ประสบการณ์ภาวนา คุณสิทธิชัย

“นันทิ” คือความหลงเพลินที่กลายเป็นตัณหา เป็นการไต่ระดับของความรู้สึกธรรมดาจนติดเป็น “อารมณ์มัวเมา” ความหลงเพลินเกิดขึ้นทางอายตนะทั้ง 6 สรุป นันทิ คือ เครื่องยึดอารมณ์ทำให้จิตเกิดการติดเพลิน จากความรู้สึกธรรมดาถูกปั่นข้ามเส้น กลายเป็นการติดในอารมณ์ เกิดเป็นตัณหา พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า “ความเพลินนั้น คือ อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) จึงทำให้มีภพ มีชาติ ชรา มรณะ…” อย่างไรก็ตาม นับเป็นวาสนาอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ฟังธรรมนี้อีกครั้งจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ส่งผลให้ข้าพเจ้ากระจ่างใจในนันทิยิ่งนัก เพราะเมื่อแรกข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าธรรมนี้จะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติ และก็คงเพราะไม่เคยปฏิบัติธรรมจริงจังกับวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมแห่งใดมาก่อน เมื่อเริ่มรู้และเข้าใจจึงเริ่มลด ละ เลิก สิ่งที่เป็นนันทิแทบจะทันที ถึงแม้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับข้าพเจ้า

ย้อนนึกถึงชีวิตในอดีตตั้งแต่พอจำความได้ ข้าพเจ้าก็ถูกแวดล้อมไปด้วยนันทิ คือการพนันหลายประเภท เพราะมีญาติที่ชื่นชอบการพนัน ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก ขณะกำลังนั่งดูคนในวงพนัน ทันใดนั้นทุกคนก็วิ่งหนีผู้ชายในชุดสีกากี แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นเพราะไม่รู้ประสา แล้วเจ้าหน้าที่เก็บเอาทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าไป มารู้ภายหลังว่าการพนันผิดกฎหมาย ตำรวจจับ พร้อม ๆ กับความรู้เรื่องวิธีการเล่นมากขึ้น และพัฒนาจากคนดูมาเป็นคนเล่นขาจร จากขาจรสู่ขาประจำในที่สุด เพราะเล่นแล้วเพลิน รู้สึกเวลามันผ่านไปเร็ว ได้-เสียไม่ได้นึกถึงเท่าไร แค่ขอให้ได้เล่น บางทีเล่นข้ามวันข้ามคืนเลยเพราะเขามีอาหารเลี้ยง นั่งทนในท่าขัดสมาธินานมาก แต่ก็นับเป็นความเพียรและความอดทนที่ผิดทาง ซึ่งหากเป็นการนั่งปฏิบัติธรรมจิตย่อมมีพัฒนาการเป็นแน่

ข้าพเจ้าเล่นพนัน โดยเปลี่ยนกลุ่มเล่นบ่อย ๆ อยู่บ้านเล่นกับญาติ ไปเรียนเล่นกับเพื่อน เล่นไปจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย และบ่อยครั้งเล่นการพนันพ่วงการดื่มสุราไปด้วย ความติดเพลินนี้ส่งผลให้ข้าพเจ้าเป็นคนประเภท ไม่ไล่หรือไม่หมดไม่เลิก เหตุผลหนึ่งแห่งการหลงติดคือ การได้คิดได้เดาใจคนเล่น โดยเฉพาะการพนันประเภทไพ่ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ จนหลายคนไม่อยากเล่นด้วยแล้ว และขึ้นชื่อว่า คนรักการพนัน ย่อมไม่หยุดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ทุกอย่างที่วางเดิมพันได้ สนุกเกอร์ คือกีฬาอีกประเภทที่ข้าพเจ้าสนใจ เริ่มตั้งแต่ไม่เก่ง จนพัฒนาฝีมือมากขึ้น กระทั่งเป็นเจ้าของกิจการโต๊ะสนุกเกอร์เอง ความจริงคือ ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเสมอ ที่สุดธุรกิจโต๊ะสนุกก็ปิดตัวเพราะค่านิยมที่ลดลงไปตามเวลา

ยังไม่ออกจากวังวน ข้าพเจ้าได้หันมาเป็นเจ้ามือรายย่อยของหวยใต้ดิน เพราะเห็นตัวอย่างจากเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในวงการพนันมีรายได้ดี และก็มีรายได้ดีจริง ด้วยวิธีการหากินกับความโลภ ได้เงินมากก็ใช้สุรุ่ยสุร่ายไปกับการกิน เที่ยวกลางคืนและวนกลับไปยังการพนัน ซึ่งข้าพเจ้าหลงเพลินกับการทายผลฟุตบอล ซึ่งนับเป็นอีกกิจกรรมที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นการพนันที่ทำให้เป็นหนี้สินมากที่สุด

เริ่มต้นด้วยไม่ได้สนใจมากนัก แต่สุดท้าย การชมกีฬาเพื่อความบันเทิงก็เปลี่ยนเป็นการทายผล และเดิมพันในที่สุด ได้แล้วเสีย เสียแล้วก็อยากได้คืน แต่ก็เสียมากขึ้นเรื่อย ๆ หนี้สินก็เพิ่มขึ้น ใช้ชีวิตเป็นแบบนั้นอยู่หลายปีทีเดียว จนมีหนี้สินหลักแสนบางเดือนจำได้ว่าเงินเดือนออกมานี่จ่ายหนี้สินหมดเลย ไม่เหลือเงินกินข้าว ต้องจ่ายบัตรเครดิตก่อนแล้วก็กดออกมาใช้ใหม่ คิดดูเถิดว่าหนี้สินจะไม่เพิ่มอย่างรวดเร็วได้อย่างไร คิดย้อนไปแล้วข้าพเจ้าในเวลานั้นช่างมืดบอดเสียจริง แม้คิดได้บ้างก็หักห้ามใจได้เป็นช่วง ๆ คิดว่าดวงคงไม่ดี แต่ไม่นานก็กลับมาเล่นใหม่เพราะคิดว่ามันเล่นง่ายทำไมทายไม่ถูก ก็มีอยู่แค่สองทีม ข้อมูลนักเตะก็มีให้อ่านติดตามเยอะแยะ หนังสือพิมพ์ก็ซื้อทุกฉบับ อ่านข้อมูลจนไม่เป็นอันทำงาน จิตใจฟุ้งซ่านอยู่กับการทายผล และในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดว่าจะเป็นเจ้ามือเองด้วยซ้ำ อีกครั้งที่ข้าพเจ้าฉุกคิดได้ตอนนั้นคือ คงเป็นเพราะดวงตก ทายอย่างไรก็ผิด และจิตก็ไม่มีกำลังพอที่จะเลิกเล่นการพนันในตอนนั้นได้อย่างเด็ดขาด

ข้าพเจ้าเกิดความเครียดจากการเป็นหนี้สิน เมื่อเพื่อนชวนมาฝึกสมาธิก็เลยรับคำ และได้เริ่มพบความสุขในขณะนั่งที่จิตว่าง สงบ ระงับ แต่กลับมาบ้านและไปทำงานก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม จนได้รับการแนะนำต่อจากเพื่อนกลุ่มเดิมให้ปฏิบัติที่เตโชวิปัสสนาสถาน ได้อ่านหนังสือแล้วสงสัย แต่เมื่อได้มาแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติเชื่อฟังท่านอาจารย์สั่งสอนตลอด พลางคิดว่าสงบได้สักพักแล้วคงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ปรากฏว่าครั้งนี้ข้าพเจ้ารู้สึกจิตมีกำลังที่จะหยุดการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลได้ โดยเริ่มจากดูน้อยลง จากที่ติดอยู่นานเกือบ 7 ปีก็เล่นน้อยลง ๆ จนเลิกได้ขาดในอีกประมาณ 1-2 เดือนต่อมา เพราะทีแรกก็ยังไม่เข้าใจคำว่า นันทิ แต่ในที่สุดจิตก็รับความเพลินนี้ไม่ได้ จนถึงตอนนี้แทบไม่ได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลเลย ตามมาด้วยเลิกการเป็นเจ้ามือหวย หรือแม้กระทั่งการเล่นหวยใต้ดิน ข้าพเจ้าหยุดได้อย่างไม่คาดฝัน

ข้าพเจ้ามีความสุขอยู่กับความสงบแทน ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่บ้าน ในมุมที่พอจะนั่งได้โดยไม่รบกวนคนในบ้าน เพราะในขณะนั้นห้องพระยังไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นสัดส่วนเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตข้าพเจ้าเปลี่ยนไปจากสีสันทางโลกซึ่งนำไปสู่ความเสื่อม แต่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นด้วยสีแห่งความเพียรถูกต้อง ด้วยการตื่นเช้าประมาณตี 4 กว่า ๆ เพื่อภาวนา เมื่อถอนภาวนาแล้วเดินจงกรมช่วงสั้น ๆ ก่อนกินข้าว อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน เมื่อเลิกงานข้าพเจ้าก็ให้เวลาครอบครัวจนถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ก็จะแยกตัวมาภาวนา และสวดมนต์ก่อนนอน เป็นเช่นนี้ทุกวันโดยที่จิตไม่โหยหา แทบไม่อยากได้อะไร จนน้ำหนักตัวลดลงมากหลายกิโล หลายคนทักว่าผอมไป แต่จิตก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว เพียงแต่เมื่อมีคนทักก็มาพิจารณาว่าจริงดังที่เขาบอก ก็เลยค่อย ๆ กลับมาทำชีวิตให้สมดุลมากขึ้น ไปห้างสรรพสินค้ากับครอบครัวบ้าง กินข้าวมากขึ้น ไปออกกำลังกายบ้าง และปรับทุกอย่างที่ทำได้จากการอ่านคำสอนธรรมของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

จากวันนั้นมาถึงตอนนี้ เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว กับการเข้าคอร์ส 9 หรือ 10 คอร์ส ข้าพเจ้าก็ยังพยายามปรับอยู่ ทั้งการภาวนา การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นการใช้ชีวิตในที่ทำงานกับเพื่อนร่วมงาน การให้เวลากับครอบครัว เวลาส่วนตัวและที่สุดคือการทำเพื่อผู้อื่นเพื่อแสดงความกตัญญู จะพยายามทำให้ได้ในทุกโอกาสให้มากที่สุด ข้าพเจ้าอยากเขียนเล่าประสบการณ์ในช่วงที่มืดบอด ทำผิดศีล 5 ทุกข้อ ข้าพเจ้าอยากเขียนแยกออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกผิด และเป็นการเตือนใจผู้อ่านที่เคยทำผิดมาก่อนว่า อย่าได้หมดกำลังใจที่จะปรับปรุงตัวเองไม่ว่าคุณจะเคยทำผิดมามากสักแค่ไหนก็ตาม ผมเองก็ยังคงมีกำลังใจที่จะปฏิบัติต่อไป เพราะมีความรู้สึกว่า ความผิดมากมายที่ได้กระทำไว้สามารถกลายเป็นกรรมตัดรอนให้ชีวิตนี้ถึงสิ้นลงไปแล้วก็ได้ การที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็บุญมากแล้ว ด้วยบุญจากการปฏิบัติวิปัสสนา การทำความดีและบารมีของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทำให้ข้าพเจ้ายังได้รับโอกาสปรับปรุงตัวอยู่ ข้าพเจ้าตั้งใจจะเขียนการทำผิดศีล 5 ในโอกาสต่อไป

สำหรับนันทินั้นข้าพเจ้าจำคำสอนธรรมบทหนึ่งที่รู้สึกเข้าใจว่าหากละนันทิไม่ได้ก็ไปสู่ธรรมขั้นสูงไม่ได้คือ “ผู้ที่ฟังธรรมมาก ปฏิบัติพอควร ใจย่อมเกิดความละอายชั่วกลัวบาปได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่วัดว่าใครมีวาสนาสิ้นภพจบชาติ วัดกันที่นันทิ บาปและอกุศลนี่แค่เบื้องต้นแต่นันทินี่เบื้องกลาง และอาลัยอาวรณ์นี่คือเบื้องสูง” คำสอนของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ผู้ที่ข้าพเจ้ารักและเคารพอย่างสูงยิ่ง ขอน้อมกราบแทบเท้าท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกชาติภพสมัย ที่สั่งสอนธรรมให้ข้าพเจ้าจนเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างไม่คาดคิดมาก่อนและศิษย์คนนี้จะไม่มีวันลืมว่า….มีวันนี้ได้เพราะใคร… เพราะท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

One thought on “เมื่อนันทิ อ่อนกำลัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.