ประสบการณ์ภาวนาของคุณจงชนะ

ในคอร์สที่ 6 “คอร์สวิถีอาสวะ” ข้าพเจ้าได้สัมผัสความกรุณาของท่านอาจารย์อย่างมหาศาล รู้ซึ้งชัดเจนว่าท่านอาจารย์ต้องใช้กำลังอย่างมากในการสอน ท่านเมตตาต่อเหล่าศิษย์มากที่ให้โอกาสได้เรียน ถ้าศิษย์ทุกคนจะเห็นค่าในพลังที่ท่านต้องแลกเพื่อเราก็คงจะดีไม่น้อย และคอร์สนี้เอง ที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นจิตมีความน้อมอย่างที่สุดต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาและต่อพระคุณของท่านอาจารย์ ทุกคำของท่านอาจารย์ไหลเข้าสู่ใจเหมือนสายน้ำ ทุกสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กระทำเป็นแบบอย่างที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่ท่านได้พร่ำสอนทั้งในวิชาเตโชวิปัสสนาและวิชาแห่งการดำเนินชีวิตไหลมารวมกัน เหมือนแม่น้ำหลายสายมารวมกันในหัวใจพร้อมกัน จิตเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญชัดเจนในการดำเนินชีวิตหลังจากนั้น

จงชนะ เป็นคนที่ไม่มีตรงกลาง เมื่อเวลาใจเย็น ก็เย็นจนเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่เมื่อเวลาใจร้อน ก็ดูเป็นคนมักโกรธ เหมือนพายุร้าย แม้จะไม่เคยทำร้ายร่างกายใคร แต่วาจาที่ไม่ได้หยาบคาย ก็สามารถเชือดหัวใจและทำร้ายคนรอบข้างให้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ถึงจะอ้างว่ากระทำด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่า นั่นเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิ์และเป็นกรรมอย่างยิ่ง และทุกครั้งที่กระทำลงไป หัวใจของข้าพเจ้าก็รู้สึกเป็นทุกข์กับการกระทำนั้นอย่างมาก และต้องรู้สึกอ้างว้างเสมอ

นับจากวันแรกจนถึงวันนี้ รวมทั้งหมด 10 คอร์สในเวลาเกือบ 4 ปี ช่วงระหว่างคอร์สที่ 7 ถึงคอร์สที่ 9 เป็นช่วงเวลาที่มีหลายสิ่งเกิดขึ้นมาก ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสลดสังเวช และได้เรียนรู้ความร้ายกาจของวัฏสงสารนี้ การที่มีศิษย์คิดล้างครู ไม่ต่างกับการได้รู้ว่าลูกคิดทำร้ายแม่ตัวเองได้อย่างไร แม่ต้องหมดกำลังจนเกือบจะจากเราไป เหตุการณ์นี้สะเทือนหัวใจอย่างที่สุด….และข้าพเจ้าได้ใช้สิ่งนี้ ให้กลับมาเป็นความหนักแน่นอย่างที่สุดของศรัทธาและในการเดินทาง ถึงแม้จะอยากให้ถึงเป้าหมาย แต่รู้ว่ายังอีกยาวไกล ก็ไม่เคยท้อถอยหรือน้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องใด ๆ ในหนทางที่กำลังดำเนิน เพราะถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจหรือหยุดเดินแน่นอน….

คอร์สที่ 10 เป็นการมาเข้าคอร์สแบบสบาย ๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรในความก้าวหน้า เพราะคิดว่าหนทางของตนอีกยาวไกลนัก เหมือนนักเรียนที่มาเข้าห้องเรียนเพื่อฝึกฝนวิชาต่อ

วันที่ 3 สภาวธรรมคือ เห็นงูและตุ๊กแก ซึ่งเป็นสัตว์ที่ข้าพเจ้ากลัวมาก มาเกาะที่แขนที่มือประกบกันอยู่ เป็นการมาเกาะแบบให้รู้สัมผัสจริง ไม่กลัวแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความรังเกียจ จิตขณะนั้นจดจ่อกับจุดสัมผัสอย่างที่สุด และมีความเชื่ออย่างยิ่งว่าไม่ใช่เรื่องจริง อย่าไปใส่ใจ คราวนี้มันไม่เพียงไม่หายไป แต่ขยับตัวให้รู้สัมผัสมากขึ้นอีก ตอนนั้นจิตมันลุยอย่างเดียว และทั้งสองสิ่งนี้ก็วิ่งผ่านอุ้งมือของข้าพเจ้า และถูกตัดออกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยไฟที่ไม่มีเปลว แต่มีความคมอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์เมตตาให้คำตอบในความหมายว่า เป็นการวางอุเบกขาที่ดี แต่ที่เราไม่กรี๊ดลั่นวิ่งออกไปเพราะพลังพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านปกป้องคุ้มภัยให้เราอยู่ ถ้าไม่มีพ่อแม่ครูอาจารย์คอยดูแลบางคนก็เตลิดออกไปได้เลย

วันที่ 4 ท่านอาจารย์เมตตาเน้นย้ำเรื่องการเดินจงกรม การรู้ชัด และสอนเรื่องจิต ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความเจ็บจมและชิงชัง แผลใดที่เราเป็นอยู่ ให้เปิดมันออกมาแล้วราดทิงเจอร์ลงไปซะจะได้หาย เมื่อปฏิบัติและจิตดิ่งลงไป เห็นตัวเองนั่งอยู่กลางพื้นกระดานไม้ขนาดประมาณ 2×2 เมตร ล้อมด้วยฝาไม้ 3 ด้าน ในสภาวธรรม ค่อย ๆ มีชื่อของคนขึ้นมาแปะทีละชื่อ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก แปะจนเต็มทุกฝา และเมื่อเห็นมุมที่กว้างกว่านั้น ก็ไม่มีที่ว่างแม้กระทั่งบนพื้นที่นั่ง ชื่อเหล่านั้นเป็นทั้งชื่อที่เป็นผู้กระทำและถูกข้าพเจ้ากระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ซึ่งสร้างความประหลาดใจ เพราะไม่เคยจดจำและไม่รู้เลยว่าตนเองเก็บสิ่งนี้เอาไว้ ความรู้สึกตอนนั้นอยากขอบคุณทุกคนที่ดีกับข้าพเจ้าเสมอมา และอยากจะขอโทษทุกชีวิตที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินมาก่อน และได้กราบเรียนสภาวธรรมนี้ต่อท่านอาจารย์ และท่านได้เมตตาตอบในความหมายว่า ดีแล้วที่เราได้รู้ ว่าเรามีแผลใดอยู่ในใจ ที่เราได้รู้ว่าเราเก็บสิ่งใดเอาไว้ ที่เคยทำอะไรบ้า ๆ ก็จะได้เริ่มต้นใหม่

วันที่ 5 การเดินจงกรมในเช้าวันนี้ ต่างจากทุกครั้งที่เคยเดิน เพราะปกติที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตั้งใจจนกลายเป็นความตั้งใจให้รู้สึกตัว แต่ครั้งนี้รู้เพียงว่า เดิน เดิน และเดิน แบบรู้สัมผัสในทุกขณะ เดินไปได้เรื่อย ๆ เหมือนกำลังเดินผ่อนคลาย แต่จิตจดจ่อเป็นอัตโนมัติ เดินโดยไม่ต้องการอะไร เป็นความง่าย เป็นความสุข ความรู้ตัวที่ละเมียดละไมอย่างบอกไม่ถูก

ช่วงเช้าก่อนมีการสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์เมตตาสอนเรื่องความกตัญญูระดับหลุดพ้น และท่านได้ยกคำแปลถ้อยความที่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าแทนพระมารดาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงบวชให้พระนาง พระนางได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ไว้ว่า

“ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน… หม่อมฉันได้ถวายพระกษีรธาราแด่พระองค์เพียงระงับดับกระหายได้ชั่วครู่ แต่พระองค์ทรงประทานกษีรธาราคือธรรมอันสงบระงับยิ่งแก่หม่อมฉัน”

ณ ขณะที่ข้าพเจ้าฟังถ้อยความนี้ ทุกคำได้แทรกลึกแนบลงไปกับความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ มันสะท้อนสะเทือนเลือนลั่นอยู่ภายในจนน้ำตาไหลไม่หยุด

สภาวธรรมในชั่วโมงเช้า ขณะนั่ง จิตดิ่งลงเห็น สึนามิลาวา ไหลจากบนลงล่างที่ลึกมาก ไหลออกจากมือตัวเองและมีเสียงกรีดร้องจากด้านล่างที่ลึกมากไกล ๆ แต่เมื่อหลังจากไปพักแล้วกลับมานั่งใหม่ สภาวธรรมกลับเป็นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง คือ นั่งแล้วจิตไม่ดิ่ง ตรึงอยู่แค่ที่จุดสัมผัส ความร้อนมีแต่ที่ในมือ มีความระอุจากล่างขึ้นบน รู้สึกว่ามันมีอาการยันกันไปมา ตอนนั้นกังวลคิดว่า ตัวเองเป็นอะไรไปนั่งไม่ดิ่งเหมือนที่ผ่านมา โดยปกติถ้าเป็นแบบนี้ ข้าพเจ้าจะขยับจนกว่าจะรู้สึกเข้าที่อย่างที่เคย แต่ครั้งนี้ จิตเกิดความรู้สึกยอมรับและคิดว่า ไม่ดิ่งก็ไม่ดิ่ง นั่งไปเถอะ จนท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ และได้กราบเรียนไปตามข้างต้น ท่านอาจารย์เมตตาตอบความหมายว่า ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เพียงแต่เขาเผาในส่วนที่ละเอียดขึ้น สภาวะจึงเป็นแบบนี้

ท่านอาจารย์เมตตาถามย้ำกลับมาว่า ฟังบทสรรเสริญของพระน้านางแล้วรู้สึกเช่นไร ขณะนั้น ข้าพเจ้าเงียบไปครู่หนึ่งเพราะพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่อก ซึ่งนั่นคือความตื้นตัน และได้กราบเรียนตอบไปเหมือนจะเป็นคนละเรื่องว่า “ศิษย์ได้เขียนคอมเมนต์ในโพสต์คำสอนและในบทความต่าง ๆ ที่ท่านอาจารย์ลงมาเยอะแล้ว ศิษย์มีคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อได้มีโอกาสอยู่เบื้องหน้าท่าน เหตุใด ทำไมถึงไม่เคยมีความกล้าหาญที่จะกล่าวความรู้สึกที่อยู่ในใจที่มีต่อท่านอาจารย์ออกมาเลย วันนี้ศิษย์ขอได้มีโอกาสบอกกับท่านอาจารย์ว่า สำหรับศิษย์แล้ว การปิดอบายไม่ใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับศิษย์ เพราะถ้าเทียบกับชีวิตก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะได้มาพบท่าน ศิษย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตต้องปิดอบายด้วยหรือ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นในวันนี้คือ ท่านอาจารย์ทำให้… ศิษย์ขอใช้คำว่า ศิษย์บริสุทธิ์ขึ้นทุกวัน และศิษย์รู้อยู่แก่ใจตนว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ศิษย์เติบโตมาด้วยจิตบูชาพระพุทธองค์ แต่ศิษย์จะไม่มีวันเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ และเข้าใจธรรมอันลึกซึ้งที่แนบอยู่ในหัวใจแบบไม่มีวันจืดจางนี้ได้เลย หากศิษย์ไม่ได้พบท่านอาจารย์ ความรู้สึกสำนึกในพระคุณนี้ศิษย์ไม่ทราบว่าจะเอาทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจนี้ออกมาได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะกราบท่านอาจารย์แบบไหน ที่จะเท่ากับหัวใจที่รู้สึกของศิษย์ ศิษย์รู้สึกเหมือนพระน้านางทุกอย่าง และนี่คือเหตุผลที่ศิษย์บูชาท่านอาจารย์เป็นแม่เจ้าค่ะ”

จบการสอบอารมณ์ แต่จิตขณะนั้น รู้สึกบริสุทธิ์ขึ้นมาอีก รู้สึกไม่ต้องการอะไร แม่ให้มามากแล้ว ลูกขอเพียงได้ตอบแทนแม่บ้าง รู้สึกเข้าถึงความหมายของคำว่ากตัญญูในระดับที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

เมื่อคลานออกมา ท่านอาจารย์เมตตาเรียกเอาไว้ และนี่คือวินาทีที่มีค่า ที่มีเพียงศิษย์กับท่านอาจารย์อย่างแท้จริง ท่านกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจบรรยายเป็นตัวหนังสือถึงความเมตตานี้ได้ครบว่า….”แล้ววันนี้ก็มาถึง แล้วเจ้าก็มาถึงวันนี้จนได้” ท่านอาจารย์กล่าวถามย้ำว่า จะรักษาความกตัญญูนี้ไว้ได้หรือไม่ ข้าพเจ้าได้ตอบกลับไปว่า “หากต้องเป็นศิษย์อกตัญญู ศิษย์ขอตายเสียยังดีกว่า” ความตื้นตันถูกกลั่นออกมาเป็นน้ำตา เสียงร้องที่ดังออกมาเหมือนเด็กเป็นเพราะความรู้สึกว่า ในที่สุดศิษย์ก็ทำให้ท่านได้ภูมิใจ ในที่สุดศิษย์ก็ได้ตอบแทนบุญคุณท่านบ้างแล้ว

จงชนะ ผู้เป็นคนมักโกรธ ผู้มากด้วยเหตุผลแบบโลก ๆ ผู้ไม่เคยยอมพ่ายแพ้และไม่ยอมจำนนด้วยเพราะมีอัตตา ผู้เคยติดหลงในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งลวงตา ผู้ที่ยอมพ่ายแพ้ต่อกิเลสชั่ว ไม่เคยให้ความสำคัญกับศีล 5 ผู้ที่รู้จักความกตัญญูแต่ไม่เคยเข้าถึงอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่เคยหลับใหล บัดนี้ถูกปลุกให้ตื่นแล้วด้วยธรรมะอันงดงามประณีตและลึกซึ้งของพระพุทธองค์

ข้าพเจ้าขอเป็นผู้ที่เดินอยู่ในทางเพื่อความสว่างไสว และจากนี้จะไม่มีวันยอมพ่ายแพ้และยอมจำนนต่อกิเลสชั่วอีกต่อไป

ความก้าวหน้าครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่า ท่านอาจารย์ องค์มหาราชตากสิน และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต้องช่วยอย่างสุดกำลัง นี้คือพลังของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสิ้น จะมีพระคุณใดยิ่งใหญ่เท่าพระคุณที่พาดวงจิตของเราข้ามฝั่ง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่ข้าพเจ้าไม่ระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ เรายังจะเอาสิ่งใดอีก ทุกสิ่งที่ท่านให้ มันมากมายเกินกว่าที่เราควรได้รับด้วยซ้ำ พวกเราเคยนึกน้อมตอบแทนบุญคุณท่านแบบสมควรกันบ้างหรือยัง สำหรับข้าพเจ้าแล้ว จิตกตัญญูนี้แนบไว้แล้วที่หัวใจ ต่อให้เอาข้าพเจ้าไปฆ่าทิ้ง ก็ไม่อาจพรากดวงจิตกตัญญูที่มีต่อพระบรมศาสดา ต่อบิดามารดา ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ต่อองค์มหาราชตากสิน และต่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล นี้ไปจากข้าพเจ้าได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.