ประสบการณ์ภาวนาของคุณไพร

แสงธรรมโพธิญาณ วิปัสสนาสถานแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความเมตตาอันยิ่งใหญ่แห่งท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

“เพราะอะไร?” ท่านอาจารย์เอ่ยคำถามแรกมา เมื่อข้าพเจ้าเอ่ยถวายเรือนไม้พร้อมที่ดินแด่ท่านอาจารย์ หลังจบคอร์สปฏิบัติอานาปานสติคอร์สแรกของข้าพเจ้า
“ผมต้องการให้คนทางใต้ได้มีโอกาสเข้าถึงธรรมแท้ ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงสระบุรี และคนกรุงเทพฯ ก็เดินทางมาสะดวกครับ” ข้าพเจ้าตอบท่านอาจารย์กลับไป
“แน่ใจหรือคุณไพร” ท่านอาจารย์ถาม
“แน่ใจครับ” ข้าพเจ้าตอบไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่เสียดายหรือ” ท่านอาจารย์ย้ำถาม
“ไม่ครับ” ข้าพเจ้ายืนยันกลับไป
“แล้วได้มาด้วยความบริสุทธิ์หรือเปล่า” ท่านอาจารย์เริ่มถามเข้าประเด็น
“ผมสร้างขึ้นด้วยกำไรจากการซื้อขายที่ดินครับ” ข้าพเจ้าตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
“แล้วคนที่บ้านไม่ขัดข้องหรือ”
“ผมจะพยายามทำความเข้าใจกับเขาครับ” ข้าพเจ้าตอบด้วยความกังวลแต่ยังหนักแน่น
“เอาล่ะ อาจารย์จะรับไว้ แต่คงต้องลงเงินไปอีกเยอะ แล้วค่อยแก้ปัญหากัน ตอนนี้มูลนิธิฯ ก็ไม่ค่อยมีเงิน ซึ่งทุ่มไปกับกิจกรรมการปกป้องพระพุทธศาสนาไปมาก” ท่านอาจารย์รับคำ
“ผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ” ข้าพเจ้าน้อมกราบท่านด้วยความปลื้มใจ

ข้าพเจ้าผ่านการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานมา 4 คอร์สแล้ว คอร์สเตโชวิปัสสนาที่แสงธรรมโพธิญาณหาดใหญ่นี้ เป็นคอร์สที่ 5 ตอนนั่งภาวนาในคอร์สแรกที่แสงธรรมโพธิญาณนี้ มีความร้อนเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา

ตอนสอบอารมณ์ “ศิษย์ยอมรับว่า ศิษย์ยังข้ามเวทนาทางกาย ทางใจไปไม่พ้นครับ”
ท่านอาจารย์เมตตาบอกมาว่า “มาภาวนาด้วยกัน” ผมภาวนาได้สักครู่ ท่านอาจารย์ก็พูดขึ้นมาว่า “ทำไมจิตไม่มีกำลังเลย ไม่มีวินัยในการภาวนาใช่ไหม ต่อไปนี้ต้องภาวนาเช้า-เย็น ครั้งละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง 20 นาที อาทิตย์ละ 5 วัน ไม่งั้นจิตจะขาดพลัง ให้ไปปฏิบัติต่อที่ห้องพัก” ผมกราบท่านอาจารย์ด้วยความสำนึกผิด เดินลงเรือนปฏิบัติด้วยความคับข้องใจ เรามันไม่เอาไหน ทำให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผิดหวัง เราต้องฮึดสู้ ดูมันสักตั้งว่า ใครจะอยู่ใครจะไป เท่านั้นแหละ ก็ยืดอกเข้าห้องพักขึ้นเบาะภาวนาด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ภาวนาไปได้สักพักก็รู้สึกไม่ไหว เสียงช่างก่อสร้างกำลังซ่อมระบบน้ำ เสียงดังเหลือเกิน จึงขึ้นไปปฏิบัติบนเรือนปฏิบัติ

การภาวนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแรงฮึดที่เกิดขึ้น มีความเจ็บปวดที่แผ่นหลังและขาอย่างรุนแรง บีบคั้นทั้งกายและใจเพื่อให้ข้าพเจ้าถอนภาวนาหรือเปลี่ยนท่านั่ง แต่เมื่อคิดถึงคำของท่านอาจารย์ จึงมีกำลังใจยืดเวลาที่จะพ่ายแพ้ต่อไป ความเจ็บปวดเหมือนถูกรุมสกรัมจากนักเลงที่มองไม่เห็นรอบตัว มันโกลาหลไปหมด การภาวนาในขณะหนึ่ง ก็เห็นว่าจิตคนเรามีอยู่ 2 ส่วน คือส่วนที่คลุกอยู่กับเวทนา กับจิตที่แยกออกมาดูอยู่เฉย ๆ แค่รับรู้ไม่เอาความเจ็บปวดนี้มาเป็นอารมณ์ จึงวางจิตที่คลุกอยู่กับเวทนานั้นเสีย ทุ่มเททั้งหัวใจให้กับจิตที่เป็นอุเบกขานั้นอย่างสุดจิตสุดใจ ตามที่ท่านอาจารย์สอนสั่ง

มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้หนอ เวทนาทั้งที่ขาและหลัง ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความรู้สึก จึงเพียรภาวนา และวางเฉย จนร้อนไปหมดทั้งตัว เหงื่อออกโทรมกายเหมือนตากฝน เมื่อถอนภาวนา คนบนเรือนปฏิบัติเขาไปกันหมดแล้ว เหลือข้าพเจ้าอยู่คนเดียวเป็นคนสุดท้าย เดินลงบันไดมาด้วยความมั่นใจ สะใจในชัยชนะต่อเวทนาอย่างงดงามครั้งแรกในชีวิต เรารู้เคล็ดลับที่จะต่อสู้เอาชนะต่อเวทนาแล้ว ทีนี้ล่ะถึงไหนถึงกัน อวิชชามาปิดตา ปิดปัญญา ให้เกิดตัณหาอยากชนะเวทนา ช่างไม่รู้เสียว่าเราหลงกลกิเลสอีกแล้ว เพราะความอยากที่จะหนีเวทนานั้น เป็นกิเลสที่ปลอมตัวแฝงมาแบบเนียน ๆ

คืนนั้นเข้านอนโดยไม่มีความเจ็บปวดอะไรเลย ความเจ็บปวดที่เอว ขา หลัง ไหล่ ที่ปวดมาเป็นเดือน ๆ ก่อนเข้าคอร์สนั้นหายไปเสียเฉย ๆ ทั้งที่ให้หมอนวดแก้เส้นมานวดก็หลายหน แต่ไม่หายสักที อาการนี้กลับหายไปอย่างประหลาด ไร้ร่องรอยใด ๆ อย่างน่าแปลกใจ ทางด้านจิตใจนั้น ข้าพเจ้ามองเห็นสัตว์ทุกตัวก็รู้สึกเมตตา และรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาสู่ชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การภาวนาในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยความหมายมั่นว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แต่อนิจจา เวทนาที่ไม่ได้นัดกันไว้ก็ยังมาเยือนอีก เจ้าเวทนาที่น่ารังเกียจนี้ มันยังไม่ยอมหายไปไหน ยังทำหน้าที่ของมันรับใช้กิเลสอย่างซื่อสัตย์เหมือนเดิม ใช้วิธีเดิม โอ้โห! แต่หนักกว่าเดิม แถมมันยังไปตามพวกมาอีก ข้าพเจ้ายอมแพ้ถูกน็อกไปปลายยกสุดท้ายนี่เอง จากนั้นท่านอาจารย์สั่งให้ไปภาวนาที่ห้องพักติดต่อกัน 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง จึงกลับมาที่ห้องพักด้วยอารมณ์สู้ตายถวายชีวิต ไม่ยอมแพ้พ่ายต่อกิเลส ผลปรากฏว่า ดิ้นอยู่บนเบาะเช่นเคย เอาล่ะ! ตายเป็นตาย กำดาบในแดนจิตให้แน่น สู้มันถึงไหนถึงกัน เป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก ทรมานทั้งกายทั้งจิต อ่อนล้าเต็มทน จึงเปลี่ยนท่านั่งและถอนภาวนา คราวนี้ข้าพเจ้าแพ้มันอีกแล้ว

ท่านอาจารย์สอนว่าให้ดูราชสีห์ ราชสีห์จะไม่เสียพลังกับการวิ่งไล่เหยื่อให้เปลืองแรง ดูให้แน่ แล้ววิ่งไปตะปบให้อยู่มือ มา…มาลองกันอีกสักตั้ง คราวนี้เหมือนออกศึกในแดนจิต ที่ไม่เห็นอะไรเลยเหมือนเคย จอดำสนิทเหมือนทีวีที่ถูกปิดไว้ ภาวนาไปก็เกิดสภาวะพายุอารมณ์ เหมือนทุกความรู้สึกที่เก็บกดมาทุกภพชาติรุมเร้ามาพร้อมกับเวทนา เข้าใจแล้วว่า นี่แหละหนาที่เรียกว่า การภาวนาคือการออกศึกในแดนจิต ที่เราต้องต่อสู้กับตัวเอง ที่เอาชนะยากนักยากหนา ความรู้สึกครั้งนี้แปลกมาก ๆ มันหนืดหนัก อึดอัด จนอยากตะโกนออกมาดัง ๆ ด้วยความคับแค้นใจ พยายามวางอุเบกขาก็ทำไม่ได้ ต้องท่อง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ……….ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้มาคุ้มภัย ไม่ยอมถอนภาวนา ไม่ถอย

หัวใจเหมือนถูกบีบแรง ๆ แล้วบิดขาเหมือนจะถูกลากให้หลุด ตัวแทบจะสลายเป็นชิ้น ๆ ไม่ถอย ไม่ยอม จะเผาความมืดบอดของตัวเอง จะเผาความชั่วช้าของตัวเอง แน่จริงออกมาจะเผาให้หมด สักพักนึงเหมือนกิเลสมันอ่อนอกอ่อนใจในความดื้อรั้นของข้าพเจ้า มันค่อย ๆ ถอยออกไป ถอยออกไป เราก็ค่อย ๆ ผ่อนกำลังออกมา คิดว่าเกมนี้จะจบ เปล่าเลยครับ มันระดมมาอีกแล้ว มันถอยออกไป แล้วมันก็บุกมาอีกแล้ว เหมือนรบในสงครามไม่มีผิด เมื่อเราตั้งป้อมสู้ มันบุกมาไม่ได้ก็ถอยกลับ แล้วเข้าตีใหม่อย่างไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักตาย เก๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงระฆังช่วย ครบ 2 ชั่วโมงเต็มที่ดิ้นอยู่คนเดียวบนเบาะภาวนา เดินออกมานอกห้องอย่างหมดสภาพ ไม่เคยเกิดเวทนาอะไรอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต เป็นตายเท่ากัน ในสภาวะของการภาวนาในชั่วโมงใดจำไม่ได้ เห็นภาพตนเองเดินขึ้นเรือนปฏิบัติ แล้วเก็บใบพลูได้ 1 ใบ

การภาวนาในวันต่อมา ดีขึ้นมาก เมื่อเวลาสอบอารมณ์มาถึง ท่านอาจารย์ถามถึงสภาวธรรม ก็กราบเรียนท่านไปตามปกติ ท่านถามว่า “แล้วเห็นคนแต่งชุดขาวมาภาวนากันที่นี่รู้สึกอย่างไร” ข้าพเจ้าก็กราบเรียนท่านไปว่า “ศิษย์มีความปลาบปลื้มใจที่คนทางใต้ และเหล่าศิษย์ของท่านอาจารย์ได้มาภาวนากันที่นี่ ธรรมแท้จะได้มาหยั่งรากในแดนใต้เสียที ที่ศิษย์ทำไปนั้น ก็ไม่ได้ทำเพราะอยากไปสวรรค์หรืออยากได้นิพพาน” “แล้วที่ทำไปนั้น เพราะจิตเราอยากปกป้องพระพุทธศาสนาใช่ไหม? ” เท่านั้นแหละครับ คำถามธรรมดา ๆ นั้น กลับทำให้ดวงจิตของข้าพเจ้าถูกกระชากออกมาเหมือนลูกขนุนจำปาดะ ที่ถูกผ่าแล้วดึงออกมาทั้งพวง เหมือนถูกลากลำไส้ทุกขดออกมาอยู่ต่อหน้าต่อตา น้ำตาน้ำมูกไม่ทราบออกมาจากไหนมากมายเต็มตื้น พูดอะไรไม่ออก ตอบได้เพียงแค่ “ใช่ครับท่านอาจารย์” ท่านอาจารย์เมตตากล่าวว่า “ด้วยจิตที่เคยต่อสู้เพื่อรักษาผืนแผ่นดิน และหวังจะปกป้องพระพุทธศาสนา เป็นจิตกตัญญู จิตกตัญญูก็คือจิตนิพพาน ยินดีด้วยนะ” ท่านอาจารย์สอนเน้นย้ำให้ข้าพเจ้ามีความหนักแน่นในธรรมที่เกิดกับตน ขอให้เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม และรักษาจิตกตัญญูนี้ไว้ให้ได้

“จิตกตัญญู ก็คือ จิตนิพพาน” คำคำ นี้ฟังดูง่าย ๆ แต่แท้จริงแล้ว เราเข้าถึงยาก เพราะถูกเมฆหมอกแห่งกิเลส และอวิชชาปกปิดไว้ ทำให้ไม่เห็นความเป็นจริง ท่านอาจารย์ได้กระชากจิตวิญญาณส่วนลึกของข้าพเจ้าออกมา ปลดปล่อยมันออกมาสู่แสงสว่าง ถ้าไม่มีท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะไม่มีวันนี้ได้เลย แม้นว่าจะเคยเกิดมากี่พุทธันดร กี่อสงไขย ก็ยังมองไม่เห็นทางที่สว่างเหมือนตอนนี้

ขอน้อมกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์ พระอรหันตเจ้าทุกพระองค์ องค์หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด องค์หลวงปู่เทพโลกอุดร พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระคุณเจ้าสัญชัย ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพชาติ บิดามารดาทุกภพทุกชาติ คุณพ่อคุณแม่ในปัจจุบันชาติ ด้วยเศียรเกล้า

ขอน้อมกราบหลวงพี่ฮวด อาจารย์โสภิต อาจารย์ใจทิพย์ ด้วยความเคารพ และขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านอย่างยิ่ง
ขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัวทุกคน พี่ ๆ น้อง ๆ ญาติทั้งหลาย เพื่อนพ้อง ลูกน้องและบริวาร ทุก ๆ คนที่มีส่วนในครั้งนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนเกื้อกูลกันทั้งสิ้น
ขอน้อมอนุโมทนามายังทุกท่าน ณ โอกาสนี้ด้วยเทอญ สาธุ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.