ประสบการณ์ภาวนา คุณฮาโน

ผมตระหนักด้วยความนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์ว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ใช่ด้วยความสามารถของผมเองที่ทำให้มาถึงจุดนี้ได้ แต่เป็นเพราะพลังของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ช่วยหนุนยกจิตของผมให้สูงขึ้นมา จนได้พบความจริงเกี่ยวกับตนเอง รวมทั้งความล่อลวงและความทุกข์ทั้งมวล

ปีนี้ ผมได้ก้าวออกจากความมืดมิดมาสู่ความสว่าง จากอัตตามาสู่อนัตตา จากอวิชชามาสู่วิชชา และเรียนรู้วิถีทางของการเข้าถึงปรมัตถธรรมในตน ได้เรียนรู้การวางอุเบกขา และไม่ให้ค่ากับสิ่งต่าง ๆ เรากำลังติดอยู่ในโลกของเกมสามมิติเสมือนจริง เหมือนดังเช่นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ยอดนิยมเรื่อง “Ready Player ONE” โลกของภาพลวงตา และสิ่งล่อลวงต่าง ๆ ที่ยึดเราไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงที่เกิดจากอารมณ์ของเราเองเหมือนกับที่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เคยอธิบายไว้ ยิ่งเราพยายามที่จะหนีจากมันไปมากเท่าไหร่ เราก็จะถูกดูดเข้าไปสู่โลกมายามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราตอบสนองต่อการกระตุ้นของโลกมายานี้มากเท่าใด เรากลับพัฒนาความรู้สึกให้กลายเป็นอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่แรงโน้มถ่วงที่ยึดจิตเราให้ติดอยู่กับเกมแห่งการเวียนเกิดเวียนตายไม่จบสิ้นนี้ก็มีพลังยึดเหนี่ยวมากยิ่งขึ้น

จนกว่าเราจะตระหนักถึงกฎของเกมแห่งภพชาติและมีโอกาสหาทางออกจากวงจรนี้ ขั้นแรกคือการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากสังขารที่ถูกสะสมมาทั้งในอดีตชาติและในชาติปัจจุบัน ซึ่งทำได้ด้วยการปฏิบัติเตโชวิปัสสนาเท่านั้น เพื่อเผากิเลสที่ยึดให้เราติดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงบนโลกแห่งมายา

แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกิเลสที่ฝังแฝงอยู่ภายในตัวเราจะยังคงผลักดันให้เราติดอยู่ในเกมนี้ มันจะพยายามล่อลวงเราทุกช่องทาง ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเกลียดชัง ความกลัว ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ยึดเราให้ติดอยู่ในเกมอย่างแน่นหนา โดยที่กิเลสจะใช้อุบายล่อลวงเราอย่างเช่น ความสงสัย อัตตา ความล่อลวง ยั่วยุ ตัณหา ความโกรธ ความหิว ทุกวิถีทางที่พวกมันทำได้เพื่อจะทำให้เราผิดศีล และเดินออกจากทางแห่งความสว่าง เมื่อใดกิเลสลวงให้ละทิ้งความมุ่งมั่นและความดีงาม ออกจากทางแห่งอริยสัจ เมื่อนั้นคุณได้ตกอยู่ใต้อำนาจของมันแล้ว

แล้วจะหนีออกไปได้อย่างไร? ความจริงก็คือพวกเราส่วนใหญ่ไม่สามารถหนีออกไปได้ เพราะเราไม่ได้ตระหนักถึงกฎของเกมแห่งวัฏสงสารนี้ พ่อแม่สอนเราในสิ่งที่เขาเชื่อว่านี่คือกฎ โดยที่มารต้องการให้โลกมายาที่มืดมิดดำเนินต่อไป โดยการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในตัวเรา

ถ้าเรามีปฏิกิริยาตอบโต้กับบางสิ่งบางอย่างที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาร่วมกันได้ มารก็จะได้ใจ เพราะนั่นเป็นการเพิ่มข่ายพลังแรงโน้มถ่วงทำให้ผู้คนผูกติดอยู่ในมายามากยิ่งขึ้น เครื่องมือล่อลวงทรงประสิทธิภาพนั้นคือ เวิลด์ไวด์เว็บ ผู้คนเป็นพันล้านเชื่อมถึงกันด้วยเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ถ้าคนกว่าพันล้านคนเหล่านี้ มีปฏิกิริยากับเรื่องราวหรือรูปถ่ายใด ก็จะเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาร่วมส่งคลื่นพลังมหึมาไปเสริมแรงดึงดูดของโลกมายา และดึงเราเข้าไปติดกับดักที่ลึกลงไปอีก ทุกครั้งที่เรากดไลก์ จะเกิดการถ่ายทอดประจุไฟฟ้าขึ้น อาจจะเป็นทางด้านผู้กดหรืออีกฝ่ายที่เป็นผู้รับก็ได้ และการถ่ายทอดประจุดังกล่าวก็จะไปเพิ่มพลังให้กับแม่ข่ายที่เป็นแหล่งกำเนิด

พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจกฎของเกมนี้ จนสามารถทรงเป็นอิสระจากเกมนี้ได้ ด้วยความเข้มแข็งและความมุ่งมั่น พระองค์ทรงแสดงวิธีการให้เราได้ปฏิบัติตาม แต่แม้จะมีแผนที่อยู่ในมือของเราแล้วก็ตาม กิเลสมาร และโลกมายาก็ยังทำให้เราเป็นแค่หุ่นเชิดได้อยู่ดี น้อยคนที่จะมีปณิธานแน่วแน่ที่หนีออกไป น้อยคนที่สามารถมองเห็นความจริงที่กำลังเป็นอยู่ ความทุกข์ชอบอยู่เป็นเพื่อน และเพื่อนของเราคอยแต่จะชวนให้เราอยู่กับเขา เพื่อทำให้เราเป็นทุกข์อยู่กับสิ่งลวงทั้งหลาย
ผมรู้วิธีที่จะออกจากเกม

จากประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าคอร์สปฏิบัติเตโชวิปัสสนา ทำให้ผมเข้าใจคำอธิบายของท่านอาจารย์เกี่ยวกับความหมายของคำว่า สติ การมีสติหมายความถึงการปิดประตูของอายตนะทั้งหมด เพื่อที่จะได้ไม่ถูกล่อลวงไปสู่โลกมายาและทำผิดศีล หรือเพิ่มพูนภาพลวงตาโดยทำให้ความรู้สึกของผมพัฒนากลายเป็นอารมณ์ จนกลายเป็นการเพิ่มพลังให้มารโลก

การปฏิเสธกิเลสมารไม่ให้ล่อลวงผมผ่านทาง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ทำให้ผมป้องกันตัวเองจากการถูกลากเข้าสู่โลกของภาพลวงตาและเพิ่มกิเลสใหม่ ๆ หรือเพิ่มพลังให้กิเลสเดิม ด้วยจิตที่รู้ชัด และรับรู้ว่ามีอะไรมากระทบโสตประสาท แต่ไม่ไปให้ค่ากับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ถ้าผมเกิดความลังเลสงสัย หรือมีความรู้สึกที่กำลังพัฒนาเป็นอารมณ์ที่เป็นกิเลส ผมก็จะปฏิบัติเตโชวิปัสสนา เพื่อเผาสังขารเหล่านั้น

สำหรับความรู้และความเข้าใจที่ผมได้รับ ผมมีความรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระคุณอันมิมีประมาณและเป็นหนี้บุญคุณต่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

การเดินทาง

การที่ผมให้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับธุรกิจและประสบการณ์ของผมนั้นไม่ใช่เพราะผมต้องการอวดอัตตา เพราะอัตตาของผมลดลงไปมากในหลายปีมานี้ตั้งแต่มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนา แต่เป็นเพราะผมต้องการอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจว่าผมเป็นนักธุรกิจที่มีจิตใจเข้มแข็ง หลายสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมันฟังดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ อาจดูราวกับว่าผมเป็นคนบ้าที่มาปฏิบัติธรรม หรือบางทีผมอาจเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ หรืออาจจะถูกล้างสมอง ซึ่งนี่เป็นการคิดที่ห่างไกลจากความเป็นจริง ผมยังเป็นคนมุ่งมั่นและเข้มแข็งเช่นเดิม ทั้งหมดที่ผมเขียนเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผม ผมเปิดเผยประสบการณ์นี้ด้วยหวังว่าจะเผยวิถีของเกมแห่งภพชาติ ผู้คนอาจได้มาพบกับท่านอาจารย์และตื่นจากความลวงนี้

ผมเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนาที่เป็นชาวต่างชาติ

ผมเกิดในเยอรมัน เติบโตในแคนาดาและฮาวาย ผมเป็นฝรั่งอายุ 55 ปี ที่ไม่รู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระองค์มากนัก เมื่อครั้งที่เข้าอบรมคอร์สแรกของเตโชวิปัสสนา ผมประสบความสำเร็จในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีรีสอร์ตบนเกาะส่วนตัว รวมทั้งธุรกิจอื่น ๆ ผมประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็ว และเกษียณตัวเองตอนอายุ 45 ปี นี่เป็นภาพเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อผมอยู่บนจุดสูงสุดในชีวิต แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้สวยงามอย่างที่มันควรจะเป็น ธุรกิจของผมตั้งอยู่ในแถบประเทศอาเซียนที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง ดังนั้นทรัพย์สินของผมจึงถูกรีดไถจากพวกผู้มีอิทธิพล ข้าราชการการเมือง โดยการวางแผนร่วมกันกับผู้บริหารของบริษัทฯ ของผม ผู้ซึ่งสมรู้ร่วมคิดและตั้งใจที่จะขโมยทรัพย์สินของผม ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องย้ายมาอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ธุรกิจและตัวผมเองปลอดภัย ผมมีเพื่อนสนิทชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นนักพัฒนารีสอร์ตและเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ซึ่งไม่ได้โชคดีเท่าผม พวกเขาสูญเสียธุรกิจและทรัพย์สิน หรือแม้แต่สูญเสียอิสรภาพและชีวิต

ผมใช้เวลาหลายสิบปีที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องเงินทองและทรัพย์สิน จากผู้ที่ต้องการขโมยมันไป ด้วยวิธีการที่สกปรก ผมจำได้ว่ากำลังนั่งอยู่ตรงหน้าท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในคอร์สที่ 3 เมื่อท่านอาจารย์ถามว่า ผมมีสภาวธรรมหรืออารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในระหว่างภาวนาหรือไม่ ผมคิดสักพักและตอบว่า “มีครับ”

ผมอยู่กับความโกรธและขุ่นข้องใจ ที่ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการแก้ปัญหาที่เป็นผลมาจากการทุจริต และรู้สึกไม่พอใจว่า ชีวิตของผมไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เวลานั้นผมก็ได้ตระหนักว่า ถ้าสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผม ผมก็อาจจะไม่ได้มีโอกาสนั่งอยู่ตรงหน้าท่านอาจารย์เช่นนี้

ผมคิดว่ามีหลายสิ่งที่แปลกที่เกิดขึ้นกับผม คือ ตั้งแต่เกิดในเยอรมัน เติบโตในแคนาดาและฮาวาย และสุดท้ายได้มาอยู่ในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดา ผมรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมได้เดินทางมาที่สระบุรี และได้เป็นศิษย์เตโชวิปัสสนา

การที่ระลึกได้ถึงคำอธิษฐานของตัวเองในอดีตชาติที่ว่า “ผมยอมทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้เป็นอิสระ” มันทำให้ผมตระหนักว่า ตอนนี้ผมต้องยอมละทิ้งทรัพย์สินเงินทองที่ต้องต่อสู้ได้คืนมาอย่างยากเย็น เพื่อโอกาสที่จะหลุดพ้นจากโลกมายา ทันใดนั้นจิตของผมปล่อยวางจากทรัพย์สินเงินทองที่เคยกอดรัดไว้อย่างเหนียวแน่น

ผมคิดกับตัวเองว่า คนทุจริตเหล่านั้นที่ผมเคยโกรธ ได้ให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม และผมรู้สึกเป็นหนี้พวกเขาอย่างมาก ผมคงไม่ยินดีที่จะมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ หากผมได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีและมีชีวิตเป็นไปตามแผนที่วางไว้

เมื่อผมเข้าคอร์สแรกของเตโชวิปัสสนาที่สระบุรี ผมคิดว่าผมแค่ไปตามคู่ชีวิต และสนับสนุนการเดินทางภายในจิตด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาของเธอเท่านั้น ผมคิดว่าผมไปปฏิบัติเพื่อคู่ชีวิตและความสัมพันธ์ของเรา ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่ผมคิดผิด เพราะมันกลับกลายเป็นว่า การออกเดินทางและการฝึกเตโชวิปัสสนากับท่านอาจารย์ครั้งนี้ เป็นการเดินทางของผมเอง เป็นวาสนาของผมที่ทำให้ได้มาพบเตโชวิปัสสนา คู่ชีวิตของผมเป็นเพียงคนที่ช่วยผมให้ได้พบทางเท่านั้น

ผมได้เห็นตัวเองในอดีตชาติอันเนิ่นนานที่ได้อธิษฐานขอให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารและการเวียนว่ายตายเกิด คำอธิษฐานนั้น คือ สิ่งที่ทำให้ผมเดินทางมาเกือบครึ่งโลกเพื่อมาพบกับเตโชวิปัสสนา ในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา และได้ให้โอกาสผมได้มาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์

ทุกสิ่งทุกอย่างหรืออะไรก็ตามที่นำพาให้ผมมาถึงจุดนี้ ผมรู้สึกขอบคุณจากใจ

ในการแผ่เมตตาใหญ่ในคอร์สที่ 3 ผมหวนนึกถึงการอธิษฐานที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อท่านอาจารย์ และท่านอาจารย์ได้อวยพรกลับมาว่า “อาจารย์ขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตและธุรกิจ เพื่อเกื้อหนุนให้คุณได้พบทางแห่งการหลุดพ้น” คำอวยพรจากท่านอาจารย์ราวกับเป็นปาฏิหาริย์ ทุกปัญหาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่กำลังเล่นงานผมหมดอำนาจลงทันที ถูกดำเนินคดีอาญา และเป็นครั้งแรกที่ผมได้กลับประเทศที่ไม่ได้ไปเป็นเวลาหลายปี โดยการเชื้อเชิญเป็นการส่วนตัวของพลตำรวจเอกผู้ซึ่งเข้ามาเอง มาช่วยเคลียร์ปัญหาของผมโดยไม่ต้องการเงิน (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในประเทศที่มีการทุจริต) เขาต้องการช่วยผมจริง ๆ “เพราะกรรมของเขา” ตำรวจผู้นี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับกรรมและรู้สึกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับผมและเรื่องราวของผม

การกลับไปเผชิญปัญหาเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของผม การเผชิญกับความกลัวของตัวเองและไม่กลัวที่จะกลับไปสู่สถานการณ์ที่อันตราย ความลวงของโลกที่เคยยึดผมไว้ได้เสียพลังไปมาก

ผมตระหนักว่าความกลัวเป็นพลังงานที่แข็งแกร่งและเป็นอารมณ์ที่ปิดกั้นเราไว้ ผมรู้ว่าการคลี่คลายปัญหาที่สลับซับซ้อนอย่างรวดเร็วนั้น ต้องเกี่ยวกับคำอวยพรของท่านอาจารย์ที่ให้ผมและด้วยอำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย ไม่อย่างนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นคงไม่เป็นเช่นนี้

วันแรก

คอร์สแรกของการปฏิบัติเตโชวิปัสสนาถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดที่เคยทำมา ทั้งในแง่ของร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ผมไม่ทราบเลยว่าจะต้องเผชิญกับอะไรและก็ไม่ได้สนใจในรายละเอียดนัก คู่ชีวิตผมจัดเตรียมทุกอย่างให้ ผมเพียงแค่พาตัวเองไปและอยู่ให้ครบสัปดาห์

ในแง่ร่างกายผมไม่พร้อม เฉกเช่นเดียวกับชาวต่างชาติวัยกลางคนทั่วไปที่ไม่ได้นั่งขัดสมาธิบนพื้น นับแต่เป็นเด็กอนุบาล ดังนั้น สองสามวันแรก ทั้งขา หัวเข่า สะโพก และหลัง จึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดดู ผมยอมรับว่าร่างกายสามารถปรับตัวภายในเวลาไม่กี่วัน หลายสัปดาห์และหลายเดือนผ่านไปก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ ซึ่งหนึ่งปีที่แล้วมันยากมากสำหรับผมที่จะนั่งสมาธิ 15 นาที โดยไม่ขยับขาให้ความเจ็บปวดลดลงบ้าง ปัจจุบันผมนั่งได้ 2 ชั่วโมงโดยไม่ค่อยรู้สึกไม่สบายตัวหรือต้องขยับ ขณะที่ปีที่แล้วความจดจ่อของจิตยังอ่อนกำลัง ปัจจุบันผมสามารถตรึงจิตและจดจ่อเกือบจะในทันที

ความรู้สึกในจิตและสมองแตกต่างไป หูของผมได้ยินเสียงดัง แต่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งรบกวน เป็นเพียงเสียงความถี่สูงของกระแสพลังงาน ตั้งแต่คอร์สล่าสุดที่ผมมีความเจริญก้าวหน้าในธรรม เมื่อหลับตาผมเห็นโครงข่ายและใยของพลังงาน

จิตจดจ่อของผมมีกำลัง ในปีที่ผ่านมาผมพยายามที่จะเขียนอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ลื่นไหลหรือสามารถจดจ่อเพื่อเขียนให้เสร็จได้ ไม่กี่วันนี้ตั้งแต่กลับจากคอร์สปฏิบัติ ผมเขียนได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วขึ้น และด้วยมุมมองที่เข้าใจแจ่มแจ้ง รวมทั้งงานที่ผัดวันประกันพรุ่งมาเป็นแรมเดือน ก็ดูเหมือนจะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น

ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเกิดการตื่นรู้ ถ้านี่คือขั้นแรก ผมหวังที่จะก้าวสู่ขั้นถัดไป ขณะที่ผมเขียนประสบการณ์ ผมเริ่มปวดศีรษะและตระหนักว่า ขณะที่ผมเปิดเผยความจริงนี้ กิเลสกำลังทำสงครามเพื่อพยายามขัดขวางหรือหยุดยั้งผม มันคือการสู้รบที่เราเผชิญอยู่เสมอ กิเลสต้องการให้เราล้มเหลวและอยู่ในเกมแห่งวัฏสงสาร ฉะนั้นเราต้องมีสติสัมปชัญญะในทุกขณะ หากว่าเราต้องการหลุดพ้น

ความปรารถนาอภิญญา

เมื่อผมได้สภาวะในการมองเห็นภาพนิมิตและมิติอื่นในคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งแรก ผมไม่เข้าใจว่าผมเห็นอะไรหรือที่สำคัญที่สุดผมกำลังมองหาสิ่งใด ผมได้เห็นภาพวิวของทะเลทรายแต่ไม่ใช่ทะเลทรายที่สวยงาม แต่ถูกปกคลุมไปด้วยไม้พุ่มและหญ้าเป็นหย่อม ๆ บางทีผมก็เห็นคนเดินผ่านมันไป ในครั้งอื่นที่ผมนั่งอยู่บนผืนทราย และมองเห็นภาพชัดมากเหมือนใน HD ผมมองเห็นเม็ดของทราย บางครั้งก็พบตัวเองเคลื่อนไหวไปในป่าและกระทั่งข้ามบนภูเขา แต่จุดหมายปลายทางคือที่ไหน แล้วผมต้องมองหาอะไรกันแน่

ในการสอบอารมณ์ครั้งแรก ท่านอาจารย์ได้ถามผมว่าได้เห็นอะไร ผมบอกท่านไปตามสิ่งที่ผมเห็น แต่ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ผมมองเห็นภาพวิวทั้งหมดนั้นเป็นของธรรมดา ท่านอาจารย์ตอบกลับว่า
“ใช่ ถูกต้องแล้ว คุณควรแค่รู้และไม่ให้ค่าอะไรกับสิ่งที่เห็น…”
แล้วผมก็ได้ถามท่านอาจารย์เรื่องจุดหมายปลายทาง
“จุดหมายปลายทางคือที่ไหนครับท่านอาจารย์”
“มันไม่มีจุดหมายปลายทาง” ท่านอาจารย์ตอบ
“เมื่อมีภาพปรากฏขึ้น เพียงแค่รู้ ไม่ให้ค่ากับสิ่งเหล่านั้น เพ่งไปที่จุดสัมผัส นั่นคือหน้าที่ของคุณ”

ผมคาดหวังกับสิ่งที่ไม่ธรรมดา เหนือวิสัย เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่น่าเสียดายที่ผมไม่ทำตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ และกิเลสในตนก็พลอยดีใจที่จะปล้นการภาวนาไปจากผม แล้วนำผมลงไปสู่เส้นทางของทัศนียภาพอันสวยงาม ผมเริ่มมองเห็นป่า ทะเล ภูเขา ดวงดาว และทุกสิ่งในธรรมชาติให้ผมได้เพลิดเพลิน การจดจ่อของผมไม่ได้อยู่ที่จุดเพ่ง ผมปล่อยให้การเพ่งไหลไปตามภาพต่าง ๆ และเพลิดเพลินไปกับการภาวนา ผมคิดว่าผมมีพลังพิเศษ โดยในหลายคอร์สถัดมาผมลืมเรื่องของกิเลสจนสิ้น มองไม่ค่อยเห็นพวกมันอีกเลย และนึกเอาว่ากิเลสคือสิ่งที่ได้ผ่านไปแล้ว

จนในที่สุดท่านอาจารย์ได้ถามผมตอนสอบอารมณ์ในคอร์สที่ 3 ว่าผมได้เห็นอะไร ผมบอกไปว่าผมนั่งอยู่ในท้องทะเลมองดูกลุ่มปลา ด้วยเสียงอันหนักแน่น ท่านอาจารย์เอ่ยว่า
“ไม่..นั่นไม่ถูกต้อง”
“นั่งแล้วภาวนาต่อหน้าอาจารย์”
เมื่อผมได้ภาวนาตรงเบื้องหน้าท่านอาจารย์ ภาพที่ได้เห็นจากทัศนียภาพอันสวยงาม ได้เปลี่ยนกลับเป็นสิ่งเดิมที่ผมได้เห็นในคอร์สแรก คือ ถ้ำน่าเกลียดที่มีกิเลสอาศัยอยู่ ผมได้กลับมาเห็นสิ่งที่มันเป็นอีกครั้ง

ในหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ลืมเป้าหมายของการภาวนาเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ผมไม่ได้มาเพื่อใช้เวลาไปกับการมองหาภาพนิมิต ผมควรจะมาต่อสู้ทำสงครามกับกิเลสเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ นี่คือการตื่นจากความเขลาและเป็นบทเรียนสำคัญที่ผมต้องเรียนรู้ นี่ผมได้เสียเวลาไปหลายคอร์สเพื่อเพลิดเพลินกับทัศนียภาพหรือ

ผมได้ตระหนักว่าในโลกมายานี้ กิเลสแสดงในสิ่งที่เราอยากเห็น สิ่งใดที่ทำให้เราติดอยู่ในเกม สิ่งใดที่เบี่ยงเราจากการค้นพบความจริง สิ่งใดที่หยุดเราจากการเผาสิ่งเศร้าหมองในจิต ทำให้จิตเราหนักจนไม่สามารถยกระดับขึ้นสูงให้อยู่เหนือแรงโน้มถ่วงแห่งโลกมายา เพราะเมื่อจิตเบาและจิตรู้ได้ถูกปลดปล่อยจากโลกมายาแล้ว เราจะเริ่มมองเห็นที่สุดของความจริงและเข้าใกล้ทางออกจากเกมแห่งความลวงนี้มากขึ้น

โปรดติดตามต่อตอนที่ 2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.