ประสบการณ์ทางธรรมคุณอารีวรรณ

ข้าพเจ้าอายุ 45 ปีเป็นบุตรสาวคนโตของบิดามารดาที่มีฐานะปานกลาง มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันอาศัยอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่เด็กมีนิสัยมุ่งมั่น ตั้งใจเรียน มักสอบได้ที่ 1 ของห้องเสมอ เรียนจบปริญญาตรีพยาบาลศาสตรบัณฑิต ก็ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 หลังเรียนจบรับราชการเป็นพยาบาลประจำการอยู่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันโอนย้ายมาประจำที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี บุคลิกการทำงานของข้าพเจ้าคือ มีความเชื่อฟังต่อหัวหน้างานอย่างยิ่ง หากได้รับคำสั่งใดมาแล้ว ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดก็ตาม จะพยายามแก้ไขและทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่ว่าจะมีหัวหน้าเป็นใครก็ตาม ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดีเสมอมา มีครอบครัวและบุตรสาว 1 คน ที่บ้านนับถือศาสนาพุทธ มีโอกาสก็ไปทำบุญตามเทศกาล ไม่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

แต่มีคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้ามักถามตนเองอยู่เสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม เกิดมาได้อย่างไร และตายแล้วจะไปไหนต่อ นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ เป็นคำถามที่กวนใจข้าพเจ้ามาตลอด คำว่านิพพานในความคิดของข้าพเจ้านั้นมีไว้สำหรับพระอรหันต์ ในใจลึก ๆ มีความรู้สึกอยากหลุดพ้น พอได้ยินคำว่าสติปัฏฐาน 4 ครั้งแรก ใจมันชอบแต่ไม่รู้ว่าชอบเพราะอะไร ไปค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตและพิมพ์ออกมาอ่านเป็นร้อยหน้าแต่ก็อ่านไม่รู้เรื่อง ช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องย้ายสถานที่ทำงานใหม่ ต้องใช้ความระมัดระวังและใส่ใจเรื่องการทำงานสูงมาก ๆ ข้าพเจ้าต้องใช้สติจดจ่อทุก ๆ อิริยาบถ โดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำเพื่อปฏิบัติธรรมแต่ประการใด เพียงเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ผลที่ได้มากกว่าที่ต้องการ คือทุก ๆ การกระทำ ทุก ๆ คำพูดและทุกความคิด เหมือนข้าพเจ้าควบคุมได้หมด ได้อย่างใจสั่งทุกอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งเห็นเหมือนตนเองแยกเป็น 2 คน คือเห็นตนเองมองตนเองทำอะไร ๆ อยู่ แต่เมื่อย้ายที่ทำงานครั้งสุดท้ายไม่ได้มีภาวะกดดันอย่างเดิมก็ไม่ได้ฝึกสติอีก ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังเสียดายรัตนะในมือที่ได้มาครั้งนั้น แต่ก็มีความเข้าใจว่ายังไม่ถึงเวลาของเรา

หลังจากนั้นความสนใจในธรรมะของข้าพเจ้าก็เป็นไปแบบตามกระแสคือ ช่วงนั้นหนังสือประเภท How To เป็นหนังสือขายดี หนังสือที่ข้าพเจ้ามักซื้อมาอ่านคือธรรมะกับวิทยาศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์เขียน เพราะคิดว่าถูกจริตกันดี ตอนนั้นยังไม่ได้ถือศีล 5 เพราะมีข้ออ้างว่า ใช้ชีวิตเป็นฆราวาสอยู่อย่างนี้จะถือศีลได้อย่างไร ช่วงนั้นมารดาของข้าพเจ้าศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง เริ่มมีปัญญาทางธรรมและมีความศรัทธาต่อการหลุดพ้น ท่านพยายามดั้นด้นไปปฏิบัติธรรมสายต่าง ๆ ตามที่โอกาสอำนวย ทั้งวัดอัมพวัน วัดมหาธาตุ วัดท่าซุง วัดมเหยงคณ์ มีความศรัทธาอย่างท่วมท้น และได้เพียรพยายามให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่ใดก็ได้ เนื่องจากเคยฟังที่ข้าพเจ้าเล่าเรื่องการฝึกสติแล้วได้ผลจริง จึงคิดว่าข้าพเจ้าน่าจะเป็นผู้มีวาสนาต่อการหลุดพ้นก็เป็นได้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อคู่ชีวิตของข้าพเจ้าไม่เคยมีศรัทธาที่แท้จริงเลย คิดว่าหากต้องการปฏิบัติธรรมจริงปฏิบัติที่บ้านก็ได้เหมือนกัน ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าเดินทาง ไม่ต้องออกไปค้างอ้างแรมที่ไหน ข้าพเจ้าก็ถอดใจ แล้วคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวาสนาเป็นแน่ ไม่อยากต้องมีปากเสียงกันเพราะคู่ชีวิตเป็นคนจริงจังกับชีวิตมาก หากคิดว่าสิ่งไหนไม่ได้ให้ประโยชน์กับครอบครัวก็จะไม่เสียเวลาแม้แต่จะศึกษาด้วยซ้ำ

ข้าพเจ้าจึงทำได้เพียงศึกษาธรรมะจากหนังสือที่มารดานำมาให้อ่าน ถือศีล 5 บริสุทธิ์ และปฏิบัติธรรมเองที่บ้าน โดยยึดหลักการของคุณแม่สิริ กรินชัย ระหว่างนั้น แพทย์ที่ทำงานด้วยกันก็มาชักชวนให้ไปเข้าคอร์สของคุณแม่สิริ เป็นเวลา 5 วันที่บ้านของกัลยาณมิตร ที่จังหวัดปทุมธานี โดยข้าพเจ้าสามารถนั่งสมาธิได้ยาวนานถึง 30 นาทีติดต่อกันโดยไม่เป็นปัญหาใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยนั่งสมาธินานขนาดนี้มาก่อน และยังเกิดอาการปีติต่าง ๆ มากมาย เช่น เห็นแสงสว่างมาก น้ำตาไหล ตัวโยก ตัวโคลง และขณะอยู่ในคอร์ส ก่อนจบจากคอร์ส อาจารย์ประจำคอร์สได้ให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานตามวาสนาบารมีของข้าพเจ้าด้วยเถิด เมื่อได้ฟังดังนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่ คำว่าวาสนาบารมี เราจะทราบได้อย่างไรว่า เมื่อไรบารมีของเราจะเต็ม อีกกี่ภพกี่ชาติกันหนอ

เมื่อกลับไปบ้าน ข้าพเจ้าก็เพียรพยายามฝึกสมาธิต่อ มีอยู่ครั้งหนึ่งจำภาพได้ไม่ลืม ขณะกำลังนั่งสมาธิปรากฏภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกได้เสด็จมาโปรด ขณะที่ปรากฏภาพนั้นมีความสว่างมาก มีกระแสแห่งความปีติท่วมท้น น้ำตาไหลอาบแก้ม ศีรษะข้าพเจ้าน้อมลงกราบที่พระบาทนิ่งอยู่นาน จนกระแสนั้นจางหายไป ทำให้มีกำลังใจว่าเราต้องมีวาสนาบ้างเป็นแน่ ด้วยความสงสัยในพระนิพพานและวาสนาบารมีของตนเอง จึงออกค้นหาทางอื่น เมื่อมีโอกาสจึงได้ไปกราบพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ที่วัดท่าซุง และไปฝึกมโนมยิทธิที่ซอยสายลม แต่การณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คาด การใช้ฤทธิ์ทางใจท่องแดนนิพพานไม่เป็นไปอย่างที่ข้าพเจ้าคิด ภาพที่เห็นช่างหมองหม่น วิมานของข้าพเจ้าก็มืดและเล็กราวกับศาลพระภูมิ กลับยิ่งทำให้จิตใจหดหู่เข้าไปใหญ่ จิตตกอย่างหนักว่า หมดแล้ววาสนาบารมีของเราไม่เห็นหนทางอีกแล้ว

ในขณะที่จิตกำลังตกถึงที่สุด วันรุ่งขึ้นครอบครัวได้พากันไปห้างสรรพสินค้าและเดินเล่นที่ร้านขายหนังสือ ขณะที่เดินดูเรื่อยเปื่อย สายตาก็ไปสะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีสุภาพสตรีสวมชุดสีขาวที่คุ้นตา เพราะเคยมีเพื่อนพยาบาลแชร์ในเฟซบุ๊กที่พูดถึงสุภาพสตรีท่านนี้อยู่ จึงลองมองไปที่ชื่อหนังสือ “ฆราวาสบรรลุธรรม” วินาทีแรกตกใจว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่ฆราวาสจะบรรลุธรรมได้ จึงลองเปิดอ่าน เท่านั้นเองเหมือนจิตถูกกระแทกอย่างแรงให้ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายที่หาทางออกไม่ได้ หลังจากซื้อมาอ่านก็วางไม่ลง ตื่นเต้นกับทุก ๆ คำที่ท่านผู้เขียน คือ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้เล่าถึงความลับต่าง ๆ ให้ได้รับรู้ และค้นพบว่านี่แหละหนทางกลับบ้านของเรา และยังได้ส่งต่อหนังสือให้มารดาผู้เปิดดวงตาทางธรรมให้ข้าพเจ้าตั้งแต่แรกได้อ่าน รวมทั้งน้องสาวที่มีสัมมาทิฐิเช่นเดียวกับข้าพเจ้า เราทั้ง 3 คนตื่นเต้นมีความเห็นตรงกันทุก ๆ อย่าง และมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่า เป็นตายอย่างไรต้องไปปฏิบัติธรรมสายนี้ให้ได้ ไม่ให้เสียชาติเกิด แต่คิดแล้วก็เครียด ลองเอาหนังสือให้คู่ชีวิตอ่านเขาก็ต่อต้านทันที และห้ามไม่ให้ไปเด็ดขาดเพราะเป็นต่างจังหวัด ข้าพเจ้าก็เลยต้องเงียบ ๆ ไปก่อน แต่ก็พยายามหาทางออกโดยการเขียนอีเมลไปถึงท่านอาจารย์พร้อมฝากตัวเป็นศิษย์และสอบการปฏิบัติเบื้องต้น ท่านจึงส่งลิงก์อานาปานสติกลับมาให้ได้ฝึก เป็นที่ปลาบปลื้มอย่างยิ่ง

ในขณะที่กำลังหาหนทางที่จะไปปฏิบัติธรรมอยู่นั้น ก็ได้รับข่าวว่า ท่านอาจารย์จะมาบรรยายธรรมะที่สำนักงานใหญ่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จึงกระตุ้นให้มารดาและน้องสาวได้ไปฟังธรรมจากท่านอาจารย์ และคาดว่าทั้ง 2 คนต้องได้รับการเปิดจิตอยากไปปฏิบัติธรรมแน่นอน และเป็นไปตามที่คาดการณ์ คนแรกที่หาทางไปปฏิบัติอานาปานสติก่อนก็คือน้องสาว ตามด้วยมารดา ทั้ง 2 คนกลับมาเล่าถึงความดีงามของสายธรรม ความสัปปายะและความปลอดภัยของสถานที่ ในที่สุดกลางปี 2560 คู่ชีวิตจึงได้ให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติอานาปานสติของสายธรรมเตโชวิปัสสนาเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน และยังมีโอกาสไปร่วมพิธีทอดผ้าป่าที่เตโชวิปัสสนาสถานที่สระบุรีทั้งครอบครัว คือ บิดา มารดา ครอบครัวน้องสาว และครอบครัวของข้าพเจ้า คู่ชีวิตมีโอกาสได้ฟังธรรมแท้จากท่านอาจารย์ เขาซาบซึ้งมากบอกว่า เป็นเหตุเป็นผลถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนทุกอย่าง คู่ชีวิตเห็นถึงประโยชน์ในชีวิตประจำวันของการนั่งสมาธิ จึงนั่งอานาปานสติคู่กับบุตรสาวในตอนค่ำด้วยกัน ตัวข้าพเจ้าก็เพียรพยายามฝึกความนิ่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พร้อมก่อนจะไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนา หลาย ๆ ครั้งจะมีภาพพระอรหันต์ที่ละธาตุขันต์ไปแล้วมาปรากฏในจิตและให้กำลังใจ เช่น หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อปาน หลวงปู่แหวน หลวงปู่ทวด และอีกหลาย ๆ องค์

ข้าพเจ้าเพียรปฏิบัติอานาปานสติอย่างมีวินัยให้ได้อย่างน้อย วันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง 5 วันต่อสัปดาห์ แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมากก็ตาม การไม่สามารถไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ข้าพเจ้าต้องหาหนทางให้กำลังใจตนเองเพื่อไม่ให้หลุดออกนอกทาง พยายามอ่านคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ต่าง ๆ อ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมเล่ม 1 และ 2 ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้มีจิตใจที่หนักแน่นต่อสายธรรมและการหลุดพ้นขึ้นมาได้ ต้นปี 2561 ข้าพเจ้าคิดว่า ถึงเวลาที่ควรจะต้องวางแผนใหม่เพื่อเตรียมเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาเสียที เพราะรอเวลามานานแล้ว แต่มีด่านหิน 2 ด่านคือ คู่ชีวิตและที่ทำงาน คู่ชีวิตนั้นพอข้าพเจ้าพูดถึงการจะไปเข้าคอร์ส 7 วันก็เกิดความไม่พอใจ ข้าพเจ้าก็เฝ้ารอโอกาสอย่างใจเย็น ไม่พูดถึงสายธรรมอีกเลยจนเขาเกือบ ๆ จะลืมไปแล้ว

แล้วก็ถึงวันที่ท่านอาจารย์มีบทบาทอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้คู่ชีวิตใจอ่อน ช่วงที่ท่านอาจารย์เป็นข่าวใหญ่เพราะสืบเนื่องมาจากท่านอาจารย์ออกมารณรงค์เรื่องการหยุดอลัชชี คู่ชีวิตเอาใจช่วยท่านอาจารย์อย่างยิ่ง เมื่อท่านอาจารย์ตอบคำถามนักข่าว ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่นักภาวนาพบเจอแต่ไม่สามารถเล่ารายละเอียดได้ เนื่องจากต้องคุยกันเฉพาะวงในนักวิปัสสนาเท่านั้น คู่ชีวิตถามว่า แล้วข้าพเจ้าล่ะ เป็นวงในหรือยัง ข้าพเจ้าตอบว่า จะเป็นได้อย่างไร ยังไม่ได้รับกรรมฐานจากท่านอาจารย์เลย เขาจึงบอกว่า ก็ไปรับจากท่านอาจารย์เสียสิ ข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก ส่วนมารดาและน้องสาวนั้น ก็มีธรรมะจัดสรรให้ได้ไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากันทั้ง 2 คน สำหรับที่ทำงานนั้น เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นพนักงานที่ทำงานเกินร้อย และมีหัวหน้างานที่ทำงานเกินร้อยยิ่งกว่าข้าพเจ้า ในแต่ละปี หากไม่มีธุระที่จำเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าก็จะไม่ใช้วันพักร้อน ข้าพเจ้าจึงเลือกวันที่หัวหน้าอารมณ์ดีที่สุดขออนุญาตลาพักร้อนต่อเนื่อง 4 วัน เพื่อไปเข้าคอร์ส หัวหน้าตอบตกลง ฟ้าเปิดแล้ว ข้าพเจ้าจึงเลือกลงวันที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2561 ก่อนวันที่ข้าพเจ้าจะส่งอีเมลไปสมัครเข้าคอร์สนั้น ได้ฝันเห็นท่านอาจารย์มาพักที่บ้านบริเวณปีกซ้าย ซึ่งเป็นบริเวณที่ข้าพเจ้านั่งภาวนาตอนเช้าทุก ๆ วันนั่นเอง การได้ไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาคือฝันที่เป็นจริงของข้าพเจ้าแท้ ๆ ก่อนที่จะได้ไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนา ข้าพเจ้ายอมรับว่าตนเองนั้นมีความอยากที่จะได้พบเห็นสิ่งใด ๆ ก็ตามที่จะมาปรากฏในจิตเพื่อเป็นการยืนยันว่า ข้าพเจ้ามาถูกทาง และมีความมั่นใจเนื่องจากได้ฝึกอานาปานสติจนนิ่งพอสมควรแล้ว

วันแรกที่ข้าพเจ้ารับกรรมฐานนั้นเวทนาเล่นงานจนเกือบจะถอดใจ ไม่ว่าจะนั่งท่าไหนก็ปวดไปหมด ปวดร้าว ปวดลึก ทั้งเข่า บ่า สะบัก ข้อมือ แต่ก็พยายามอดทนอย่างยิ่ง ในใจคิดว่าทำไมใคร ๆ ก็นั่งกันนิ่ง ๆ ฉันคงปวดอยู่คนเดียว ความคิดที่อยากจะเห็นภาพในจิตหายไปเลย วันที่ 4 ความปวดในจุดเดิมกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง เริ่มหาท่าทางนั่งที่เหมาะกับตนเองได้ สามารถนั่งได้นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง และในขณะที่กำลังนิ่ง เพ่งจุดสัมผัส มีความร้อนระอุแบบเตาอบโดยที่ไม่มีความต้องการใด ๆ นั้นเอง ก็ปรากฏภาพสถานที่และเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ในอดีตที่คิดว่าเราไม่ได้ใส่ใจแล้ว 2 เหตุการณ์ อารมณ์เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าร้องไห้ออกมาจนน้ำตาและน้ำมูกไหลหยดลงบนผ้าคลุมตักจนเปียกไปหมด และได้รายงานสภาวธรรมนี้ให้ท่านอาจารย์ได้ทราบ เย็นนั้นเดินจงกรมและพิจารณาธรรมจากธรรมชาติ สายตาไปหยุดอยู่ที่ภูเขาหินซามูไร ความเศร้าก็ถาโถมเข้าสู่จิต ร้องไห้ออกมาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ

วันที่ 5 ท่านอาจารย์ให้สร้างสัจจะบารมี โดยนั่งภาวนาที่เรือนให้ได้นานที่สุด ข้าพเจ้าสามารถนั่งได้นาน 2 ชั่วโมงครึ่ง ในขณะที่มีความร้อนระอุและนิ่งอยู่ที่จุดสัมผัสนั้นเอง ปรากฏเป็นภาพแม่ทัพซามูไรถือดาบวิ่งนำหน้าข้าพเจ้า ก็รู้สึกดีใจเข้าใจว่าท่านอาจารย์คงแผ่พลังมาช่วยคุ้มครอง แต่สักพักเกิดภาพเป็นแม่ทัพนั่งบนที่นั่งสูง มีลูกน้องซามูไรนั่งคุกเข่าทำความเคารพ ศีรษะค้อมก้มต่ำ น้ำตาก็ไหลออกมาเอง อารมณ์ตอนนั้นคือ เจ็บแค้นแทนหัวหน้า สุดท้ายข้าพเจ้าอยู่ในพิธีฮาราคีรี เห็นภาพผู้ที่กระทำการฮาราคีรีตนเองอย่างชัดเจน คราวนี้อารมณ์เศร้าเสียใจ อาลัย อาวรณ์ ถาโถมเข้ามาอย่างท่วมท้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง พร้อมทั้งให้คำตอบกับชีวิตของข้าพเจ้าได้อย่างมากมาย เมื่อความเศร้าจางหายไป ก็ปรากฏเป็นภาพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และท่านอาจารย์ คราวนี้น้ำตาแห่งความน้อมรำลึกถึงพระคุณที่ได้ร่ำเรียนวิชาที่สูงที่สุดในจักรวาลก็ไหลออกมาอีกครั้ง แต่ในใจก็ยังสงสัยว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพสังขารเดิมของข้าพเจ้าหรือไม่ หรือกิเลสสร้างขึ้นมาหลอก เมื่อมีโอกาสกราบเรียนสภาวธรรมให้ท่านอาจารย์ได้ทราบ อารมณ์แบบเดิมก็กรุ่นขึ้นมาและร้องไห้อีกครั้ง ท่านอาจารย์จึงเมตตาบอกให้ทราบว่า กิเลสสร้างได้แต่ภาพ แต่ไม่สามารถสร้างอารมณ์ขณะที่เหตุการณ์นั้นเกิดจริงได้ ข้าพเจ้าจึงได้คำตอบที่สงสัยในชีวิตของข้าพเจ้าเสียที คือบุคลิกที่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชาอย่างยิ่ง สั่งคำไหนได้คำนั้น ไม่มีบิดพลิ้ว ท่านอาจารย์จึงถามว่าทำงานอะไร ข้าพเจ้าเรียนให้ท่านทราบว่าเป็นพยาบาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนท่านอาจารย์คือ ข้าพเจ้านั้นมีสายเลือดส่วนหนึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นจริง ๆ คุณตาเป็นทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเดิมอยู่เมืองอุเอโนะ โอซาก้า เมืองแห่งนินจา อาศัยอยู่ในเมืองไทยจนกระทั่งเสียชีวิต ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ ฟังเพลงญี่ปุ่นของคุณตาแล้วก็ร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็ไม่พบสภาวธรรมใด ๆ ที่เป็นภาพอีก สำหรับการปฏิบัติต่อเนื่องที่บ้าน ตอนแรกข้าพเจ้าหนักใจอยู่ว่าจะต้องมีวินัยมากขึ้น จากเดิมที่นั่งภาวนาพร้อมกัน 3 คน ทั้งครอบครัวเพียง 30 นาทีนั้น ไม่เพียงพอเสียแล้ว อย่างต่ำต้อง 50 นาที เกรงว่าคู่ชีวิตจะไม่เข้าใจ แต่กลับเป็นว่าเขารออยู่ที่จะเพิ่มเวลาให้นานขึ้น สุดท้ายก็เลยได้นั่งร่วมกันทั้ง 50 นาที ตอนนี้คู่ชีวิตเริ่มวางแผนที่จะไปเข้าคอร์สอานาปานสติแล้วค่ะ

ข้าพเจ้าขอน้อมกราบพระพุทธบิดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกภพชาติ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ข้าพเจ้าจะรักษารัตนะในมือนี้มิให้สูญหายไปอีก จะมีความเพียรพยายามข้ามไปให้ถึงฝั่ง กลับบ้านพร้อมกันกับท่านอาจารย์เจ้าค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.