่า ให้ทำตัวเป็นยามดูลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ตอนนั้นฟังก็ไม่เข้าใจนัก แต่ความรู้สึกคืออยากนั่งสมาธิ ข้าพเจ้าก็นั่งเลยแบบไม่บริกรรมคำใด ๆ จำได้ว่านั่งครั้งแรกได้ไม่นานนัก พอสอบถามน้องว่าปกตินั่งนานแค่ไหน คำตอบคือสองชั่วโมง ป้าด!
ข้าพเจ้าคิดในใจเลยว่า ห้านาทีก็แย่แล้ว นั่งไปได้ยังไงสองชั่วโมง!!!

วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ข้าพเจ้าเห็นโพสต์ในเพจนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพกับ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่าท่านอาจารย์จะไปบรรยายธรรมที่ตึกการบินไทยในวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2559 จึงรีบสมัคร
เพราะถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พบท่านอาจารย์ผู้เขียนหนังสือตัวจริง เที่ยงวันพุธ ขณะที่กำลังเขียนชื่อ ณ จุดลงทะเบียน จู่ ๆ คนรอบข้างก็ดูตื่นตัวกัน แล้วพอหันไปดูก็ได้พบกับท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล อยู่ห่างในระยะไม่ถึงสองเมตร ความคิดแรกคือ “ท่านอาจารย์ตัวจริงตัวเล็กและดูธรรมดาจังเลย” เมื่อหาที่นั่งเหมาะ ๆ ได้ ก็ตั้งใจฟังธรรม ปรากฏว่าฟังไปน้ำตาไหลไป และมีความรู้สึกขนลุกขนพองไปทั่วตัวตลอดเวลาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การฟังธรรมวันนั้นประทับใจมากทำให้รู้สึกศรัทธาอยากเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ เมื่อได้เข้าแถวรอกราบท่านอาจารย์ตั้งใจจะพูดว่า “ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ขอให้ได้เข้าคอร์สและข้าพเจ้ามีแต่ความเพียรมาถวายท่านอาจารย์ค่ะ” จำได้ว่า พอถึงคิวกราบจริง ๆ พูดได้เพียงประโยคสุดท้าย แล้วท่านอาจารย์ก็ให้พรว่า “ขอให้สมปรารถนา ขอให้เจริญในธรรม”

เช้าวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2559 เป็นวันวิสาขบูชา น้องคนนั้นได้ชวนไปเที่ยวชมงานนิทรรศการ Spiritual Life ที่วัดโพธิ์ ข้าพเจ้าตั้งใจไปแต่เช้า และได้เข้าชมนิทรรศการ ได้อ่านบอร์ดพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ทำให้สำนึกตนเองได้ว่า เป็นเพียงพุทธทะเบียนบ้านจริง ๆ เพราะลืมพุทธประวัติจนหมดสิ้น พอได้เข้าห้องชมวิดีโอจึงเข้าใจวิธีการภาวนาแบบอานาปานสติเป็นยามดูลมหายใจเข้าออก จำได้ว่าข้าพเจ้าเดินออกจากห้องฉายวิดีโอมาทั้งน้ำตา นับแต่นั้นมาได้เพียรภาวนาทุกวันไม่เคยขาด เริ่มต้นจับเวลานั่งที่ 15 นาที พอผ่านได้ก็ขยับมาครึ่งชั่วโมง จนในที่สุดก็นั่งได้ครบชั่วโมง
เริ่มแรกนั้นสมาธิยังอ่อนมากฟุ้งซ่านตลอดพร้อม ๆ กับเวทนาปวดที่ขา แต่ก็อดทนตลอดจนสามารถนั่งได้ต่อเนื่องสามชั่วโมงภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งครั้งนั้นเป็นการภาวนาทั้งน้ำตาเพราะเจ็บปวดขามาก แต่พอผ่านมาได้ กำลังใจก็มีเพิ่มขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงของข้าพเจ้าที่เห็นได้ชัดนับตั้งแต่อ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมจบคือ ละนันทิได้ทันที และสามารถขับรถเงียบ ๆ ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน อีกทั้งจิตใจกลับชอบที่จะอยู่กับความเงียบ หลังจากนั้นเวลาในการทำขนมก็ถูกแบ่งมาเพื่อภาวนา ความโลภอยากได้เงินเยอะ ๆ ลดน้อยลง เพราะความอยากไปเที่ยวรอบโลกลดลง ในที่สุดจึงกลายเป็นผู้ไม่มีตั๋วเครื่องบินรอเที่ยวในมืออีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความโกรธลดลงจนงงตัวเอง หลังจากได้อ่านชาดกเรื่อง The man who overcomes anger จากบอร์ดนิทรรศการ Spiritual Life (วันที่ 20 พฤษภาคม 2559) เพราะปกติเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ในเวลานั้นไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใด ๆ เพราะจิตใจเฝ้ารอแต่โทรศัพท์แจ้งสิทธิ์การเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนา

ข้าพเจ้าพยายามฝึกนั่งภาวนานาน ๆ และในระหว่างการฝึกภาวนาเพื่อรอเข้าคอร์สนั้น สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งนั่นคือ เวทนาจู่ ๆ ก็หายไป หายไปแบบที่รู้สึกงง เพราะปกตินั่งภาวนาไปจะร้องไห้ไปเนื่องจากเวทนากล้ามากที่ขา แต่จู่ ๆ เวทนาก็กลับหายไปเฉย ๆ สามารถฝึกนั่งภาวนาต่อเนื่องสามชั่วโมงได้บ่อยขึ้น จนเก็บสถิติสามชั่วโมงได้ทั้งหมด 7 ครั้ง ก่อนที่จะได้เข้าคอร์สและแล้วเช้าวันหนึ่ง หลังจากภาวนาเสร็จ พอเปิดโทรศัพท์ก็ได้รับสายจากโรงเรียนแห่งชีวิต แจ้งว่าได้รับสิทธิ์เข้าคอร์สข้าพเจ้าดีใจมากขนลุกทั้งตัวและพร้อมเข้าคอร์สเต็มที่

ได้เข้าคอร์สซะที
คอร์สแรกวันที่ 31 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2559 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากครอบครัว โดยสามีกรุณาขับรถมาส่งด้วยความที่ไม่รู้จักใครเลย จึงมุ่งมั่นภาวนาแบบลุยเต็มที่ตั้งใจไม่ลุกไปพักบ่อย ๆ จะใช้โอกาสที่เฝ้ารอคอยนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วนใจก็จดจ่อว่า “จะร้อนจริงมั้ยนะ” โดยสองวันแรกของการปฏิบัติอานาปานสตินั้น มีความร้อนเหงื่อไหลมากเปียกทั้งตัว แต่พอสอบอารมณ์กับหลวงพ่อสัญชัย และอาจารย์โสภิต ท่านก็เมตตาบอกว่า ร้อนเพราะว่ามีขันติ ขันตินั้นสามารถเผากิเลสได้ และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง เช้าวันที่สามเป็นวันที่ท่านอาจารย์มาและได้รับกรรมฐาน รู้สึกดีใจมากพอรับกรรมฐานจบ เหมือนได้ไฟที่รอคอยมาอยู่ในมือ ประกบมือปุ๊บร้อนปั๊บ ภาวนาไปก็ร้อน ๆ เริ่มจากศีรษะก่อนแล้วค่อยไล่ลงไปตามร่างกายทั่วทั้งตัว เหงื่อไหลเปียกเหมือนโดนสาดน้ำ หลังถอนภาวนาก็ตัวเบาโหวงเหวง ซึ่งตอนนั้นก็ยังงงอยู่เลย และแล้วท่านอาจารย์ก็เมตตาเทศน์ไขข้อข้องใจถึงการที่ภาวนาแล้วเกิดอาการตัวเบา เดินเหมือนจะลอยได้นั้นเป็นเพราะได้ภาวนาเผาชำระกองสังขารออกไป จิตจึงเบาโล่งขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากในคอร์สแรกคือ ในช่วงภาวนาตอนเช้าตรู่นั้นขณะภาวนาใจก็คิดวนแต่ถามตัวเองว่า “จะล้างห้องน้ำดีมั้ยนะ” ด้วยมีเหตุมาจาก การได้ยินธรรมบริกรพูดว่าห้องน้ำที่เรือนปฏิบัติยังไม่มีคนอาสาทำความสะอาดเลย ข้าพเจ้าจึงได้แต่เก็บมาคิดกับตัวเองว่าเราจะล้างหรือไม่ล้างดี พอเสียงสวดมนต์ไตรสรณคมน์จบลง ก็ได้ยินเสียงท่านอาจารย์บอกให้ถอนภาวนา แล้วท่านก็เอ่ยก่อนที่จะบอกให้ไปเดินจงกรมว่า “สมัยที่อาจารย์ปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์โกเอ็นก้านั้นงานอาสาเดียวที่อาจารย์ทำคือ ล้างห้องน้ำ!” พลัน!…ที่ได้ยินประโยคนี้ ไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ข้าพเจ้าได้คำตอบแล้ว…

ล้างห้องน้ำ ล้างใจ
หลังจากฟังท่านอาจารย์เทศน์สอนนำช่วงเช้าและภาวนาในชั่วโมงแรกจบ เมื่อท่านอาจารย์บอกให้ไปพักก็รีบกุลีกุจอลุกเดินไปต่อแถวเตรียมเข้าห้องน้ำที่เราได้ล้างไว้สะอาดเอี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
ระหว่างที่รอแถวนั้น ได้เห็นใบหน้าผู้ปฏิบัติสูงวัยเดินออกจากห้องน้ำ พลัน!ความสุขก็เกิดขึ้นอย่างประหลาด เป็นความสุขในแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเพราะที่ผ่านมาใจจะคิดถึงแต่ความสุขของตัวเองโดยไม่เคยมองหรือคิดถึงผู้อื่นเลย เวลานั้นเกิดความเข้าใจแล้วว่า ความสุขที่มากกว่าการทำให้ตนเองนั้นคือความสุขที่เกิดจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขต่างหาก ทำให้คลายสงสัยและเข้าใจแล้วว่า
คนที่เขาทำงานจิตอาสาหรือทำงานการกุศลแบบที่ไม่ได้เงินสักบาท พวกเขาทำไปได้อย่างไรพวกเขาไม่ได้ต้องการทำดีเอาหน้าหรือเพื่อชื่อเสียงหรอก หากแต่เป็นเพราะพวกเขามีใจที่ยอมเสียสละตนเพื่อความสุขของผู้อื่นต่างหาก นั่นแหละคือความสุขอิ่มใจที่แท้จริง เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเกิดความปีติอิ่มเอมใจอย่างมากในขณะที่ยืนเข้าแถวอยู่ตรงนั้นเอง

ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้ายังคงรักษาสัจอธิษฐานในวันแรกที่กราบพระรัตนตรัยได้เสมอ ด้วยการเพียรภาวนาทุกวันจนถึงวันนี้โดยไม่ขาดเแม้แต่วันเดียว ส่งให้จิตใจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาแห่งการเพียรภาวนาตามลำดับ ดังนี้
1. ความโกรธหายไปมาก แทบจะไม่เคยแสดงออกมา เพียงแค่ความโกรธเกิดที่จิตก็มีสติรู้ทันพอที่จะยับยั้งไม่แสดงอารมณ์ออกมาได้ ซึ่งภายหลังข้าพเจ้าพบว่า ใจเบาสบายดีทีเดียว
2. ละนันทิได้เกือบทั้งหมด คงเหลือเพียงทำตามหน้าที่เมื่ออยู่กับครอบครัวเท่านั้น ยังมีการเปิดธรรมะระหว่างขับรถบ้าง การใช้โซเชียลมีเดียจะใช้เพื่ออ่านธรรมะและการทำงานเป็นหลักและจะคอยระมัดระวังใจทุกครั้งเมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นนันทิ มีสติรู้สึกตัวรู้ชัดเสมอในทุกอิริยาบถ มีบ่อยที่เผลอไป แต่พอรู้สึกตัวจะบอกตัวเองให้รู้ชัดในปัจจุบันทันที
3. กำลังของจิตดีขึ้น เนื่องจากการหาโอกาสสมัครจิตอาสาอยู่เสมอโดยยึดคำแนะนำของท่านอาจารย์ที่ว่า การทำงานอาสาจะเป็นบททดสอบจิตใจได้อย่างดีว่า จิตมีกำลังพอที่จะตัดสิ่งที่มากระทบใจได้เร็วหรือไม่ซึ่งเป็นวิธีวัดผลความก้าวหน้าด้วยตัวเองได้อีกทางหนึ่ง
4. สามารถปรับโหมดมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ไม่อึดอัดเหมือนช่วงแรกด้วยเพราะมุมมองเปลี่ยน จากเดิมที่มองแต่ความสุขตนเอง แต่ปัจจุบันมองผู้อื่นและคนรอบข้างก่อน
เมื่อเราทำให้เขามีความสุข เราก็มีความสุข ลดความขัดแย้งในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ได้แต่วางจิตให้อยู่เพื่อเกื้อกูลคนรอบข้างด้วยความรักและเมตตา
5. ความอยากท่องเที่ยวรอบโลกหายไป ด้วยมองว่า เข้ามาทางธรรมช้าแล้วเวลาที่มีเหลือน้อยแล้วเพราะไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้นความสำคัญอันดับหนึ่งในตารางเวลาของข้าพเจ้าคือ การวางแผนเข้าคอร์สให้ได้อย่างน้อยปีละสองครั้ง โดยใช้เวลาที่เหลือเพื่อครอบครัวและตอบแทนคุณแผ่นดิน พระศาสนา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์

สุดท้ายนี้ ขอกราบน้อมสำนึกในเมตตาอันยิ่งของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูง ท่านอาจารย์เปรียบดั่งมารดาผู้ให้กำเนิดในทางธรรม ทำให้รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ในร่างเดิม ข้าพเจ้าจะหมั่นพากเพียรภาวนา เพื่อตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์อย่างสุดกำลัง เพราะนิพพานไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ไม่หนักแน่นและผู้ที่ปราศจากความเพียร

ขอน้อมขอบคุณกัลยาณมิตร คุณปุ้ย อมรรัตน์ ผู้นำพาให้ข้าพเจ้าได้พบธรรมแท้
ด้วยความระลึกถึงและปรารถนาดีอยู่เสมอ
ศนิชา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.