ประสบการณ์ธรรม คุณกัญญาณัฐ

ข้าพเจ้า กัญญาณัฐ ประกอบอาชีพรับราชการตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก ภูมิหลังข้าพเจ้าเป็นคนที่ใฝ่ธรรมมาแต่เล็ก ชอบทำบุญตักบาตร ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมข้าพเจ้าจะให้แม่ปลุกแต่เช้า เพื่อมารอใส่บาตรหน้าบ้านทุกวันก่อนไปโรงเรียน วันไหนแม่ไม่ปลุกจะงอนทั้งวัน ส่วนในวันพระก็อุ้มขันข้าวเดินไปวัดเอง บางคราวมีแม่ไปด้วย วันไหนแม่ไม่ไปก็ไปคนเดียว ตักบาตรเสร็จจึงไปโรงเรียน เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนเริ่มโตขึ้นมาก็เข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ หยุดหลายวันเมื่อไหร่ เป็นอันเก็บกระเป๋าพร้อมชุดขาวไปปฏิบัติธรรมที่วัดครั้งละ 3 วัน 5 วันแล้วแต่โอกาสจะอำนวย จนครอบครัวกังวลว่าข้าพเจ้าจะละทางโล ออกบวชตลอดชีวิต

ข้าพเจ้าชอบนั่งสมาธิภาวนามาก และก็นั่งทุกวันจนเป็นนิสัย แต่เมื่อปฏิบัตินานวันเข้าเริ่มรู้สึกว่าตนสัมผัสความรู้พิเศษบ่อยครั้ง รู้สึกสับสนว่าตนเองนั่งสมาธิจนจิตเพี้ยนหรือเปล่า ด้วยไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ บางครั้งเครียดจนนอนไม่หลับ ต้องกินยานอนหลับ จากนั้นมาจึงเริ่มเว้นห่างจากการนั่งสมาธิภาวนา ใช้ชีวิตดิ่งไปตามกระแสอบายทั้งดื่มกิน และเที่ยวแหล่งอโคจร ไม่นานอาการของสัมผัสเหล่านั้นก็หายไป แต่ด้วยจริตของการใฝ่ธรรม ข้าพเจ้าก็ยังเข้าวัดทำบุญไหว้พระสวดมนต์อยู่เสมอ

จนเมื่อได้พบกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ผู้น้อมนำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับเตโชวิปัสสนาผ่านการอ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม ข้าพเจ้าจึงเริ่มกระจ่างแจ้งในสิ่งที่เกิดกับตนเอง และเริ่มมีความมุ่งมั่นที่จะกลับมาปฏิบัติภาวนาอีกครั้ง ในช่วงแรกยังรู้สึกคลางแคลงใจว่าทางสายนี้จะสามารถนำพาไปจนถึงฝั่งนิพพานได้จริงหรือ ต่อเมื่อข้าพเจ้าได้มาฟังธรรมจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี เมื่อคราวงานผ้าป่าเตโช เมื่อเดือนกันยายน 2560 เพียงไม่กี่นาทีที่ได้ฟังคำเทศน์สอนครั้งนั้น จิตข้าพเจ้าสว่างวาบน้ำตาไหล เกิดศรัทธาต่อสายธรรมและท่านอาจารย์อย่างไร้ข้อกังขา เปรียบดังต้นไม้ที่เติบโตอย่างแคระแกร็นบนดินกันดาร ต่อเมื่อได้มารับหยาดน้ำแห่งธรรมอันชุ่มเย็นบริสุทธิ์ ณ ที่แห่งนี้ ไม้ต้นเล็กจึงเริ่มมีหวังมีชีวิตชีวา พร้อมจะแตกหน่อต่อยอดไปจนสุดทาง…ทางแห่งพระนิพพาน

ข้าพเจ้าจึงฝากตัวเป็นศิษย์สายเตโชวิปัสสนาอย่างเป็นทางการในคอร์สอานาปานสติเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 และเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อเดือนเมษายน 2561 ในคอร์สเตโชวิปัสสนานี้ หลังจากรับกรรมฐานจากท่านอาจารย์แล้ว ท่านอาจารย์ให้ไปภาวนาต่อที่เรือนนอน ซึ่งข้าพเจ้าไม่มีสมาธิเลย ทำอย่างไรก็ตรึงนิ่งไม่ได้ จุดสัมผัสหาย ต้องขอขมาแล้วเริ่มใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกหงุดหงิด หนักเข้าก็อธิษฐานถึงครูบาอาจารย์ ให้ท่านเมตตาลูกให้ตรึงสมาธิได้เถิด หลังคำอธิษฐานก็ตั้งมั่นหลับตาภาวนาอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะดีขึ้น นิ่ง ตรึงได้ พักเดียวก็เห็นภิกษุที่เคารพรูปหนึ่งอมยิ้มอยู่ตรงหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก ตรึงนิ่งได้ตลอดชั่วโมงภาวนา

หลังจากจบคอร์สเตโชวิปัสสนาแล้ว ข้าพเจ้าก็เพียรพยายามภาวนาต่อเนื่องสม่ำเสมอ แม้บางครั้งลักษณะการทำงานที่ไม่เป็นเวลาจะทำให้เวลาในการภาวนาลดน้อยลงบ้าง ซึ่งบางคราวที่เหนื่อยล้ามากจนกิเลสพัฒนาเป็นความเกียจคร้านเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมจิต และเมื่อฝืนตัวเองลุกขึ้นภาวนาได้สำเร็จ มักจะพบสภาวธรรมที่เป็นกำลังใจเสมอ สภาวธรรมนั้นข้าพเจ้าเหมือนเดินในอุโมงค์แคบและมืดมิด แต่มองไปข้างหน้าก็เห็นแสงสว่างฉายชัดรออยู่ รู้ด้วยตนเองว่า นั่นคือทางและปลายทางที่กำลังมุ่งไป เดินช้าก็ถึงช้าหรืออาจไม่ถึงเลย แต่หากเร่งเดินเร็วก็พบแสงสว่างที่ปลายทางนั้น สภาวะเช่นนี้เป็นกำลังใจได้อย่างดีให้เพียรภาวนา ซึ่งผลจากการภาวนาก็พบว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมาก จากก่อนหน้านี้เป็นคนใจร้อน หงุดหงิดโมโหง่าย ไม่ยอมคน ชนิดยอมหักไม่ยอมงอ ตอนนี้ใจเย็นลง วางเฉยกับเรื่องต่าง ๆ ได้มากขึ้นและยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าน้อมระลึกถึงพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์แห่งสายธรรมนี้ยิ่งนัก เพราะซาบซึ้งกระแสความเมตตาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างไม่มีประมาณ

ในคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ที่คอยย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านจะคอยมองเราอยู่เสมอทั้งยามสุขและยามทุกข์ ดังเรื่องราวต่อไปนี้ ที่ข้าพเจ้าได้รับรู้และอยากบอกเล่าแด่พี่น้องศิษย์เตโชฯ เพื่อยืนยันคำของท่านอาจารย์

นอกเหนือจากทุกข์ทางใจที่เคยมี ความทุกข์อันเนื่องจากสุขภาพกายก็มีเช่นกัน จึงวางแผนว่าหยุดยาวช่วงเข้าพรรษานี้จะไปตรวจให้รู้เรื่องถึงอาการที่เป็นอยู่ เมื่อถึงวันหยุดจริง ๆ ความมุ่งมั่นจะไปตรวจกลับลดลง ด้วยกัลยาณมิตรท่านหนึ่งชวนไปเยี่ยมชมและพบปะพี่น้องร่วมสายธรรมที่นิทรรศการวันอาสาฬหบูชาของมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ที่วัดอรุณฯ ตอนแรกก็เห็นดีด้วย แต่ใจลึก ๆ กลับเรียกร้องไปเชียงรายอย่างประหลาด อยากไปทำบุญถวายเทียนที่นั่น นึกหาคำตอบให้ตัวเองเท่าใดก็ไม่ได้รับ รู้แต่ว่าต้องไป ข้าพเจ้าจึงชวนกัลยาณมิตรขับรถไปเชียงรายแทน แม้เป็นช่วงมีพายุเข้าฝนทุกวันก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ ขณะเดินทางจริงฝนกลับหยุดตกตลอดเส้นทางมีเพียงเมฆครึ้มเท่านั้น เราสองคนเดินทางไปเรื่อยพร้อมกับคำถามในใจว่า มาทำอะไรที่เชียงราย แล้วจะไปไหนต่อ จนเข้าที่พักก็ยังคงคุยกันเรื่องนี้อยู่ เมื่อพักผ่อนหายเมื่อยล้าแล้ว ก่อนนอน เราไม่ละเลยการนั่งภาวนา ระหว่างที่กำลังภาวนาตามหน้าที่นั้น ได้ยินเสียงในจิตว่า “แม่ชี แม่ชี แม่ชี” เมื่อถอนภาวนาแล้วก็ยังข้องจิตว่า ใครมาพูด และ “แม่ชี” หมายถึงอะไร กระทั่งเข้านอน ก่อนนอนยังคุยเล่นกันว่า อยากให้ไปไหนก็มาบอกในฝันคืนนี้แล้วกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเข้าพรรษา จนเช้าแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าจะไปถวายเทียนที่วัดไหนดี จึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งเข้าอำเภอแม่สาย ตั้งใจว่าเจอวัดไหนอยากเข้าก็คือวัดนั้น ระหว่างทางใจนึกถึงวัดหนึ่งขึ้นมา เพราะเคยได้ยินมาว่าเป็นวัดที่มีคนไปปฏิบัติธรรมมาก ชื่อวัดถ้ำผาจม จึงชวนกันไปวัดนั้นทั้งที่ไม่เคยไป ไม่เคยรู้ว่าอยู่ส่วนไหนของอำเภอแม่สาย แต่เมื่อตั้งใจแล้วก็ดั้นด้นไปให้ถึง ขับรถไปจนถึงด่านท่าขี้เหล็กอันวุ่นวาย แล้วก็ไม่รู้ไปทางไหนต่อ จึงต้องพึ่งพา GPS นำทาง จากด่านท่าขี้เหล็ก GPS ได้พาลัดเลาะซอกซอย ทางคับแคบขึ้นเนินลงเนินแล้วมาโผล่ที่หน้าวัดพอดี เมื่อจอดรถแล้ว ก็เห็นแม่ชีสองท่านกำลังเดินลงมาจากบันไดทางขึ้นถ้ำพอดี จึงเข้าไปถามท่านว่าหากจะถวายเทียนพรรษายังถวายได้ไหม แม่ชีทั้งสองตอบอย่างใจดีว่าถวายได้ ขึ้นไปข้างบนเลย ขึ้นไปตามบันไดมีศาลาอยู่ด้านบนอีก

ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงแบกเทียนเดินขึ้นบันไดเลาะถ้ำไปประมาณ 50 ขั้น ข้างบนนั้นมีโบสถ์ วิหาร และปากทางเข้าถ้ำเงียบสงบ ระหว่างที่ยืนหันรีหันขวางบนลานหน้าวิหารอยู่นั้น พระรูปหนึ่งที่ดูมีพรรษามากเดินตรงเข้ามาแล้วบอกว่า “มาถวายเทียนมาทางนี้” แล้วท่านก็เดินนำไปยังวิหารพระตรงหน้าปากทางเข้าถ้ำ ทันทีที่เข้าไป สิ่งแรกที่มองเห็นคือพระประธานสีทองอร่ามองค์ใหญ่เด่นตระหง่านกลางห้อง ด้านขวาเป็นรูปหล่อพระอาจารย์ใหญ่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจขึ้นเป็นลำดับว่า มาเชียงรายทำไม เมื่อกราบพระเสร็จ พระภิกษุรูปนั้นเริ่มทำพิธี ท่านวางผ้าให้ถวายเทียนแล้วสวดบทบาลีสั้น ๆ แล้วให้กรวดน้ำ ไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จพิธี แล้วท่านได้ลุกออกไปจากวิหารทันที ปล่อยพวกเรานั่งอยู่กับความสงบในวิหารนั่นเอง

หลังออกจากวิหารไปไหว้พระในถ้ำและเดินชมสถานที่อีกพักใหญ่เมื่อฝนเริ่มลงเม็ดหนาขึ้นจึงกลับ ระหว่างเดินมาที่รถ เพื่อนที่ไปด้วยถามถึงอาการป่วยของข้าพเจ้าว่า ต้องเดินขึ้นเขาแบบนี้อาการกำเริบไหม เมื่อลองสำรวจตัวเอง พบว่าไม่รู้สึกถึงอาการใดอีกแล้ว เพียงข้ามคืน หรือว่า..นี่คือเหตุผลที่นำพาข้าพเจ้ามาที่นี่ เหตุบังเอิญไม่มี พลันจิตก็น้อมนึกถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายได้ในทันที

ข้าพเจ้าสำนึกในเมตตาของท่านอย่างสุดซึ้ง ทั้งท่านอาจารย์อัจฉราวดีที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ และสัมผัสความเมตตาของท่านได้ อีกทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยกายหยาบ แต่ท่านยังส่งผ่านความเมตตาให้เรารับรู้และสัมผัสเสมอจากต่างมิติ เกิดเป็นปัจจัตตังเฉพาะตน และเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเชื่ออย่างมั่นคงยิ่งขึ้นว่า “เราไม่เคยถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวสักครั้ง หากยังมุ่งมั่นพากเพียรภาวนาต่อเนื่องอย่างรู้หน้าที่”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.