ประสบการณ์ภาวนาพระพรพรหม กุสลจิตฺโต (นาคแทน)

ชีวิตสมัยเป็นฆราวาส

ในชีวิตสมัยเป็นฆราวาสมีอาชีพทำนาและปลูกยาสูบอยู่ที่บ้านทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ได้มีโอกาสบวชเป็นสมมุติสงฆ์เข้ามาในพระบวรพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่ออายุ 29 ปี บวชอยู่ได้ 1 พรรษา ได้แต่เพียงสวดมนต์และนั่งสมาธิประมาณ 15-30 นาทีต่อวัน โดยไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการภาวนาเลย และได้มีโอกาสบวชอีกครั้งเมื่ออายุ 32 ปี จนถึงปัจจุบัน ขณะบวชอยู่มีหน้าที่ทำบายศรี ทำธูปเทียนแพ ทั้งงานราษฎร์และงานหลวง เช่น งานวันที่ 5 ธันวาคม และงานสำคัญอื่น ๆ รวมถึงจัดดอกไม้ช่วยงานศพญาติโยมอยู่เป็นประจำ ช่วงไหนทำบายศรีหรือมีงานศพ ก็ไม่ได้นั่งสมาธิ หากมีเวลาก็นั่งสมาธิบ้าง โดยภาวนาพุทโธ ตามลมหายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ทั้งเวลาเดินและเวลานอนก็จะภาวนาพุทโธตลอด แต่ไม่รู้ว่าจะกำหนดจิตไว้ที่ใด เพียงแต่ภาวนาพุทโธไปเรื่อย ๆ

รู้จักเตโชวิปัสสนากรรมฐาน

การรู้จักเตโชวิปัสสนากรรมฐานของอาตมา เริ่มต้นจากการได้รู้จักกัลยาณมิตร คุณโชติพา ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เรียนสมาธิด้วยกัน ได้มีความปรารถนาดีถวายหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมเล่ม 2 พร้อมซีดี และได้ชักชวนอาตมามาปฏิบัติธรรมที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2561 ครั้งนั้นมาอยู่ภาวนาได้เพียง 2 วัน ได้เห็นทั้งพระทั้งโยมนั่งภาวนากันเป็นระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงอย่างจริงจัง ซึ่งไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน ทำให้เกิดความประทับใจ และอยากจะภาวนาอย่างนั้นบ้าง ในใจก็คิดว่า “มาภาวนาแค่ 2 วันมันไม่พอ จึงคิดมาจำพรรษาที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์” และได้มีโอกาสมาจำพรรษาที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 โดยคุณโชติพา เป็นธุระติดต่อกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล และยังมีน้ำใจขับรถมาส่งยังสถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์

เมื่อมาจำพรรษาที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ได้สอนการภาวนาโดยการกำหนดจิตไว้ที่ปากทางเข้าโพรงจมูก คอยดูลมหายใจเข้าออก ทำตัวประหนึ่งเป็นยามเฝ้าประตูดูลมหายใจ ลมหายใจเข้าหนักก็รู้ ลมหายใจออกหนักก็รู้ ลมหายใจเข้าเบาก็รู้ ลมหายใจออกเบาก็รู้ โดยไม่ต้องไปตามดูลมและไม่ต้องภาวนาอะไร หากมีเวทนา มีภาพ มีแสง มีสี เกิดขึ้นก็ให้รับรู้แล้ววางเฉย วางใจให้เป็นอุเบกขา ทำให้อาตมามีสติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่าตอนก่อนจะมาปฏิบัติที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ และมีความเพียรเพิ่มขึ้น เวลาช่วงพักกลางวันหากจิตไม่ง่วงก็จะนั่งภาวนาและขึ้นไปนั่งภาวนาก่อนเวลาเป็นประจำ

ร่วมงานผ้าป่ามหากุศลที่เตโชวิปัสสนาสถาน วันที่ 9 กันยายน 2561

เป็นครั้งแรกที่ได้ไปร่วมงาน เห็นผู้คนใส่ชุดขาวมากมาย มีท่าทีกิริยา งดงาม อ่อนน้อมถ่อมตน เห็นพระเดินผ่านก็จะหลีกทางและนั่งลงพนมมือไหว้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ในขณะที่อาตมาได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายธรรม อาตมามีความรู้สึกเหมือนเดินอยู่คนเดียวหาทางกลับไม่ได้ เมื่อได้ยินธรรมบรรยายบนหอปฏิบัติว่า “พระพุทธองค์มองเราอยู่บนฟากฟ้า” จิตของอาตมาก็ปลื้มปีติจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะธรรมของท่านอาจารย์เปิดจิตในจิตของอาตมา และช่วงที่ท่านอาจารย์บรรยายเรื่องพราหมณ์เข็ญใจมีข้าวอยู่ก้อนเดียว ได้เห็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าที่พึ่งออกจากฌานสมาบัติแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้นำก้อนข้าวที่เตรียมไว้เพื่อประทังชีวิตที่มีอยู่เพียงก้อนเดียวถวายพระปัจเจกพระพุทธเจ้า โดยได้นำก้อนข้าวหย่อนเข้าไปในบาตร เพียงอาตมาได้ยินท่านอาจารย์บรรยายว่า “นำก้อนข้าวหย่อนเข้าไปในบาตร” อาตมาก็เกิดความซาบซึ้งเข้าไปในจิตในใจ เกิดปีติน้ำตาไหลสะอึกสะอื้นอีกครั้ง และตอนเดินลงมาจากหอปฏิบัติ เห็นญาติโยมยกมือไหว้ก็น้ำตาไหล พยายามกลั้นน้ำตาไว้ก็ไม่อยู่ ยิ่งนึกถึงคุณโชติพา ซึ่งเป็นผู้แนะนำอาตมามาที่นี่ ก็รู้สึกระลึกในบุญคุณในความเป็นกัลยาณมิตร ก็ยิ่งตื้นตันน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย

เข้าอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

อาตมาเข้าคอร์สอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ที่เตโชวิปัสสนาสถาน จังหวัดสระบุรีเป็นครั้งแรกในระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน 2561 อาตมารู้สึกดีใจมากที่จะได้มารับกรรมฐานจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของสายธรรม ผู้เป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ และมีเมตตาอย่างที่สุดในการอบรมสั่งสอนเหล่าศิษย์ อีกทั้งยังปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างกล้าหาญ อาตมารอคอยการเข้าคอร์สอบรมอย่างใจจดใจจ่อเพื่อต้องการรับกรรมฐานเตโชวิปัสสนาอยู่ที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์เป็นเวลาเดือนกว่า โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล คอยอบรมสั่งสอนตลอดมา สองวันแรกก่อนรับกรรมฐานช่วงหัวค่ำ นั่งภาวนาก็เกิดปีติน้ำตาไหล มองเห็นหน้าตัวเองทั้งที่หลับตา พอลงมาพักผ่อนก็นอนไม่หลับมีความรู้สึกว่าหัวใจเต้นอยู่ที่มือทั้งสิบนิ้วและมีเสียงด่าในจิต แล้วจากนั้นอาตมาได้ยินเสียงเป็นคำสอนในจิตว่า “อย่าไปสนใจ ให้วางอุเบกขา วางเฉย ปักตรึงจิตไว้ที่จุดสัมผัส ดูลมหายใจที่ผ่านเข้าออกโดยไม่ให้ค่า” จึงหลับลงได้

หลังจากรับกรรมฐานเตโชวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ช่วงเช้านั่งภาวนามือสั่นเกร็ง ปวดหลัง ปวดแขน ปวดขาไปหมด พอตอนบ่ายท่านอาจารย์ได้แนะนำว่า ท่านเกร็งมากเกินไป ท่านต้องปล่อยวาง เวลานั่งภาวนามีเวทนามาก และได้จำคำที่ท่านอาจารย์สอนว่า “กายนี้ไม่ใช่ของเรา เวทนานี้ไม่ใช่ของเรา” พอลงไปนั่งภาวนาที่กุฏิ ก็เกิดมีเวทนามากและมีอาการง่วงนอนมาก เลยนึกถึงคำแนะนำที่ได้รับแล้วภาวนาต่อ จนรู้สึกว่าเวทนาอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง จิตก็ทิ้งเวทนา เหลือแต่จุดสัมผัสอย่างเดียว เห็นสังขารร่างกายแยกเป็นส่วน ๆ สาวไส้ออกมา แยกม้าม แยกเลือด แยกกระดูก แยกน้ำเหลือง ทุกอวัยวะแยกออกมาหมด แล้วเอามีดมาตัดหัว ตัดตัว เอาไปกองไว้ อาตมาก็ได้แต่รับรู้แล้ววางเฉย

แล้วมีนิมิตเห็นโอ่งน้ำ ซึ่งในโอ่งมีน้ำปริ่ม ๆ แล้วมีน้ำจากบนศาลาไหลลงมาเป็นสีขาวอาบที่ตัวอาตมา (ท่านอาจารย์เมตตาอธิบายว่า “น้ำในโอ่งเปรียบได้กับบุญของท่านที่สะสมมา”) จากนั้นเกิดปีติน้ำตาไหลนึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นึกถึงพระคุณของหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล นึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ที่สอนสั่งธรรม นึกถึงคุณบิดามารดาที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูเรามา นึกถึงกัลยาณมิตร คุณโชติพา และทุกคนที่พาอาตมามาส่ง นึกถึงเพื่อนพระที่ชักชวนมาจำพรรษาที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ และนึกถึงบุญคุณทุกคนที่ช่วยบำรุงพระพุทธศาสนา คนใส่บาตรถวายข้าว ถวายน้ำ แม้ข้าวเมล็ดเดียวก็มีบุญคุณ นึกถึงคนสร้างศาลา วิหาร กุฏิ นึกถึงพระสงฆ์ที่บวชบำรุงพระศาสนา นึกถึงคนที่ช่วยให้พระได้บวช แม่แต่ก้อนกรวดเม็ดทราย หรือแม้แต่ใบไม้ร่วงก็สอนจิตตัวเองว่า “คนเราเกิดมามีแต่ทุกข์ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ร่วงหล่นเหมือนใบไม้ เวียนวนอยู่ในวัฏสงสารหาทางออกไม่เจอมานานแสนนานนับกัปนับกัลป์เป็นอเนกชาติ”

ในครั้งที่สาม อาตมาได้แจ้งถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้น แล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวอนุโมทนาบุญในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัตตังแก่อาตมา ขณะนั้นเกิดปีติน้ำตาไหลและเรียนท่านว่า “ผมไม่ได้มาเอาอะไร แค่อยากมารับกรรมฐานจากท่านอาจารย์เท่านั้นครับ”

อาตมาขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกท่านที่ย่อท้อต่อการภาวนาให้มุ่งมั่นตั้งใจและมีจิตกตัญญูต่อพระพุทธองค์ ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ต่อท่านอาจารย์ ตลอดจนทุกคนที่เกื้อหนุนให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมแห่งการหลุดพ้น แม้คำสอนเพียงคำเดียวก็มีค่ายิ่งเหลือคณานับ แม้ตัวท่านเองก็มีค่ายิ่งนัก จงทำตัวท่านให้มีค่าทุกเวลา ทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหว ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกวาระจิต ทุกการกระทำของท่าน แล้วสักวันหนึ่งท่านก็จะถึงธรรม และเข้าใจในสิ่งที่อาตมาได้เข้าถึงเช่นกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.