ประสบการณ์ภาวนา คุณกุลนาถ

ข้าพเจ้าชื่อ กุลนาถ ชื่อเล่น อุ๋ย เติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพรับซื้อของเก่าเป็นลูกคนกลาง ตั้งแต่เด็กมีนิสัยที่ซุกซนและดื้อมาก ชอบทำข้าวของในบ้านเสียหายเป็นประจำ ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่เที่ยวเล่นซนไปวัน ๆ จนเมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้มีโอกาสนั่งข้างเพื่อนที่เรียนเก่งในห้อง สนิทกันและมีความรู้สึก “อยากเรียนเก่ง” บ้าง จึงพยายามอ่านหนังสือและท่องจำโดยใช้วิธีหลับตาแล้วเพ่งในความมืดถึง “สิ่งที่จะจดจำ” จนติดเป็นนิสัยในการเรียน หลังจากนั้นก็ดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก็สามารถสอบได้เป็นที่หนึ่งของระดับชั้น ทำให้ช่วงนั้น “อัตตาและความทะยานอยาก” พุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ๆ จนสามารถสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเรียนจบจนได้เกียรตินิยม

ในช่วงที่เป็นนักศึกษา ก็เริ่มต้นสอนพิเศษคณิตศาสตร์ให้น้อง ๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปด้วย ทำให้เมื่อเรียนจบจึงไม่ได้ทำงานวิศวกร ทั้ง ๆ ที่มีบริษัทชั้นนำจองตัว จากนั้นก็หันมาเป็นติวเตอร์วิชาคณิตศาสตร์แทน เพราะรู้สึกว่าเวลาที่น้อง ๆ เรียนเข้าใจและสอบได้มันทำให้เรารู้สึกปลื้มปีติมากกว่าทำงานในบริษัท

เมื่อเรียนจบได้ยึดอาชีพติวเตอร์เป็นหลัก พยายามสอนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองมากขึ้น ทั้งการพยายามเอาชนะใจน้อง ๆ ที่นั่งเรียนกับเราให้เขารู้สึกอยากเรียนกับเราเพียงคนเดียวในสถาบันกวดวิชา จนได้รับการยอมรับในสถาบันว่าเป็นติวเตอร์อันดับต้น ๆ ที่มีน้อง ๆ อยากเรียนด้วยมากที่สุด โดยหารู้ไม่ว่าอัตตาที่สุดโต่งของตนเองได้พัฒนาจนเป็นเสมือนเสาหลักที่คอยผลักดันให้ดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ในช่วงเวลานั้นประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและรายได้ต่างหลั่งไหลมาจนต้องทำงานสอนทุกวัน ในปีหนึ่ง ๆ จะหยุดแค่วันสองวัน คือ วันที่ตนเองป่วยจนลุกไม่ขึ้นเท่านั้น และรายได้ที่ได้มาก็นำไปซื้อวัตถุที่สมัยเด็ก ๆ เราไม่มีปัญญาซื้อได้นั่นก็คือ “วิดีโอเกม” และได้ครอบครองเกมที่หายากที่สุด นี่ยิ่งเป็นการเพิ่มพูนอัตตาของตนเองขึ้นไปอีก ชีวิตทางโลกที่ประสบความสำเร็จทุกด้าน กลายเป็นการเก็บสะสมอัตตาที่สูงสุดโต่งจนเป็นคนที่มากด้วยความมั่นใจ มีความทะนงตน และมีความทะยานอยากจนน่ากลัว และแล้วฟ้าก็เปิดทำให้ได้ก้าวมาพบกับสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน

เริ่มต้นจากที่ลูกสาวได้มีโอกาสไปเรียนคอร์สธรรมะเด็ก ที่โรงเรียนแห่งชีวิตในช่วงปิดเทอม เมื่อกลับมาจากเรียนเขาก็จะมาเล่าให้ฟังเรื่องศีล 5 ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูที่สอนอย่างละเอียดและน่าสนใจ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจว่า ครูผู้สอนเป็นผู้ใดกันถึงสามารถถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้จนเด็กสนใจได้ขนาดนี้ และภรรยาของข้าพเจ้าก็ได้ซื้อหนังสือ 3 เล่มกลับมาด้วยคือ เตโชวิปัสสนา…เปิดประตูนิพพาน รู้แล้วลุย และสิ้นชาติ…ขาดภพ ในช่วงนั้นภรรยาอ่านจนจบและศรัทธาท่านอาจารย์มาก แล้วก็บอกให้ข้าพเจ้าอ่านให้จบด้วย ขณะนั้นไม่ได้สนใจอะไรมากแต่ก็หยิบไปอ่านจนจบ แต่มีความสงสัยและมีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจเพราะมีความรู้สึกเหมือนนิยายแฟนตาซี สุดท้ายภรรยาก็ได้คะยั้นคะยอให้กรอกใบสมัครคอร์สแรกพร้อมกัน ด้วยความเป็นคนที่มีอัตตาสูงและอยากพิสูจน์ว่าจริงแท้เป็นเช่นไร จึงได้ให้ภรรยากรอกใบสมัครให้ และเราทั้งสองคนก็ได้เข้าคอร์สแรกพร้อมกันในเดือนตุลาคม 2558 ได้มีโอกาสเข้าคอร์สเฉลี่ยปีละครั้ง

ในปี 2561 นี้ หลังจากงานครบรอบ 1 ปีในการฟื้นฟูธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์ ได้มีการติดต่อจากหน่วย CSR ว่าท่านอาจารย์ได้อนุมัติให้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายธรรมะในหน่วย CSR รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้ทำหน้าที่สำคัญนี้ แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังแอบหวั่นว่าธรรมในตนเองจะถึงพร้อมในการทำหน้าที่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าพเจ้ามีความเพียรในการนั่งภาวนาทุกวันอย่างมีวินัย ไม่เคยมีความกระตือรือร้นได้ขนาดนี้มาก่อน ทั้งยังสมัครทำหน้าที่เป็นจิตอาสาที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารอีกด้วย ต่อมาได้ส่งใบสมัครคอร์สศิษย์เก่าในวันที่ 20-26 สิงหาคม 2561

ในวันแรกอาจารย์ผู้ช่วยสอน ใจทิพย์ ได้กรุณาปรับมือให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดความร้อนได้ง่าย และในตอนฟังธรรมบรรยายคืนแรกได้บอกกับตัวเองว่า จะตั้งใจฟังให้มีสติจดจ่อตลอดเวลา โดยท่านอาจารย์ได้เล่าถึงเรื่องสุปปพุทธะ ชายผู้เป็นโรคเรื้อนที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยมีใจความว่า “สิ่งใดมีเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีดับเป็นธรรมดา” ซึ่งธรรมนี้ได้เข้าไปกระแทกใจของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เคยฟังมาก่อนหลายครั้ง แต่ก็ไม่เหมือนครั้งนี้ และในคืนแรกก็ฝันว่าตนเองมีผื่นแดงขึ้นเต็มตลอดทั้งตัวมีปุ่มเนื้อยื่นออกมาเป็นที่น่ารังเกียจ

ในวันที่ 2 ทั้งเช้าและบ่ายพยายามนั่งให้ได้ 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง ตรึงสติจดจ่อได้แต่ไม่นาน แต่ก็พยายามอุเบกขาให้ครบเวลา ตอนเย็นขณะเดินจงกรมก็ไปเจอนกเขา 3 ตัวเสมือนพ่อแม่ลูกเดินหากิน มองแล้วรู้สึกว่าการเกิดล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น รู้สึกสลดสังเวชในการเกิด

วันที่ 3 ท่านอาจารย์ขึ้นสอนและเทศน์เรื่อง สภาวะจิตที่เป็นกลางเพื่อการหลุดพ้นจากกระแสบวกและลบที่เป็นขั้วแม่เหล็กไฟฟ้าโลก ที่ดูดให้ทุกสิ่งมีชีวิตต้องกลับมาติดจม ข้าพเจ้าน้อมจิตฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจถึงหลักความเป็นกลางของจิตที่ไม่เคยได้ยินใครสอนแบบนี้มาก่อนในชีวิต ตอนบ่ายพยายามนั่งตรึงไม่ให้จิตไหลไปกับความฟุ้งซ่าน พอผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ ในจิตผุดเป็นภาพของศิษย์อกตัญญูที่เป็นครูสอนคอร์สธรรมะให้ลูกสาว และเป็นเสมือนคนที่เราให้ความเคารพมาตั้งแต่เจอกันในคอร์สแรก ความร้อนที่จิตได้ตรึงเอาไว้ค่อย ๆ เผาภาพนี้ออกไปจากจิตที่ติดข้องมานานโดยตลอด และเกิดคำที่ผุดขึ้นมาในจิตว่า “ยืนเคียงข้างท่านอาจารย์” และ “กตัญญู”

ในตอนกลางคืนตั้งใจฟังธรรมบรรยายซึ่งท่านอาจารย์สอนเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” ทุกคอร์สที่ผ่านมาไม่เคยฟังรู้เรื่องเลย แต่ครั้งนี้กลับฟังและเข้าใจอย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่อวิชชาไล่มาสังขารและก่อเกิดวิญญาณ ทำให้เกิดเป็นนามรูป มีสฬายตนะคอยรับผัสสะ ทำให้เกิดตัณหา และไปยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทาน ทำให้เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะวนเวียนไปเรื่อย ๆ เป็นการเข้าใจแบบที่ไม่เคยเข้าใจแบบนี้มาก่อน และการภาวนาแบบเตโชวิปัสสนากรรมฐานเป็นการตีลงไปที่กองสังขารเพื่อหยุดวงจรนี้เพื่อความหลุดพ้น ทำให้รู้สึกโล่งในหัวอย่างบอกไม่ถูก

ในเช้าวันที่ 4 มีความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนคืออยากภาวนา จึงพยายามรีบไปก่อนเวลาเกือบ 20 นาที และในช่วงเช้ามีความร้อนเกิดขึ้นสูงมาก เป็นความร้อนแบบอบแห้งข้างใน และจิตตรึงได้นานมากขึ้นไม่ไปคิดตามความฟุ้งเหมือนที่เคย พอบ่ายได้สอบอารมณ์ท่านอาจารย์ก็บอกว่า กตัญญูเท่ากับนิพพาน เป็นความรู้สึกของจิตนิพพานที่จะมีความกตัญญูมากมายจนไม่สามารถอธิบายได้

ในเช้าวันที่ 5 ท่านอาจารย์ได้เทศน์เรื่อง จิตนักรบต้องเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ โดยบอกให้วางจิตให้เป็นอุเบกขา อย่าดิ้น อย่าตาม อย่าสนใจใด ๆ คำหนึ่งที่กระแทกไปในใจคือคำว่า ให้ปักดาบลงไปบนพื้นปฐพีแล้วบอกกับตัวเองว่า ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของเรา ทำให้จิตมีความองอาจฮึกเหิมประดุจนักรบที่พร้อมจะทำสงครามครั้งสุดท้ายโดยไม่หวั่นกับความตาย เป็นความรู้สึกที่ห้าวหาญแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และได้กลับมาปฏิบัติที่เรือนนอนต่อ ได้ตั้งจิตให้นิ่งที่สุดและมีสติไม่ไหลไปตามความฟุ้งซ่าน

พอผ่านมาได้ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง จิตเสมือนตรึงทุกอย่างไว้ที่ฝ่ามืออย่างจดจ่อ เกิดเป็นมหาสติคือจดจ่อกับจุดเพ่งอย่างนิ่งมากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน จนผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า เริ่มมีเวทนาเกิดที่ไหล่ทั้งสองข้างและเจ็บขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบฉีก จิตที่กำลังจดจ่ออยู่นั้นแยกเอาความเจ็บกองไว้อีกด้านโดยข้าพเจ้าไม่ได้ให้ความสนใจกองความเจ็บนั้น ก็ยังตรึงไว้อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งความเจ็บได้หายไปเฉย ๆ และไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ ในขณะนั้นเองจิตก็ได้เข้าถึงคำว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” อย่างประหลาด เกิดภาพของเชือกสีดำที่พันกันเป็นเกลียวค่อย ๆ ไหม้ และสลายไปจากบนลงล่างเพราะมันคือเส้นของอัตตาของตนเองที่ยึดมาโดยตลอด บัดนี้ได้สลายไปพร้อมกับสักกายทิฏฐิ เกิดความปีติซาบซ่านขนลุกทั้งตัวและร้องไห้ออกมา พยายามสะกดอาการร้องไห้ให้มากที่สุดเพราะกลัวจะไปรบกวนคนอื่นที่อยู่ห้องติดกัน สักพักก็มีภาพของพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นโพธิ์แล้วจิตก็มีคำพูดว่า “สิ่งใดที่มีเกิดเป็นธรรมดาย่อมมีดับเป็นธรรมดา” จิตแจ้งและเข้าใจด้วยตนเอง มีความปีติและความอบอุ่นทั่วทั้งร่างกายอย่างบอกไม่ถูกจนกระทั่งหมดเวลาช่วงเช้า

และในเช้าวันที่ 6 ขณะสอบอารมณ์ก็รายงานท่านอาจารย์ตามที่กล่าวมา และท่านอาจารย์ก็ได้เมตตากล่าวแสดงความยินดีที่จิตมีความก้าวหน้าสามารถทำลายอัตตาที่ยึดมั่นของตนเองมาตลอด และสามารถถอนปมที่ยึดติดกับศิษย์อกตัญญูได้สำเร็จ ตอนนั้นน้ำตาไหลออกมาอย่างสะอึกสะอื้นกราบท่านอาจารย์อยู่นาน เอาแต่พูดว่าขอบพระคุณท่านอาจารย์ซ้ำ ๆ เหมือนคนบ้า เพราะความซาบซึ้งในความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ที่ทำให้ศิษย์มีวันนี้ได้ ท่านอาจารย์บอกให้รู้ว่าลำพังพลังของศิษย์มันน้อยมาก ต้องอาศัยพลังของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยเกื้อหนุน ยิ่งทำให้ศิษย์ยิ่งตระหนักถึงคำว่า “กตัญญู” แน่นเข้าไปที่หน้าอกอย่างท่วมท้น และท่านอาจารย์ยังกล่าวอีกว่า หากผู้ใดเพียรจนบารมีเต็มอะไรก็ไม่สามารถจะขวางทางเราได้

ข้าพเจ้าผู้ซึ่งเคยสะสมอัตตามาทั้งชีวิต รวมทั้งเงื่อนปมในใจที่ซ่อนเก็บมานานได้ตายไปแล้ว คุณพระศรีรัตนตรัย พ่อเเม่ครูบาอาจารย์ และท่านอาจารย์ ได้มอบชีวิตใหม่ให้เพื่อเดินทางในสายธรรมให้ถึงที่สุด

ขอน้อมกราบแทบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพสูงสุด ในความเมตตาให้ศิษย์ได้มีโอกาสในการแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง และเติมบารมีที่ยังพร่องให้เต็ม งานทุก ๆ อย่างที่ได้รับมอบหมาย บัดนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เพราะมันเป็นการสะสมบารมีให้เต็ม เมื่อทุกอย่างถึงพร้อมผลลัพธ์ก็จะออกมาเอง

ขอน้อมกราบคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่าน และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ข้าพเจ้าจะขอกตัญญูรู้คุณท่านอาจารย์ รวมถึงสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานอย่างสูงสุดตลอดไป ท่านอาจารย์สอนว่าเราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อกำจัดความเลว อย่ามาปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นคนเลว ข้าพเจ้าจะหนักแน่นและเพียรให้ถึงที่สุดพร้อมกับความกตัญญูอย่างเต็มเปี่ยมเพื่อจุดหมายปลายทางที่ต้องไปให้ถึง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.