ประสบการณ์ภาวนาของคุณจงชนะ

พุทธศักราช 2556

ในวันที่จิตใจรู้สึกอ้างว้าง ข้าพเจ้าอธิษฐานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า ขอข้าพระองค์มีจิตใจเช่นนักรบที่ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าความเป็นจริงข้าพระองค์จะแพ้หรือชนะ ขอหัวใจดวงนี้ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้ และมีกำลังที่จะต่อสู้ในทุกสถานการณ์ด้วยเทอญ

ในวันเดียวกัน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ข้าพเจ้าตั้งจิตเบื้องหน้าพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีว่า ข้าแต่พระอาจารย์ คนสมัยก่อนช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสได้นั่งฟังธรรมอยู่เบื้องหน้าท่าน คนสมัยลูกจะหาเนื้อนาบุญอันประเสริฐนี้คงไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้ว หากลูกยังเป็นผู้มีวาสนา ขอให้ได้พบกับครูบาอาจารย์อันประเสริฐแห่งยุคนี้ ให้ลูกได้เข้าใจความซาบซึ้งของคนยุคก่อนว่า เมื่อได้ฟังธรรมอันเป็นธรรมแท้แห่งพระพุทธองค์แบบตรง ๆ มิใช่จากตัวหนังสือนั้น เขารู้สึกกันเช่นไร

ย้อนกลับไป พุทธศักราช 2516

ในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่อบอุ่นของข้าราชการฐานะปานกลางแถวบางกอกน้อย ข้าพเจ้าผู้ได้รับอนุญาตให้เกิด ด้วยการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นพ่อและแม่ที่มีหัวใจยิ่งใหญ่และเป็นผู้ให้คนแรกแห่งชีวิต เพราะขณะนั้นแม่มีสุขภาพไม่ดีและไม่เหมาะด้วยทุกประการที่จะได้รับอนุญาตให้เก็บเด็กคนนี้ไว้ได้ เพราะอย่างไรหมอได้ลงความเห็นแล้วว่า ถ้าให้เขาเกิดมา เขาต้องตายหรือพิการในที่สุด และอีกอย่างแม่ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 90% หากยืนยันจะเก็บเขาไว้ แต่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมคุณธรรมยิ่งของพ่อและแม่ ท่านได้ตกลงใจอย่างหนักแน่นว่า ข้าพเจ้าควรได้รับโอกาสให้เกิด ท่านพร้อมที่จะเสี่ยงไม่ว่าท่านทั้งสองจะต้องเผชิญกับอะไรในวันข้างหน้า ช่วงเวลานั้นแม่ต้องทนทรมานทางร่างกายอย่างมากในช่วง 4 เดือนก่อนคลอด และแม่อธิษฐานขอทุกวันให้ข้าพเจ้าปลอดภัย และในที่สุด เราทั้งคู่ก็ปลอดภัยจริง ๆ และนี่คือวาสนาแรกแห่งชีวิตที่ได้รับโอกาสให้เกิด ได้มีกายมนุษย์ แม่และพ่อเลี้ยงดูข้าพเจ้าด้วยความรักความอบอุ่น สอนไม่ให้เป็นคนหยาบ ตั้งแต่จำความได้ คำสอนของแม่ที่พร่ำสอนเสมอว่า คนเราจะเจริญได้ต้องเป็นผู้มีหัวใจกตัญญูอย่างหนักแน่น

ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาตามประสาชีวิตทั่ว ๆ ไป ได้รับการศึกษาที่ดี มีทุกอย่างพร้อมสรรพ และด้วยสังคมของเด็กที่เรียนศิลปะในสมัยนั้น การใช้ชีวิต มันต้องให้ติสต์ ซึ่งชีวิตติสต์ ๆ ก็เต็มไปด้วยอัตตา และไม่พ้นการผิดศีลข้อ 5 อย่างจริงจัง ถึงขนาดที่คิดว่า ชีวิตนี้คงรักษาศีลข้อนี้ไม่ได้เป็นแน่ แต่นั่นไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าติดการดื่มกิน เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตเมื่อได้ออกเที่ยวและดื่ม มันช่างเป็นเวลาแห่งความสนุกและสุขอย่างที่สุด เมื่อได้มีข้ออ้างในความบ้าโดยที่ไม่มีใครถือสา ซึ่งในขณะนั้น ใช้ชีวิตแบบนับถือพระพุทธศาสนา กราบไหว้พระบรมศาสดา ขอเป็นคนดี ที่มีอีโก้สุด ๆ นับถือเทพอย่างจริงจัง พิธีกรรมแบบครบเป๊ะ สวดมนต์ไหว้พระตามกาลอันควร ซึ่งนี่คือวิถีที่เท่ที่สุด…ชีวิตเรียน กิน เที่ยว ดูหนังฟังเพลง เรียกได้ว่านันทิ 200% และคิดว่าเมื่อเรียนจบ ก็คงจะมีชีวิตแนว ๆ นี้ต่อไป เพราะมันช่างมีความสุข ได้มีพ่อแม่ที่เข้าใจ ที่เลี้ยงดูมาอย่างดี บ้านก็อบอุ่นไม่เคยขัดสน เพื่อนก็อยู่ในสังคมที่ดี การศึกษาก็ดี ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรขาด ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า นี่แหละชีวิตที่น่าสังเวชของผู้ไม่เห็นทุกข์

ชีวิตดำเนินมาจนได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็ยิ่งหลงวิถีแห่งโลกแบบที่เขาเรียกกันว่า ศิวิไลซ์ และคิดว่าหากเป็นไปได้อยากจะอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต ขออยู่กับชีวิตที่เรียน ทำงาน ช็อปปิ้ง เที่ยวกินแบบนี้นี่แหละสุขสุด ๆ ขณะนั้นมองเห็นชีวิตที่ไม่เคยได้ไปวัด ไม่เคยได้ทำบุญ ไม่เคยได้ปฏิบัติธรรม ชีวิตที่ถึงแม้จะรักพ่อกับแม่มาก แต่ไม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณผู้ให้ชีวิต สิ่งเหล่านี้กลับหลงเห็นว่าดีโดยไม่รู้เลยว่า นี่เป็นความหลงที่พาชีวิตสู่ความมืดและเห็นแก่ตัวที่สุด จนมาถึงวันที่ต้องเดินทางกลับเพราะต่อวีซ่าไม่ได้แล้ว ขณะนั้นคิดว่าชีวิตโชคร้ายอย่างที่สุดแล้ว ที่ต้องกลับเมืองไทย ชีวิตที่ทุกอย่างเคยดูง่ายดายกลับยากไปหมด เราคงบุญหมดแล้ว

เมื่อกลับมา เกิดความอ้างว้าง จนรู้สึกไม่มีทางออก จึงได้แต่เที่ยวตระเวนไปถวายสังฆทาน สวดมนต์ไหว้พระอย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังไม่เคยคิดถึงการปฏิบัติธรรมเลย และที่แย่กว่านั้นคือ ความหลงในโลกศิวิไลซ์ ทำให้มองเห็นว่าการได้กลับมาอยู่ดูแลให้ความรักความอบอุ่นกับบิดามารดานั้น แม้จะเห็นว่าดี แต่ก็เป็นทุกข์อย่างที่สุด เพราะคิดถึงแต่ความสุขของตัวเองในชีวิตที่จากมา.. จนวันหนึ่งโอกาสแห่งทางแยกของชีวิตก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อนผู้เพียรชวนข้าพเจ้าให้ออกมาปฏิบัติธรรม เธอจะทำให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการสมัครหรือการตระเตรียมใด ๆ ข้าพเจ้ามีหน้าที่เพียงเอาตัวไปเท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธอะไร คิดว่าลองไปดูก็ได้ จะได้เพิ่มบุญกุศลบ้าง และที่สำคัญคือ อยากเรียนรู้เรื่องจิตเพราะเกิดความสนใจว่า กำลังจิตคืออะไร เพราะเวลาดูหนังแนวนี้จิตใจฮึกเหิมยิ่งนัก จึงอยากลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง กัลยาณมิตรคนนี้ก็เพียรพาไปทุกที่ เช่น วัดอัมพวัน สถานปฏิบัติธรรมยุวพุทธิกสมาคม ในขณะนั้นข้าพเจ้านั่งได้นานที่สุดเห็นจะเป็นแค่ 15 นาที เป็นการนั่งที่ทรมานมาก รู้สึกเหมือนจะกระเด็นออกจากเบาะตลอดเวลา แต่ก็แปลก ที่ก็ไปทุกครั้งเมื่อเขาชวน จนวันหนึ่งกัลยาณมิตรคนเดิม ผู้ถือว่ามีพระคุณต่อ ข้าพเจ้าอย่างมาก เธอได้ซื้อหนังสือ เตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน มาอ่าน และเธออ่านจบภายในครั้งเดียวแล้วบอกกับข้าพเจ้าว่า “เราต้องไปที่นี่” และคะยั้นคะยอให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือ แต่ด้วยกรรมหรืออันใด ข้าพเจ้าก็ไม่หยิบขึ้นมาอ่านสักที ทั้ง ๆ ที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือแนวธรรมะอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาก็จะวางลงไป และเปลี่ยนไปหยิบหนังสือนิตยสารแฟชั่นขึ้นมาอ่านแทนในทุกครั้ง จนกระทั่งถึงวันที่จะต้องไปปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือเลย เมื่อขับรถไปถึง กัลยาณมิตรผู้นี้พึ่งเฉลยว่า ที่นี่ต่างจากที่อื่นนะ เขานั่งภาวนากันทั้งวันไม่เหมือนที่อื่นที่เคยไป ข้าพเจ้าอึ้งไปพักนึงแล้วก็บอกออกมาว่า ลองดูสักตั้ง

เดือนมิถุนายน 2557

ตั้งแต่เริ่มวันแรก ท่านอาจารย์เมตตามาก ๆ แต่ในใจก็รู้สึกตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ จะรอดหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นด้วยเหตุใดตนเองรู้สึกมีความสนใจอย่างยิ่งและตั้งใจเรียนอย่างที่สุด เริ่มจากสภาวธรรม เห็นเทียนเพียง 1 เล่ม จากคนที่นั่งได้เพียง 15 นาทีก็พัฒนาขึ้นมา จนในวันที่ 4 ก็สามารถนั่งต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมงได้สำเร็จ รู้สึกมีพลังอย่างยิ่ง สุขสงบอย่างที่สุด ได้สัมผัสกับพระธรรมอันรู้ได้เฉพาะตนแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน วิชาเผากิเลสด้วยพลังเตโชนี้เป็นวิชาชั้นสูง เพราะเพียงไม่กี่วัน ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทบทวนชีวิตและได้มองเห็นความโชคร้ายกลายเป็นความโชคดีอย่างที่สุดที่ได้กลับมาอยู่เมืองไทย ที่ได้อยู่ดูแลพ่อแม่ใกล้ชิด ได้ตอบแทนความรัก และได้ตระหนักในชีวิตว่า เรามีหน้าที่ทำอะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุด ได้มาพบ ได้มีวาสนามาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ในการปฏิบัติวันที่ 5 และ 6 รู้สึกชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเหมือนได้ตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน เหมือนได้เจอของสำคัญที่ทำหายไปนาน รู้สึกว่า ท่านอาจารย์ท่านนี้ท่านยิ่งใหญ่ในใจศิษย์เหลือเกิน หัวใจนี้ศิโรราบด้วยทั้งหมด และเมื่อเปิดวาจา จึงได้บอกกับกัลยาณมิตรว่า นี่คือบ้านและจะไม่ขอไปที่ไหนอีก

จากผู้มีความสุขในการเที่ยวและดื่ม กลายเป็นคนหยุดดื่ม 100% โดยไม่ได้ฝืน ที่แปลกคือ หยุดเพราะจิตมันไม่รับแล้ว เริ่มดำเนินชีวิตด้วยการพยายามอย่างยิ่งที่จะถือศีล 5 ให้ได้อย่างจริงจัง เริ่มตระหนักในธรรมแท้นั้นว่า ไม่ใช่วิถีแห่งเทพ ข้าพเจ้าน้อมกราบลาเทพทุกองค์ที่นับถือ ขอมีชีวิตสูงสุดหนึ่งเดียวคือหนทางแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยยังคงระลึกในบุญคุณของเทพทุกองค์เสมอที่ท่านเคยเมตตาและเป็นแรงบันดาลใจบางอย่างให้ข้าพเจ้าที่ผ่านมา

หลังจากคอร์สแรก ก็เพียรสมัครเพื่อจะได้เข้าคอร์สปฏิบัติเรื่อยมา เมื่อเริ่มคอร์สที่ 2, 3, 4 และ 5 มีความเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ จนคนรอบข้างและเพื่อนฝูงที่เคยรู้จักมาเนิ่นนานไม่อยากจะเชื่อว่า ข้าพเจ้าจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ในทุกวันเวลาที่ผ่านไป สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกและเห็นอยู่เหมือนเดิมคือความเมตตาและทุ่มเทอย่างที่สุดของท่านอาจารย์ที่มีต่อเหล่าศิษย์ทุกคน ข้าพเจ้ามักถามตัวเองว่า ท่านอาจารย์ท่านทำได้อย่างไร คนเราต้องมีหัวใจแบบไหนจึงจะทำสิ่งเหล่านี้ให้กับคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลยได้ เพราะทั้งหมดที่ท่านทำนี้เราต่างรู้ดีว่า แม่เท่านั้นที่จะทำให้เราได้มากขนาดนี้

โปรดติดตามต่อตอนที่ 2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.