ประสบการณ์ภาวนาพระมหาสะอาด สมาจาโร (โกมาลย์)

อาตมา พระมหาสะอาด สมาจาโร (โกมาลย์) อายุ 52 ปี บ้านเกิดอยู่ที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด อาชีพโยมบิดามารดา ทำไร่ ทำนา ต่อมาย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ อ.วังน้ำเย็น จ.ปราจีนบุรี (สมัยนั้น) สมัยก่อนอาตมาไม่เคยมีความตั้งใจหรือความคิดที่จะบวชเลยแม้เพียงนิดเดียว ต่อมาเมื่ออายุ 28 ปี มารดาได้เสียชีวิต อาตมาจึงได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณท่าน โดยบวชหน้าไฟตามประเพณี ซึ่งเป็นการบวชครั้งแรกและครั้งเดียวของอาตมา ด้วยความตั้งใจตอบแทนบุญคุณต่อบุพการี มารดาผู้เป็นที่รักในครั้งสุดท้าย เป็นปฐมเหตุให้อาตมาได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นสมมุติสงฆ์ ที่ อ.วังน้ำเย็น จ.ปราจีนบุรี (จ.สระแก้ว ในปัจจุบัน) และต่อมาโยมบิดานิมนต์ให้อยู่ต่อเพื่อเป็นเนื้อนาบุญให้แก่บรรพบุรุษและวงศ์ตระกูล จึงเป็นเหตุปัจจัยให้อาตมาได้อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ในร่มบวรพระพุทธศาสนา มาจวบจนทุกวันนี้รวม 25 พรรษา

ประสบการณ์และคุณวุฒิในการศึกษาพระปริยัติธรรม สำเร็จ นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 4 ประโยค (ป.ธ.4) การที่ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในระดับหนึ่ง ทำให้อาตมาจาริกไปจำพรรษาประมาณ 2-3 พรรษาในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การปฏิบัติธรรม เริ่มต้นบวชที่ จ.สระแก้ว และจาริกไปประมาณ 8 จังหวัด ในช่วงระยะเวลา 25 พรรษา ได้แก่ ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ลพบุรี เพชรบูรณ์ และสุรินทร์ ณ สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์

ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

เนื่องจากอาตมาเรียนพระปริยัติ และได้ออกจาริกปฏิบัติธรรมตามเพื่อนสหธรรมิกในแต่ละจังหวัด จึงมีการภาวนาไม่ค่อยต่อเนื่องเพราะไม่มีครูอาจารย์แนะนำ ไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และไม่เห็นความก้าวหน้าในตนเองชัดเจน ด้วยเหตุนี้อาตมาจึงเกิดความตั้งใจอยากปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อสร้างความเพียรให้เกิดขึ้นแก่ตน และแสวงหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยแนะนำการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด เพื่อความเจริญก้าวหน้าในธรรมต่อไป

ปี พ.ศ. 2555 ได้เข้าอบรมภาวนาในสายครูอาจารย์ ยุบหนอ-พองหนอ เป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็ม หลังจากจบการอบรมก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน อาจจะเป็นเหตุที่อาตมายังไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงไม่เห็นผลมากนัก ไม่ได้เกี่ยวกับสายธรรมหรือครูอาจารย์ เพราะความตั้งใจในการปฏิบัติตอนนั้นยังไม่เคยทุ่มเทแบบเต็มร้อย

ปี พ.ศ. 2556 มีความตั้งใจมากยิ่งขึ้น จึงได้เข้าอบรมภาวนาที่ประเทศพม่า เป็นระยะเวลา 3 เดือนเต็ม หลังจากจบการอบรมก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนเท่าที่ควร อาจจะเป็นสาเหตุเนื่องจากการสื่อสารคนละภาษากับผู้ที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ทำให้การสื่อสารแบบจิตสื่อจิตนั้นทำได้ไม่เต็มที่ หรืออาจเกี่ยวข้องกับวาสนายังไม่ตรงกับจริตของอาตมา จึงไม่เห็นผลลัพธ์ก็เป็นไปได้ แต่ในการเข้าอบรมทั้งสองครั้งนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อาตมามีความเพียร และมีความตั้งใจที่จะเดินทางสู่การหลุดพ้นอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ เมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้นได้เริ่มบ่มเพาะแล้ว ถึงแม้ยังไม่พบทางและครูอาจารย์ผู้ชี้แนะที่ตรงกับจริตของอาตมาก็ตาม

รู้จักเตโชวิปัสสนากรรมฐาน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา อาตมามีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มเข้าคอร์สอบรมที่มีความเข้มงวดและโด่งดังในแวดวงของพระภิกษุสงฆ์ หลังออกจากคอร์สก็มีการสร้างความเพียรตามควร ในกลุ่มเพื่อนสหธรรมิกก็เริ่มมีการสนทนาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมและสภาวธรรม เพราะได้เริ่มเดินทางสู่การปฏิบัติที่จริงจังมากขึ้นกว่าสมัยก่อน อาตมาปฏิบัติด้วยความเพียรแต่ก็ไม่มีสภาวธรรมใด ๆ ปรากฏเลย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเพียรลดน้อยลง

ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2559 มีโอกาสไปงานมุทิตาจิตครูบาอาจารย์กับเพื่อนสหธรรมิก ได้มีพระอาจารย์สุวรรณ (ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว) แนะนำให้มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน โดยแนะนำให้มาภาวนาที่ สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ อาจจะเป็นด้วยวาสนาก็ว่าได้ อาตมาไม่มีความลังเลสงสัยใด ๆ เลย รีบเร่งเดินทางมาตามที่พระอาจารย์สุวรรณได้แนะนำ และสอบถามพระอาจารย์ผู้ที่แนะนำอาตมา ท่านก็ยังไม่ได้เป็นศิษย์เตโชวิปัสสนากรรมฐาน ท่านทำหน้าที่แค่เพียงเป็นผู้แนะนำอาตมาเท่านั้นเอง ปัจจุบันอาตมาก็ยังระลึกนึกถึงพระคุณที่ท่านได้เกื้อกูลแนะนำอยู่เสมอ ขอให้ท่านมีส่วนในธรรมที่อาตมาได้ถึงแล้วเฉกเช่นเดียวกัน เป็นธรรมแท้ที่ได้นำพาอาตมาสู่การปฏิบัติธรรม แห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในหมวดมหาสติปัฏฐานสี่สูตร

“การตัดสินใจ” จุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ในการเดินทาง

ก่อนที่อาตมาจะมาจำพรรษาที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นระยะเวลา 2 พรรษา ในปี พ.ศ. 2558 ถึง พ.ศ. 2559 ปกติอาตมาไม่ชอบการอยู่เป็นหมู่คณะใหญ่ ๆ เพราะเห็นว่ามีแต่ความวุ่นวาย อาตมาชอบจำวัดอยู่รูปเดียว หรือจำนวนพระสงฆ์ไม่เยอะ สมัครเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2559 ขณะนั้นจำพรรษาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ของอาตมา โดยผ่านการเข้าคอร์สอบรมแรกที่จังหวัดสระบุรีแล้ว และได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ ร่วมกับหมู่คณะพระภิกษุสงฆ์ที่มีจำนวนสิบกว่ารูป มีพระอาจารย์คอยเทศน์สอนและสอบอารมณ์ โดยหลวงพ่อสัญชัย จิตฺตภโล จากประสบการณ์ครั้งนี้จึงได้พิจารณาเห็นว่า การจำพรรษารูปเดียวอาจจะมีความคล่องตัว สะดวกสบาย แต่แม้จะมีความเพียรมากเท่าไหร่ การปฏิบัติภาวนาก็จะลำบาก เพราะห่างไกลจากครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ และขาดกำลังใจจากหมู่คณะ เลยทำให้อาตมาได้คิดและตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่

“ขอเอาตัวเองให้รอด…ดีกว่าอยู่แบบสุขสบาย แต่ต้องเป็นทาสกิเลสไม่รู้จบ”

ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจมาร่วมจำพรรษากับคณะสงฆ์ที่มีการภาวนาเป็นหน้าที่ ณ สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ ร่วมกับคณะสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นครั้งแรก โดยหักดิบกิเลสในสิ่งที่ไม่ชอบใจ แต่มีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ มีคุณอันอเนกอนันต์แก่ตน อาตมาย้ายมาจำพรรษา ณ สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ ในปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน

ภาวนาเป็นหน้าที่

อาตมาผ่านการเข้าคอร์สอบรมเตโชวิปัสสนาที่จังหวัดสระบุรี จำนวน 6 คอร์ส และในครั้งนี้เป็นความเมตตาอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล มาเยี่ยมเยือนศิษย์ภาคอีสานที่ จ.สุรินทร์ ณ สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ เป็นโอกาสอีกครั้งที่ได้เข้าคอร์สการสอนโดยตรงจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นคอร์สที่ 7 ในการภาวนาของอาตมา ประสบการณ์ภาวนาก็ไม่ได้มีสภาวธรรมอะไรที่มากมาย มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันตั้งแต่คอร์สที่ 1-7 คือ ภาวนาปักจิตตรึงอยู่ที่จุดสัมผัสตลอดเวลาที่ภาวนา มีสังขารความคิดทั้งเรื่องเก่าและใหม่ และเรื่องทั่ว ๆ ไปผุดออกมาตลอดเวลา แต่ไม่ทำให้หวั่นไหวใด ๆ โดยหน้าที่มีเพียงปักตรึงจิตอยู่ที่จุดสัมผัส รู้ชัดที่จุดสัมผัสตลอดเวลา รู้เฉย หรือรับรู้แล้ววางเฉยต่อสภาวธรรม รู้เฉยต่อทุก ๆ สภาวธรรมที่แสดงผล ซึ่งข้อดีของอาตมาคือจอดำ ไม่ได้รู้เห็นอะไรในขณะภาวนา มีแต่ความเพียร และทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งแต่เพียงอย่างเดียว คือ “การภาวนาเป็นหน้าที่” และหน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ “ปฏิบัติตามคำสอน คำแนะนำของพ่อแม่ครูอาจารย์โดยเคร่งครัด” และในคอร์สนี้สภาวะทางจิตมีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากทุกครั้งคือมีจิตที่อ่อนโยน และน้อมคิดพิจารณาในธรรมที่ท่านอาจารย์ได้เทศน์สอนเกี่ยวกับการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ จิตก็น้อมพิจารณาตามและเกิดความสลดสังเวชใจ ดังนี้ “พระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้ว 28 พระองค์ นี่เราทำอะไรอยู่ ทำไมเรายังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเป็นอเนกชาติ เพราะความมืดบอดปิดบังปัญญา จึงได้ตกเป็นทาสของกิเลสมาร อยู่ร่ำไป” เกิดอาการปีติน้ำตาไหลข้างใน และในจิตอาตมาก็น้อมตั้งความปรารถนาขึ้นมาด้วยความนอบน้อมอ่อนโยนในจิตแบบไม่เคยเกิดอย่างนี้มาก่อนว่า “ขอให้การเกิดในภพชาตินี้ เป็นภพชาติสุดท้าย”

หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวอนุโมทนาบุญในธรรมที่อาตมาได้ถึงแล้ว ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าการเดินทางของอาตมานั้นเนิ่นนานกว่าท่านทั้งหลายมากมายมหาศาลขนาดไหน ใช้ระยะเวลาบวชและเดินทางในการปฏิบัติถึง 25 พรรษา หรือใช้เวลา 25 ปีเต็ม ๆ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม อาตมายังไม่เคยย่อท้อเลยแม้เพียงนิดเดียว แล้วท่านทั้งหลายเล่า…? การเดินสู่ทางธรรมกันอย่างจริงจังใช้ระยะเวลากี่ปี อาตมาขอเป็นกำลังใจในการเดินทางของท่านทั้งหลาย ขอให้มีความเพียรภาวนาให้เป็นหน้าที่แบบไม่มีเงื่อนไข อาตมามีความเชื่อมั่นเหลือเกินว่า “ถ้าเราก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด…เป็นที่แน่นอนว่า เป้าหมาย…นั้นย่อมย่นย่อเข้ามาหาเราด้วยในทุก ๆ ก้าวเช่นกัน”

…การเดินทางอันยาวไกล บรรลุได้ด้วยความเพียร…
พระมหาสะอาด สมาจาโร (โกมาลย์)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.