ประสบการณ์ภาวนาคุณขวัญรุ้ง

ในครั้งนี้เป็นคอร์สที่ 2 ที่ข้าพเจ้าได้เข้าอบรมวิปัสสนากรรมฐาน แต่เป็นครั้งแรกสำหรับการเข้าอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน นานถึง 8 วัน 7 คืน น่าแปลกมาก ในวันที่ใกล้จะจบคอร์สกลับรู้สึกว่า เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนเพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วัน ในขณะที่นั่งปฏิบัติอยู่นั้น ในช่วงวันที่ 2-3 เห็นจะได้ ก็มีสภาวะเกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ ในใจนึกขึ้นว่านี่เราวางอุเบกขาถูกแล้วใช่มั้ย ทำไมถึงเกิดเวทนาหนักอย่างนี้ หนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ลดเลย แต่ด้วยคำสอนของพระอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้านึกขึ้นมาได้ว่า ต้องวางเฉยโดยไม่ไปจดจ่ออยู่ที่เวทนา แค่รู้ปวดแล้วไม่สนใจ โดยได้ยินเป็นเสียงก้องอยู่ในหัว แล้วเราก็ปฏิบัติตามจนมีสมาธิ สักครู่ก็เกิดเวทนาอีกครั้ง คราวนี้หนักกว่าเดิม แต่ไม่สนใจอาการเจ็บแต่อย่างใด ตั้งใจปฏิบัติเต็มที่ถึงแม้จะมีหลุดบ้าง เมื่อรู้ตัวก็ดึงสติได้ ในหัวได้ยินเสียงคำสอนของท่านอาจารย์ที่เปิดสอนนำตอนต้นชั่วโมงภาวนา เหมือนมีคนมารีเพลย์ให้ฟังพอดิบพอดี

ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติด้วยกายและจิตใจที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ จนได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ ชี้แนะบอกกล่าวให้แก่ศิษย์ผู้นี้ นับว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ในขณะนั้นจิตนิ่งจนได้ยินคำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุม นิ่ง แต่กังวานดังก้องอยู่ว่า “แบบนี้แหละ อย่างนี้แหละ จงจำไว้” สิ้นคำสอนจิตก็น้อมขอบพระคุณ อย่างสำนึกในความเมตตาที่ท่านมาสอนสั่ง บอกกล่าวในแนวทางปฏิบัติ ในแวบแรกข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยว่าเสียงนั้นคือใครกันนะ สักครู่ก็มีคำตอบในใจผุดขึ้นมาว่า เสียงนั้นคือเสียงของพระอาจารย์ใหญ่สายเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อจบการภาวนา ในขณะก้มลงกราบ ใจก็น้อมระลึกถึงพระคุณที่ท่านได้เมตตามาชี้แนะ

ผ่านมาถึงช่วงเย็นเสียงระฆังดังขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินจงกรม ข้าพเจ้าได้มีสติเดินในย่างก้าวที่ผ่านไปในแต่ละลักษณะ จนช่วงท้ายได้ยืนทบทวนช่วงเวลาที่ปฏิบัติมาทั้งวันนั้น จนนึกถึงช่วงที่เกิดเวทนาว่า ทำไมนะเวลาเราตั้งใจบางทีก็ทนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำไมบางครั้งรู้สึกเบา บางครั้งรู้สึกทุรนทุราย บางครั้งนิ่งบ้าง ไม่นิ่งบ้าง แล้วก็นึกถึงเรื่องที่พระอาจารย์ท่านมาชี้แนะว่า สภาวะแบบนี้แหละคือการวางอุเบกขา ให้จำไว้ ให้ปฏิบัติไว้ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ตลอดชั่วโมงนะ หลังจากทบทวนถึงข้อดีข้อเสียของตัวเองจบ ก็มีน้ำเสียงเดิมดังขึ้นมาว่า “ยิ่งอยากได้ยิ่งไม่ได้ ยิ่งเฉยยิ่งได้” ในขณะที่ได้ยิน ข้าพเจ้ามีสติและรู้ตัวอยู่กับลมหายใจ การยืนนิ่งที่เท้าสัมผัสกับหญ้า และลมที่พัดผ่านหน้าของข้าพเจ้าไป ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เวลานั้นเหมือนมีเรายืนอยู่ท่ามกลางความสงบเพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าได้ยกมือขึ้นไหว้ขอบพระคุณในความเมตตาอีกครั้ง ในการอบรมสอนสั่งครั้งนี้ทำให้รู้กระจ่างมากยิ่งขึ้นไป

ข้าพเจ้าแค่อยากจะบอกกล่าวประสบการณ์นี้แก่ผู้อ่านที่ปฏิบัติว่า หากท่านพยายามดีแล้ว ตั้งใจมากพอแล้ว ผลจะออกมาดีมากน้อยแค่ไหนไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งที่สำคัญคือ การตั้งใจในทุกครั้งที่ลงมือปฏิบัติ ทำตามและเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่สอนเรา ไม่ว่าจะเป็นคำสอนจากปาก คำสอนจากเทป คำสอนจากกระแสจิต นั้นคือ ท่านจะมีครูบาอาจารย์คุ้มครอง ชี้แนะ และท่านไม่ได้ปฏิบัติคนเดียว

ขอกราบรำลึกถึงพระคุณครูของพ่อแม่บาอาจารย์ทุกท่าน และขอน้อมอนุโมทนากับท่านทั้งหลายที่อ่านแล้วเกิดเป็นความรู้และช่วยให้ตื่นตัวในการปฏิบัติ หรือเกิดความกระจ่างในข้อสงสัยในใจ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายบุญนี้แด่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในกระแสบุญนี้ด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.