ประสบการณ์ภาวนา คุณมนัส

ด้วยเทคนิคการภาวนาที่เอกอุ พร้อมด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ที่เปี่ยมด้วยกำลัง ความเพียร และศรัทธาที่หนักแน่นของข้าพเจ้า พิษแห่งกิเลสกามนั้นย่อมสำรอกออกได้ในที่สุด

6 ปีในการดำรงประพฤติธรรม ไม่ง่ายเลยที่จะถอดถอนสำรอกกิเลสกามได้ กิเลสตัวอื่นใดที่ว่ายาก หากมาถึงด่านกามราคะแล้วเป็นต้องสะท้าน ตัวผมเองนั้น จากการสังเกต เป็นผู้ชอบและติดในสัมผัสความร้อยรัดอย่างแนบแน่นยากที่จะถอดถอน และแม้จะผ่านหลายขั้นตอนแล้ว แต่ก็ได้เฝ้าสังเกตตัวเองมาโดยตลอดว่า ทำไมความรู้สึกติดใจในกามราคะนั้นยังคอยรังควานอยู่ร่ำไป ดึงให้เราเผลอไผลไปบ้างในบางครั้ง แม้จะยื้อเพียงใด จิตของเราเป็นอะไร ทำไมขาดซึ่งกำลัง ทำไมด่านนี้ถึงได้หนักหนาสาหัสเหลือเกิน ยากที่จะผ่านไปได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านสำเร็จกิจแล้ว ท่านช่างน่าสรรเสริญจริง ๆ แล้วเมื่อไหร่ เราจะไปถึงจุดนั้นได้ บางครั้งรู้สึกท้อแท้ แต่เมื่อคิดได้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ด้วยกำลังใจนี้ทำให้ข้าพเจ้าไม่เคยลดราวาศอกแม้แต่วันเดียว ในการปฏิบัติภาวนาเพื่อให้เดินอยู่ในมรรคแห่งการหลุดพ้น

แม้จะได้ปฏิบัติภาวนาในการชำระจิตในหลายเทคนิค แต่ท้ายที่สุด เหมือนการรอคอยได้สิ้นสุดลง เมื่อวันหนึ่งข้าพเจ้าได้พบหนังสือ เตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน เล่มสีแดงในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อหยิบอ่านเพียงไม่กี่บทก็รู้ได้ว่า นี่คือของจริง เป็นสิ่งที่เราตามหา บุคคลที่เป็นท่านอาจารย์ผู้สอนนั้นเป็นสตรีเพศ แต่เหตุใด เราไม่มีความตะขิดตะขวงใจใด ๆ เลย กลับชื่นชมในใจว่า เป็นเพศหญิงยังสามารถประพฤติธรรม ภาวนาและมีสภาวธรรมที่ทำให้เห็นได้ว่า ท่านได้ก้าวข้ามอยู่เหนือกิเลสกามได้แล้ว แล้วเราจะรออะไรอยู่ จึงพาตัวเองออกตามหาท่าน จนได้พบในที่สุด

เมื่อได้มาขอเรียนวิชาเตโชวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีผู้สอนที่จริงจังเยี่ยงชาย แตกต่างกับที่เคยได้ประสบมา ตัดสินใจได้เลยว่าท่านอาจารย์ผู้นี้แหละจะเป็นผู้ชี้นำให้เราได้แน่นอน และการเดินทางหาขุมทรัพย์อื่นใดก็จบสิ้นลงที่เตโชสถานแห่งนี้ ความศรัทธาอันมั่นคงของข้าพเจ้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณธรรมจากท่านอาจารย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผลจากการปฏิบัติภาวนาด้วยเทคนิคนี้ ทำให้ปรากฏด้วยในสภาวธรรมที่รู้ชัดในจิต จึงตัดสินใจแน่ชัดแล้วว่า วิชานี้แหละ เทคนิคนี้เอง จะเป็นสรณะในการปฏิบัติของเราต่อไป จนถึงที่สุดแห่งทุกข์อย่างแน่นอน

ด้วยความตั้งมั่นในเป้าหมายอันสูงสุด คือ การไม่กลับมาเวียนว่ายในวัฏสงสารอีก ข้าพเจ้าเชื่อฟังท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในการสั่งสอนในทุกบริบท ให้เพ่ง ตรึง รู้ มีสัมปชัญญะที่จุดสัมผัส โดยไม่ติดใจ ไม่คิดวนในสภาวธรรมใดที่เกิดขึ้น ทั้งกับกายและจิต ให้สักแต่รู้และวางเฉย เมื่ออยู่นอกธรรมสถานหรือแม้แต่อยู่ที่บ้าน ก็ยังคงความมีวินัยในการภาวนาอย่างต่อเนื่องเช้าเย็น และบางครั้งข้าพเจ้าเพิ่มเป็น 3 เวลาในช่วงวันหยุด และยังได้ถือโอกาสปลีกวิเวกถือสันโดษเป็นเวลา 3 วันบ้าง 4 วันบ้าง 5 วันบ้าง อย่างต่อเนื่องตามแต่โอกาสจะอำนวยมาโดยตลอด และที่ต้องให้ความสำคัญคือ การฝึกสติกำกับรู้ในอิริยาบถย่อยขณะเดิน ยืน นั่ง และนอน ในชีวิตประจำวัน แม้บางขณะอาจมีฟุ้งคิดหรือหลุดออกจากกายบ้าง แต่ข้าพเจ้าไม่เคยลดละในการฝึกซ้อมให้อยู่ในทางแห่งมรรค คือ ศีล สมาธิ และปัญญา แม้แต่วันเดียว เพราะรู้ว่า ด้วยการปฏิบัติเดินทางอยู่ในมรรคแบบนี้แหละ ที่จะช่วยขัดเกลา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากใจเราได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

หนึ่งในการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้าคือ การพิจารณาธรรม พิจารณาเพื่อน้อมไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายจากความกำหนัดที่ร้อยรัด เช่น การไปซื้อของในตลาดก็จะกวาดสายตามองผู้คน แม่ค้าที่นั่งเรียงรายขายสินค้าน้อยใหญ่ที่ตนนำมาวาง เห็นคนหนุ่ม คนสาว คนแก่ ขวักไขว่ เป็นภาพที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นความดิ้นรนกระเสือกกระสนของผู้คน เพื่อให้ตนอยู่รอด เพื่อให้ครอบครัวมั่งมี บางคนต้องนั่งขายของอยู่ในตลาดตลอดทั้งวันในสภาพรอบข้างที่ไม่มีสิ่งใดที่สำราญตาเอาเสียเลย แล้วพวกเขาจะต้องนั่งขายของอยู่ตรงนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ ตลอดไปหรือไม่ เมื่อไหร่จะจบ นี่คือความทุกข์ชัด ๆ แล้วให้นึกย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า เราอยากเป็นแบบพวกเขาอยู่ไหม ยังอยากดิ้นรนเพื่อความอยากได้อยากมีอยู่ไหม ยังอยากจะเกิดมาบนโลกนี้ เพื่อมาวนทำมาหากินเพียงเพื่อให้ได้ก้อนดินที่เรียกว่า “เงิน” มาสะสมให้ตัวเองพอใจเพียงเท่านั้นหรือ เราควรพอได้แล้วไหม ควรหยุดการวนมาเกิด หยุดความทุกข์ดีกว่าไหม

และแม้แต่การครองคู่นั้น ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ สุขได้ไม่นาน ความไม่พอใจ ร้อนรุ่มก็เข้ามาแทนที่ ทุกครั้งที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็จะยิ่งทำให้ข้าพเจ้าพิจารณาธรรมแห่งความไม่เที่ยงในความสุขและทุกข์ได้ชัดเจนขึ้น เกิดความเบื่อหน่ายทุกครั้งที่เมื่อผ่านเรื่องราวไป สอนตัวเองเสมอว่าความทุกข์ใดที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ชาตินี้มันจะเป็นครั้งสุดท้าย เราจะไม่กลับมามีความพอใจ ความไม่พอใจ ความรุ่มร้อนอีกต่อไป

จากการภาวนาอย่างมีวินัยจากที่บ้าน และการถือสันโดษ ข้าพเจ้าเฝ้าสังเกตตัวเองมาโดยตลอด ว่า นี่กิเลสกามของเรา บางครั้งก็อ่อนกำลังลง ด้วยจิตที่มีสติ มีอุเบกขา รู้เท่าทัน และมันก็หายไปซึ่งเห็นได้จากสภาวธรรม เป็นการจากไปของกิเลสกาม หลายครั้งเห็นโลงศพนับไม่ถ้วนกองเรียงราย บางครั้งเห็นบ้านที่เราอยู่กลายเป็นบ้านเก่าซอมซ่อ คนที่อยู่ก็ย้ายออกไป เห็นภาพกามราคะที่แสดงตนออกมา แต่จิตในนิมิตนั้นไม่มีความรู้สึกคล้อยตามเลย ได้แต่มองดูเฉย ๆ แบบงง ๆ ว่า เขาทำอะไรกัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 2-3 ปีแรกของการปฏิบัติ ที่เมื่อมีสภาวธรรมกิเลสกาม จิตของเราตัวของเรายังกระโดดเข้าไปร่วมกับเขาได้

นี่คงถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าในการปฏิบัติของเรา เป็นการถามตัวเองอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ในทางกลับกัน บางครั้งเหตุใดเรายังเพลี่ยงพล้ำต่อกิเลสกาม ที่ยังสามารถดึงให้เราลงไปเสพได้อีก ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เหตุใดเราถึงติดในรสสัมผัสได้ถึงปานนี้ มันมีดีอะไรนักหนา เสพแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น และสุดท้ายก็ถูกพวกกิเลสหัวเราะเยาะเอาจนได้ นี่เองคือความเขลาของเรา กิเลสกามสั่งให้เราทำอะไรเราก็ทำตาม จิตของเราแท้ ๆ แต่ไม่สามารถหักห้ามได้ กลับยอมพวกมันอยู่ร่ำไป การต่อสู้ชำระกิเลสกามให้หมดไปนี้ มันเหลือกำลัง มันยากจริง ๆ มันจะเป็นไปได้ยังไง เราจะถอดถอนกามราคะได้จริง ๆ หรือ เป็นคำบ่นเพ้อ รำพึงในจิตของข้าพเจ้าเรื่อยมา

และวันนี้ที่ข้าพเจ้ารอคอย จากความเพียรและศรัทธาที่ไม่ย่อหย่อน ในการปฏิบัติคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน 20-26 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง ที่เป็นจุดตัดขาดความเป็นญาติกันของข้าพเจ้ากับกิเลสกามลงได้ในที่สุด ในวันแรก ๆ ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตฝันว่า บ้านของข้าพเจ้าได้ถูกพันรอบด้วยผ้าสแลนประหนึ่งว่าหากไม่สำเร็จไม่ต้องกลับบ้าน หากออกจากบ้านไม่ได้ ก็ออกจากวัฏสงสารไม่ได้ ดังที่ท่านอาจารย์กล่าวสอนไว้
ครั้งนี้ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติยิ่งขึ้นกว่าเคย เพราะมีกิจหลายอย่างที่ข้าพเจ้าต้องช่วยงานท่านอาจารย์ การมีจิตที่บริสุทธิ์ขึ้น ย่อมส่งผลให้สามารถทำงานเพื่อพระศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญย่อมทำให้ท่านอาจารย์มีกำลังใจและกำลังกายที่ดียิ่งขึ้น เราควรทำให้เต็มกำลัง

สภาวะภายในกายนั้นดั่งเปิดไฟระอุ เหมือนอบแห้งอยู่ตลอดเวลา แม้ในตอนพักผ่อนและกลางคืนก็ร้อนระอุไปทั่วกาย เพดานปากแห้งจนต้องลุกมาดื่มน้ำในตอนดึก ในการสดับฟังธรรมะบรรยายของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ดูเหมือนแจ่มแจ้งกว่าครั้งก่อน ๆ ขึ้นไปอีก เหมือนถูกปอกเปลือกจิตให้มีความสว่างขึ้นอีก มีความตื่นรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เห็นซึ่งความเบื่อหน่าย มีจิตอยากบ่ายหน้าออกจากกามออกจากทุกข์ทั้งปวง โดยเฉพาะธรรมะบรรยายเรื่องกามราคะ วัตถุกาม กามคุณ 5 ที่สะกิดใจของข้าพเจ้าอีกครั้ง และเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าติดอยู่ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจสดับฟัง และยังจิตให้ตามกระแสธรรม ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าปรารถนาออกจากกามยิ่งขึ้น เพราะมันร้อยรัดดึงสรรพสัตว์ ไม่ว่าบุคคลใดในโลกนี้ ก็เกิดแต่กามราคะหรือกามคุณ 5 เป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์น้อย แต่มีโทษมาก โทษมากคือ การทำให้เราติดอยู่

ฟังดูเหมือนไม่รุนแรง คำว่า “ติดอยู่” คือ ออกไปไหนไม่ได้ ในกรงขังมีแรงดึงดูดของความพอใจในกามรั้งเราไว้ จึงทำให้ข้าพเจ้าย้อนกลับเข้ามาดูตัวเองอีกครั้ง แม้จะได้ฟังคำสอนบทเดียวกันนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ช่างกระจ่างและเป็นจริง ไม่มีอะไรคัดค้าน ว่าข้าพเจ้านี่แหละเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ที่เป็นดังท่านอาจารย์สอน คือ ยังติดอยู่ในกาม ไม่มีกำลังในการออกจากกาม หาทางออกไม่ได้ แม้จะอยากออกก็ตาม ช่างน่าสลดสังเวชเหลือเกิน

ด้วยรายละเอียดของธรรมะบรรยายนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้หยุดคิดพิจารณาอีกครั้งขณะพักผ่อน ด้วยโยนิโสมนสิการในเรื่องกามราคะอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วเราพอใจในกามด้วยเหตุใด? ตรงไหนที่ทำให้เรายินดีในกามเหล่านั้นนักหนา? จึงได้ยกแขนขึ้นมาว่า นี่คือแขน มองดูจนถึงเบื้องล่าง นี่คือขา นี่คืออวัยวะ นี่คือเพศ นี่คือผม นี่คือหนัง กายเรานี้หรือที่เรียกว่า วัตถุกาม เมื่อเราพอใจกับพวกมัน พอใจในกายคนอื่น พวกนี้เป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประกอบกัน เมื่อตายไปก็กลายเป็นของเน่า ของน่ารังเกียจ เหตุใดเราถึงชอบพวกมัน ติดใจในพวกมัน ติดใจในวัตถุกาม ทั้งวัตถุกามที่เป็นเพศตรงข้าม มันมีดีอะไร เหมือนจิตจะเข้าใจอะไรสักอย่างว่า มันเป็นอย่างนั้น เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น วัตถุเหล่านี้มันไม่ได้ไปทำร้ายใคร แต่เราเองที่ไปหลงยึดพอใจในวัตถุนั้น ๆ เอง

พลันพิจารณาต่อไปเรื่องของสัมผัสหรือเวทนาที่เราพอใจ ถามตัวเองว่า เราพอใจสัมผัสตรงไหน? มันเป็นยังไง? เพราะอะไรเราถึงชอบความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสนั้นนักหนา? จึงเอาแขนมาลองถูกันดู ถูไปถูมา จึงถามตัวเองว่า นี่เป็นความรู้สึกจากการถู ก้อนเนื้อ 2 ก้อนมาสัมผัสกัน แล้วถามย้ำอีกครั้งว่า เราชอบพอใจความรู้สึกที่เกิดจากเนื้อ 2 ก้อนมาสัมผัสกันเพียงเท่านี้จริง ๆ หรือ? เป็นจริงหรือ? หยุดสักพัก เพราะเข้าใจชัด จึงพูดออกมาว่า นี่เองคือความโง่เขลาของเรา คนฉลาดที่ไหน มาติดใจชอบเพียงแค่เนื้อ 2 ก้อนถูกัน.. เพียงเท่านั้นเอง เหมือนดังกริ๊ก..พลันความรู้สึกกามราคะที่อยู่อวัยวะเบื้องล่าง ก็ลดฮวบสลายลงไป รู้สึกถึงความแตกต่างจากก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน จิตของข้าพเจ้าก็สักแต่รู้ว่ามีความรู้สึกบางอย่างลดหายออกไป แต่รู้ว่ามันยังไม่หมด และเราไม่ควรชะล่าใจ ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นจากที่นอน ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น ถอดถอนกิเลสกามไม่ให้หลงเหลือ จนเมื่อถึงระฆังตีบอกเวลาขึ้นภาวนา

ในวันที่ 4 ข้าพเจ้าได้มีนิมิตฝันเห็นท่านอาจารย์ ได้จัดงานลักษณะเหมือนงานแสดงความยินดี อันใหญ่โต เป็นงานสำหรับฆราวาส มีศิษย์มากมายมาร่วมงาน ท่านอาจารย์เป็นประธานในการกล่าวเชิญศิษย์ ด้วยน้ำเสียงที่แม้ในความฝันยังต้องเงี่ยหูฟังด้วยความประหลาดใจ ว่านั่นเสียงท่านอาจารย์หรือ ทำไมไพเราะดั่งแก้วใสได้ขนาดนั้น พลันข้าพเจ้าตื่นขึ้นมารู้ตัวว่า ยิ่งต้องเพิ่มความเพียรให้มากขึ้นไปเพื่อความไม่ประมาทพลาดพลั้ง และยังได้มีนิมิตเห็นบ้านหลังหนึ่งถูกทำลายไป พ่อแม่ชักชวนลูกให้ย้ายหนีออกจากที่นั่น และเห็นคล้ายบ่อนการพนันอันใหญ่โต ที่มีผู้คนเข้าไปแล้วติดอยู่ข้างในนั้นไม่สามารถออกได้เลย และมีคนคอยสกัดกั้นไม่ให้หลุดออกมาได้ และยังมีสภาวธรรมที่เห็นครอบครัวหนึ่ง ได้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านของตนไปคนละทิศคนละทาง ทิ้งไว้ให้เหลือเพียงคนเดียว หน้าบ้านหลังนั้นมีต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาปกคลุมบ้าน แล้วข้าพเจ้าได้ฟันทำลายกิ่งไม้ขนาดใหญ่นั้นล้มครืนลงมา

แม้ความสกปรกใด ๆ ก็ถูกชำระออกไปด้วยไฟเตโชธาตุ จากที่ได้เห็นในนิมิตฝันก่อนเข้าคอร์ส มีส้วมเรียงรายนับสิบ สองฝั่งตรงกันข้าม ทันใดก็เกิดระเบิดขึ้น ห้องน้ำทั้งหมดพังระเนระนาดลงไปใช้การไม่ได้ แต่สังเกตว่ายังมีคนแอบเข้าไปใช้ห้องน้ำได้อยู่ห้องหนึ่ง และเหมือนท่าทางหลบ ๆ ซ่อน ๆ พอข้าพเจ้าสังเกตเห็น เขาก็รีบหลบเข้าไปในห้องน้ำอีกห้องที่อยู่ตรงกันข้าม เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นกิเลสที่นำความสกปรกมาสู่จิต เปรียบได้กับห้องน้ำที่เป็นแหล่งรองรับของเสียทั้งหลายและได้ถูกทลายลง หนีกันกระเจิดกระเจิง หัวซุกหัวซุน และอีกนิมิตที่สำคัญและชัดเจนของจิต ที่ไม่เกาะเกี่ยวกับกิเลสกาม คือได้เห็นภาพกามราคะมากมายเกิดขึ้น แต่ตัวข้าพเจ้าเองกลับยืนดูเฉย ๆ โดยที่ไม่มีความรู้สึก ชอบ ชัง ไม่เข้าไปอยากรู้อยากเห็น ไม่ผลักไสออก เป็นจิตเฉย ๆ

พอตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่า ทำไมในความฝันเราถึงได้เฉยกับภาพกามราคะได้ขนาดนี้ พอพิจารณาถึงลักษณะของจิตตนเอง แม้ในความฝันในจิตใต้สำนึก เขายังรู้เองว่านั่นคือกามราคะ แต่เขากลับวางเฉย ไม่เข้าไปให้ค่า ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ถูกดึงดูดให้ยินดีหรือพอใจ พลันให้ร้อง อ้อ..จิตแบบนี้เองที่เรียกว่าไม่ติดในกาม ไม่ถูกดึงมาสู่โลกแห่งกาม จึงลอยเหนือกามภพทั้ง 11 ภพ ไม่กลับมาสู่ภพแห่งกามอีกแล้ว มันช่างชัดแจ้งเป็นสิ่งที่รู้เองเห็นเองจริง ๆ อ่านหนังสือ ฟังธรรมมาก็นาน หาได้มีปัญญาจริง ๆ ไม่ เป็นปัญญาของผู้อื่นโดยแท้ กว่าจะรู้ กว่าจะมีปัญญาที่เกิดจากตัวเอง คำนี้ช่างใช้ได้เสมอ “อันธรรมใดที่เราไม่มีประสบการณ์ ธรรมนั้นย่อมไม่กระจ่างแก่เรา”

ในช่วงบ่ายของวันที่ 5 ขณะภาวนาในเรือนพัก ข้าพเจ้าเพ่งเพียรเผาด้วยจิตที่ตั้งมั่น ความร้อนอันแรงกล้าระอุไปทั่วอณูกาย เตโชธาตุพุ่งลงไปเผาที่ฝ่าเท้า มีความรู้สึกถึงการดึง ดังกึก ๆ เหมือนเส้นหลาย ๆ เส้น บริเวณเท้า ขา สะโพก หลุดขาดออกเป็นระยะ ๆ ระหว่างนั้นก็มีกระแสปีติเบา ๆ เกิดขึ้นตามร่างกายเป็นระยะ ๆ ข้าพเจ้ายังคงเพ่งตรึงรู้อย่างไม่ย่อท้อ ทันใดนั้นภาพที่ปรากฏตรงหน้าที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนขณะหลับตานั้น มีก้อนดำทะมึนขนาดเท่าลูกแตงโมหลุดออกมาเหมือนการสำรอกออกอย่างจัง เป็นที่น่าแปลกใจจริง ๆ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงวางเฉย สักแต่รู้ ไม่ตามดู เพราะรู้ว่า เรากำลังเผาชำระกิเลสอยู่ ก็ต้องมีสิ่งสกปรกหลุดออกไปเป็นเรื่องธรรมดา และธรรมะสำคัญที่น้อมนึกถึงจากคำสอนของท่านอาจารย์อีกประการหนึ่งคือ “จิตที่ไร้น้ำหนัก ย่อมไม่สามารถถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงใด ๆ ได้ และนั่น ต้องเป็นลักษณะของจิตที่สะอาดและมีความเป็นอุเบกขาชัดเจนขึ้น”

ในวันสุดท้ายของการภาวนา ข้าพเจ้าได้คิดในใจว่า ไม่ว่าจิตของข้าพเจ้าจะมีความก้าวหน้าในขั้นใดก็ตาม แต่ครั้งนี้เราได้มาปฏิบัติ เราได้อริยทรัพย์เพื่อปูทางให้เราได้ถึงธรรมในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน ตามที่ท่านอาจารย์ได้เน้นย้ำไว้

ในช่วงเช้าของวันสุดท้าย เป็นการปฏิบัติเพื่อเป็นอาจาริยบูชา แด่พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วันนี้ข้าพเจ้าก็นึกถึงความเป็นตัวเอง นึกถึงลักษณะของตัวข้าพเจ้าเอง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่าข้างในนี้มีแต่อัตตา มีแต่กิเลส ความสกปรก จึงตั้งใจว่าชั่วโมงนี้เราจะชำระอัตตาของเรา เพื่อบูชาเป็นอาจาริยบูชา เมื่อจบชั่วโมง ท่านอาจารย์ได้เรียกสอบอารมณ์เฉพาะข้าพเจ้าและศิษย์อีกท่านหนึ่งเท่านั้น แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า “การปฏิบัตินั้น คือการสะสมอริยทรัพย์ เพื่อให้เราเดินทางไปสุดทางได้” ข้าพเจ้ารับทราบคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ พอเสร็จจากการภาวนาร่วมกับท่านอาจารย์ ก่อนถอยตัวกลับออกไป ท่านได้กล่าวแสดงความพอใจกับพัฒนาการในการปฏิบัติของข้าพเจ้า สิ่งนี้ทำให้ยิ่งซาบซึ้งในความเมตตาอย่างสูงยิ่ง จึงกล่าวกับท่านอาจารย์ว่า “ศิษย์มาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะมีท่านอาจารย์เมตตาชี้แนะชี้ทาง หากขาดซึ่งท่านอาจารย์แล้ว วันนี้คงไม่มีแก่ศิษย์ ไม่มีเลยจริง ๆ” น้ำตาไหลด้วยความปีติ นับเป็นกำลังใจอันเยี่ยมเพื่อปฏิบัติไปให้สุดทาง

ข้าพเจ้าขอกราบด้วยความน้อมรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และสำนึกในความเมตตากรุณาอันมากล้นจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เมตตาชี้แนะสั่งสอนธรรมต่อข้าพเจ้า ให้เดินทางแห่งการหลุดพ้น นับว่าเป็นบุญเป็นวาสนาของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง กำลังใดที่ท่านอาจารย์ได้ขาดหายไป วันนี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมีส่วนหมุนวนพลังงานอันบริสุทธิ์ เข้ามาตอบแทนเสริมกำลังกาย และกำลังใจให้ท่านอาจารย์ได้มีพลังในการสั่งสอนธรรมต่อไป ข้าพเจ้าขอเป็นอีกคนในหมู่ศิษย์ผู้มีจิตกตัญญู ยืนยันในอานุภาพของวิชาเตโชวิปัสสนากรรมฐาน และผลที่เกิดขึ้นกับตนที่เห็นเป็นปัจจัตตัง ว่าสามารถชำระจิตให้กระจ่างในธรรมได้ในทุกลำดับขั้น

หนังสือธรรมะใดก็ดี อ่านเพื่อเป็นสุตมยปัญญา พร้อมด้วยจินตามยปัญญา และต้องจบด้วยการออกปฏิบัติให้เห็นจริง เกิดความรู้แจ้งในตนด้วยภาวนามยปัญญา ขอพลังธรรมใดที่มีอยู่ ความดีงามที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าแล้ว ได้เป็นกำลังหนุนให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องได้มีกำลังใจในการชำระความไม่บริสุทธิ์ออกจากจิต เพื่อความพ้นไปแห่งสังสารวัฏทุกท่านด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.