ประสบการณ์คุณดารณี

ตั้งแต่ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนามา 5 ปี ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวินัยในการภาวนาอย่างยิ่งยวดมาโดยตลอด หมั่นเพียรภาวนาชำระจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อย ๆ จนจิตน้อมสำนึกในความถูกต้องดีงาม รู้ดี รู้ชั่ว มีความกตัญญูอย่างแนบแน่น อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทั้งจิตและความประพฤติของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

ข้าพเจ้ากลายเป็นคนใหม่ ที่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น มีจิตสละเพื่อส่วนรวมมากขึ้น โดยผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมจะไม่มีทางรู้และเข้าใจได้เลยว่า ทำไมคนเราถึงสละได้ถึงเพียงนี้ นั่นเพราะจิตที่ถูกชำระให้เบาบางลง ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามได้เสมอ

ข้าพเจ้าเคยคุยกับผู้ปฏิบัติธรรมด้วยวิธีการอื่นว่า เราเพียรภาวนาเป็นหน้าที่ทุกวัน เช้า-เย็น ทุกคนที่ข้าพเจ้าคุยด้วยก็จะทำหน้าตกใจและแสดงอาการเป็นห่วงข้าพเจ้า ประมาณว่า มากไปหรือเปล่า ข้าพเจ้าต้องรีบบอกว่า การภาวนาของข้าพเจ้านั้นทำเป็นหน้าที่เหมือนรับประทานอาหารเช้า-เย็น เอาเวลาที่ข้าพเจ้าต้องไปดูหนังดูละครหรือใช้ไปกับเรื่องอื่น ๆ มาภาวนา และข้าพเจ้าก็ไม่ได้สุดโต่งจนถึงขั้นต้องทิ้งการงานหรือครอบครัวแต่อย่างใด

ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่าง อย่างสมดุล การงานทางโลกข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทิ้ง เรื่องลูกเรื่องครอบครัวข้าพเจ้าก็ดูแลใกล้ชิดสม่ำเสมอ ดูแลบิดามารดาลูกหลานและบริวารทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ให้มีความอัตคัดใด ๆ และคอยเป็นหลักเป็นกำลังใจ เป็นที่พึ่งพิงพึ่งพาให้กับพวกเขาเสมอ งานราชการประจำ ข้าพเจ้าก็ยืนหยัดทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน โดยไม่มีย่อท้อ ไม่มีท้อถอย มีแต่จะคิดว่าทำอย่างไร ชาติแผ่นดินและประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่ข้าพเจ้าทำ บางคนที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟัง เขาก็ถามว่าทำหน้าที่เต็มที่มากมายขนาดนี้ สามารถแบ่งเวลาได้ด้วยหรือ ข้าพเจ้าก็บอกว่า ทำได้ หากเรางดกิจอันใดที่เราไม่จำเป็นต้องทำ เช่น กิจสังสรรค์ต่าง ๆ ที่เป็นนันทิ ดูหนัง ฟังเพลง เมื่อลดสิ่งเหล่านี้ เราก็จะมีเวลาเพิ่มมากขึ้น

ภาวนาอย่างมีวินัยมานานหลายปี ข้าพเจ้าก็คิดว่า ชีวิตตนเองรู้ชัดมากขึ้น มีอะไรเข้ามากระทบกายกระทบจิต ก็รู้ชัด เมื่อรู้ชัดแล้วก็ปล่อยวางได้เร็ว ด้วยการวางอุเบกขา คือ มีความเข้าใจและไม่ติดข้องใจกับสิ่งที่มากระทบนั้น ข้าพเจ้ามีความเข้าใจในธรรมที่ว่า ทุกอย่างที่มากระทบเรา มากระทำต่อเรานั้น ก็มีสาเหตุมาจากเราเคยไปทำเขาก่อนทั้งสิ้น

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในศรัทธาอันมั่นคง ความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว ความกตัญญูของตนอย่างเต็มเปี่ยม คิดว่า ไม่มีใครมาปล้นสิ่งเหล่านี้จากข้าพเจ้าไปได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาพบสายธรรมแท้ เตโชวิปัสสนากรรมฐาน ข้าพเจ้าก็เน้นการปฏิบัติภาวนาอย่างยิ่งยวด มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิต

สำหรับผู้ที่ภาวนาถูกต้องและจริงจัง คำว่า สังขาร หรือการสะสมปรุงแต่งของจิตนั้นเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่ง ข้าพเจ้าไปติดต่อธุระที่บริษัทของพี่ที่รู้จัก ขณะที่ข้าพเจ้านำของที่ระลึกไปมอบเป็นการขอบคุณที่ห้องทำงานข้างใน ขณะที่เปิดประตูเข้าไป สายตาของข้าพเจ้าเหลือบมองไปทางซ้ายมือทันที ข้าพเจ้ามองเห็นรูปหล่อของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในพระอิริยาบถทรงรบ พระหัตถ์ขวาทรงถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายทรงชี้สั่ง เมื่อมองเลื่อนลงมาด้านล่างของพระบรมรูป มีดาบที่มีฝักเป็นเงินขนาดใหญ่วางบนแท่นไม้ เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นดาบเล่มนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกซู่อย่างรุนแรง ความรู้สึกแรกคือข้าพเจ้ารู้สึกคุ้นเคยกับดาบลักษณะนี้เหลือเกิน นี่ดาบนักรบนี่นา และรู้สึกคุ้นเคยว่า เป็นดาบนักรบในยุคสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินหรือเปล่า ทำไมถึงได้คุ้นตาคุ้นจิตยิ่งนัก

ความรู้สึกนี้หายไปสักพัก เมื่อทุกคนแยกย้ายไปทำงาน เมื่อเดินทางกลับบ้าน จิตก็นึกถึงดาบเล่มนั้นอีก จึงเปรยกับทีมงานว่า “ดาบเล่มนั้นมองดูคุ้นตามาก นี่ฉันนึกอยากจะได้ดาบมาไว้ที่บ้านบ้างเสียแล้ว ไม่ได้เพื่อจะติดภพนะ แต่เพื่อเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานดู เขาจะได้ระลึกถึงว่า บรรพบุรุษเคยเป็นนักรบ”… ทีมงานก็เออออไปตามกัน เพราะเขาคิดว่าเมื่อข้าพเจ้าว่าอย่างไร เขาก็เห็นด้วยทุกอย่างอยู่แล้ว เรียกได้ว่า “แล้วแต่พี่”

วันต่อมา ข้าพเจ้าตัดสินใจส่งข้อความไปถามพี่เจ้าของดาบว่า ดาบเล่มนั้นคือดาบอะไร ถามเสร็จก็ทิ้งข้อความไว้แล้วก็ไปเตรียมตัวภาวนา ก่อนจะไปภาวนาก็แวะมาดูโทรศัพท์เพื่อที่จะปิดเครื่อง สายตาก็เหลือบไปเห็นคำตอบ เห็นข้อความคำตอบ เป็นดาบนันท… แต่ไม่ได้กดเข้าไปดูข้อความชัด ๆ พอออกจากภาวนาก็มากดอ่านข้อความชัด ๆ ก็เห็นข้อความเขียนว่า “เป็นดาบนันทกาวุธ ดาบหลวงปู่… สร้างเหมือนกับดาบของนักรบในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” อ่านข้อความแล้ว ข้าพเจ้าก็ขนลุกซู่ทั้งตัว ข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่อยากจะมีดาบเป็นของตนเองตั้งไว้ที่บ้านอย่างจริงจัง ด้วยเกิดความรู้สึกผูกพันอย่างมาก เมื่อน้อง ๆ กัลยาณมิตรทราบข่าวก็ไม่มีใครกล้าขัดใจ หากข้าพเจ้าอยากได้ดาบมาก ก็จะพาไปหาในโอกาสที่เหมาะสม

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่จะเดินทางไปหาดใหญ่เพื่อจัดเตรียมข้าวของเตรียมคอร์สเตโชวิปัสสนาคอร์สแรกที่แสงธรรมโพธิญาณ อ.หาดใหญ่ เมื่อไปถึงหาดใหญ่ ขณะนั่งรถ ข้าพเจ้าก็หารือกัลยาณมิตรแท้ ผู้เป็นทั้งพี่และเพื่อน ข้าพเจ้าเอ่ยเล่น ๆ ว่า “ป้าดาอยากได้ดาบรบ” กัลยาณมิตรผู้นี้ซึ่งในอดีตก่อนที่จะมาพบธรรมแท้ก็เป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับพระเครื่อง ของขลัง อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ มาพอสมควร จึงตอบยินดีช่วยเหลือ แต่ข้าพเจ้าก็มีข้อแม้ว่า จะต้องเป็นดาบที่สั่งตีด้วยตนเอง ไม่ไปเช่าจากหลวงปู่องค์ไหน ไม่เอาเขียนยันต์ ไม่เอาปลุกเสก จะสั่งตีดาบเป็นแบบเฉพาะตัวของข้าพเจ้าเองเลย ในเมื่อเพื่อนขอร้อง เพื่อนจะไม่ช่วยเพื่อนได้อย่างไร

ข้าพเจ้าพูดเรื่องดาบคุยรายละเอียดเรื่องดาบตลอดเวลาที่มีเวลาว่าง ค้นหาเรียนรู้เรื่องดาบชนิดต่าง ๆแหล่งผลิต ราคาไว้ทั้งหมด แล้วก็คิดเลยไปไกลว่า หากมีโอกาสจะไปสั่งตีดาบซามูไรถึงญี่ปุ่นโน่น กัลยาณมิตรก็ตามใจ หากจะไปหาดาบที่ไหนก็จะพากันไป เพราะคิดว่าชอบคล้าย ๆ กัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ไม่อยากขัดใจข้าพเจ้านั่นเอง

เมื่อเสร็จภารกิจงานสายธรรมทุกอย่างแล้ว จึงพากันไปวัด ๆ หนึ่งในหาดใหญ่เพื่อกราบพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง เมื่อไปถึงวัด พระคุณเจ้าติดทำวัตรเย็น ข้าพเจ้าก็เข้าไปกราบพระบรมรูปขององค์มหาราชตากสิน ขณะที่กราบ จิตก็เกิดความรู้ขึ้นว่า มีดาบก็ติดภพ

ข้าพเจ้าเป็นพวกดื้อรั้นที่สุด หากปรารถนาสิ่งใด ต้องทำให้ได้ ทุกคนในที่นั้นรู้ว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง เรื่องความดื้อนี้คนในครอบครัวของข้าพเจ้าจะรู้ดีที่สุด ในสมัยที่ข้าพเจ้าหลงโลกสุด ๆ นั้น เขาจะปล่อยให้ข้าพเจ้าหลงหรือทำให้สุด ๆ ไปเลย เมื่อถึงเวลา ข้าพเจ้าจะสำนึกได้เองและกลับมาคิดได้เหมือนเดิม เหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน หลังจากที่กัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยกันได้เข้าไปกราบพระบรมรูปขององค์มหาราช ด้วยพระบารมีแห่งองค์มหาราชเจ้า อีกทั้งดวงจิตที่เคารพในพระองค์อย่างยิ่ง ขณะที่ได้อยู่เบื้องหน้าพระบรมรูป กัลยาณมิตรท่านนั้นได้เกิดความรู้สึกในจิตว่า ไม่ควรที่จะให้ข้าพเจ้าต้องมีดาบใดอีกต่อไป จึงได้บอกกล่าวกับเพื่อนร่วมคณะถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น พลัน กัลยาณมิตรที่ดูเหมือนจะสนับสนุนข้าพเจ้าในตอนแรก กลับแสดงความเห็นด้วยอย่างไม่ลังเลเมื่อข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ จึงเกิดเป็นเสียงหัวเราะท่ามกลางวงสนทนาตามมา

กัลยาณมิตรผู้ที่มีส่วนให้ข้าพเจ้าเกิดความกระจ่าง ได้เคยมายังพระอารามแห่งนี้ขณะอุปสมบทเป็นภิกษุ ได้เชิญให้พวกเราไปกราบพระนอนองค์ใหญ่ที่พระอุโบสถ และได้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่บวช ได้มาเทศน์หน้าพระนอนองค์นี้ ข้าพเจ้าจึงยกมือไหว้พระพุทธรูปองค์นั้น เพ่งตาเพ่งจิตมองไปที่พระพุทธองค์ ที่ทอดพระเนตรมายังข้าพเจ้าด้วยพระมหาเมตตายิ่งนัก

ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ความยึดมั่นถือมั่นไม่ว่าจะเป็นดาบหรือสิ่งใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นอดีตแล้วทั้งสิ้น บัดนี้ ข้าพเจ้ามีดาบเล่มใหม่ เป็นดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหลายภพหลายชาติ เป็นดาบในจิตที่คม เด็ดเดี่ยว หนักแน่นแข็งแกร่งที่สุด ที่จะนำพาจิตของข้าพเจ้าได้หลุดพ้นจากกรงขังแห่งสังสารวัฏฏ์ ที่กักขังดวงจิตดวงนี้ไม่ให้มีอิสระมานานแสนนาน ดาบที่ข้าพเจ้าจะพยายามลับให้คมอยู่เสมอ เพื่อออกรบในแดนจิต รบกับกิเลสเครื่องดองสันดานที่นอนเนื่องมานานแสนนาน

การยึดมั่นในสิ่งใดแล้วย่อมสั่งสมสังขารและก่อเกิดภพชาติ ที่หากไม่ภาวนาก็จะถอดถอนได้ยากมาก ดีไม่ดีก็ฝังเป็นกิเลสเครื่องดองสันดานไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ซึ่งกว่าจะพบธรรมแท้ได้ปฏิบัติอีกครั้งเมื่อไหร่ ชาติไหนอีกก็ไม่รู้ อย่างไรก็ตาม สำหรับดาบรบในแดนจิตนั้น ข้าพเจ้ายังคงต้องจับแน่นเหมือนเดิม ข้าพเจ้าจะหมั่นลับดาบให้คมเสมอ ไม่ให้มีสนิมมาเกาะได้ ลับดาบให้คม เพื่อพร้อมรบตลอดเวลา รบกับกิเลสในใจ ที่จะมาคอยล่อลวงปลุกปั่นให้จิตเราหลงไปในทางที่เขามาดักล่อไว้ ไม่มีเสียล่ะที่จะยอมจำนน บัดนี้มีเพียงดาบในจิตที่คมกริบ คมชัด ในทุก ๆ อิริยาบถซึ่งนับเป็นวาสนาอย่างยิ่ง

อย่าว่าแต่ดาบเลย สุดท้ายแล้ว เราทั้งหลายก็ต้องวางทุกอย่างให้หมด วางแบบไม่ให้มีอะไรมาเกาะเกี่ยวจิตได้ วางแบบไม่ให้ติดใจ ไม่ให้ติดข้องใจใด ๆ อีก

กลับบ้านกันเถอะนะ อย่าหลงวนในโลกมายานี้อีกเลย…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.