ประสบการณ์ภาวนาของพระอธิการศราวุฒิ วิชฺชากโร

นามเดิมของอาตมาคือ นายศราวุฒิ อยู่บ้านเลขที่ ๑๖ ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ๔๐๑๖๐ อาตมาเกิดวันพุธที่ ๖ มีนาคม ๒๕๒๘ อายุ ๓๓ ปี พรรษา ๖ ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าอรัญญวิเวก เลขที่ ๑๑๒ หมู่ ๑ บ้านสวนหม่อน อ.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น โยมบิดาชื่อนายบุญมา เสียชีวิตแล้ว โยมมารดาชื่อนางเรณู เสียชีวิตแล้ว อาตมาเป็นบุตรคนสุดท้าย คนที่ ๔ จบการศึกษา ม. ๓ โยมแม่ท่านเสียชีวิตตั้งแต่อาตมาอายุได้ ๑๑ ขวบ อาตมาจึงต้องอาศัยอยู่กับพี่สาวและพี่เขยจนเรียนจบการศึกษา ม. ๓ ส่วนโยมพ่อท่านขอไปอุปสมบทได้ ๖ พรรษา สุขภาพไม่ค่อยดีจึงลาสิกขา

อาตมาพอเรียนจบ ม. ๓ ก็ออกมาทำงานรับจ้างทุกอย่างช่วยพี่เขยหาเงินเลี้ยงหลาน เพราะฐานะทางบ้านยากจน พี่เขยและพี่สาวมีลูก ๓ คน ส่วนพี่สาวของอาตมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ขณะนั้นลูกคนเล็กอายุได้ ๒ ขวบ และดูแลพ่อซึ่งป่วยสุขภาพไม่ดีต้องไปหาหมอบ่อย ๆ

ต่อมาอาตมาได้แต่งงาน มีบุตรหนึ่งคน ชื่อสามเณรกิตติศักดิ์ ปัจจุบันบวชอยู่วัดกับอาตมา หลังแต่งงานไม่นานก็แยกทางกัน หลังจากนั้นอาตมาได้มีครอบครัวอีกครั้ง ครั้งนี้ภรรยาอาตมาเป็นคน สปป.ลาว มีบุตรชายหนึ่งคน ปัจจุบันอยู่กับแม่ที่ สปป.ลาว ต่อมาอาตมาเกิดเบื่อหน่ายในชีวิต หันมาแก้ปัญหาด้วยการดื่มสุราจนขาดไม่ได้ในแต่ละวัน พ่อของอาตมาก็กลับเข้าไปพึ่งทางธรรมอีกครั้ง โดยท่านได้ไปบวชเป็นพระ อาตมาเกิดมาจนและกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเด็ก เรียนจัดกิจกรรม ๑๒ สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ อาตมาต้องกราบเท้าแม่ของเพื่อนที่โรงเรียนแทน เพราะเขาสงสารจึงเมตตาอาตมา จนอาตมาเรียนจบมัธยมต้น

แต่ในส่วนลึกคิดมาตลอดว่าอยากบวชพระ เพราะจะได้ตอบแทนค่าน้ำนมของแม่บ้าง แต่ด้วยฐานะที่ยากจน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร และก็คิดขึ้นมาได้ว่าไปหาพ่อที่วัดไปขอบวชกับพ่อดีกว่า พ่อมีเจ้าภาพบวชให้โดยไม่รอช้า พอท่านเห็นหน้าเท่านั้น ท่านก็บอกว่า “ลูกอย่าใช้เหล้าเป็นที่พึ่งอีกเลย” พ่อมีผ้าไตรที่โยมมาถวายสังฆทานอยู่ไตรหนึ่งพอดี ตอนนั้นหลวงพ่อของอาตมาบวชได้ ๕ พรรษา พระอุปัชฌาย์ของอาตมา คือ หลวงปู่สมาน ถาวโร วัดป่าโนนสำนัก (ธ) ท่านได้สั่งการให้หลวงพ่อของอาตมาไปดูแลสำนักสงฆ์แถวภูผาแดง ใกล้ ๆ กับวัดอุดมคงคาคีรีเขต วัดของหลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต อาตมาก็ดีใจมากที่หลวงพ่ออนุญาตบวชให้

เมื่อโกนผมห่มผ้าขาวเป็นนาค ญาติผู้ใหญ่รู้ข่าวจึงปรึกษากันว่า ติดเหล้าหนักแบบนั้นมันจะเสียเปล่า ๆ เขาก็ถามทันทีว่า “พวกพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ (ภาษาอีสาน) สาธุนำ เงินก็ตามมีนี่แหละสิเป็นเจ้าภาพให้ มึงว่ามันเล่น ๆ ตี้ บวชนะ คันบ่คักใจ หนี ๆ มันสิอายคน” (“พวกผู้เฒ่าผู้แก่สาธุด้วย เงินก็ตามมีนี่แหละ จะเป็นเจ้าภาพให้ มึงคิดว่ามันเป็นของเล่น ๆ หรือ การจะบวช ถ้าไม่แน่ใจก็ให้เลิกคิดเสีย มันจะอายคนเขา”) อาตมาก็คิดหนัก ถามตัวเองว่า กูคิดอะไรนี่ จะอดเหล้าได้ยังไง มีคนหนึ่งไม่ขอเอ่ยนาม ได้พูดคำที่เจ็บสุด ๆ สำหรับอาตมา เขาพูดว่า ถ้ามันบวชได้ถึง ๓ วัน มาเหยียบหน้าข้าเลย เท่านั้นแหละ อาตมาก็พูดสวนขึ้นทันทีว่า “มาถึงขนาดนี้แล้ว บวชให้ผมเถอะครับ ผมตัดสินใจดีแล้ว” อาตมาก็ท่องขานนาคอย่างตั้งใจเพราะโดนเขาดูถูกซะขนาดนั้น

เมื่อได้วันที่ตั้งใจไว้ ทางหลวงพ่อไปกราบพระอุปัชฌาย์ ท่านได้กำหนดให้บวชวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคลพอดี เมื่อบวชแล้ว อาตมาไปบิณฑบาตวันแรกอย่างภูมิใจ แต่กรรมของอาตมาเยอะ มีโยมใส่บาตรไม่ถึงสิบคน ถึงใจจะท้อ แต่ทำยังไงได้ เราได้ตัดสินใจแล้ว ถึงขนาดใส่บาตรรูปเว้นรูป พอถึงรูปสุดท้ายคืออาตมา เขาอุ้มกระติ๊บข้าวเดินเข้าบ้านไม่ใส่บาตรอาตมา อาตมาต้องเดินกลับวัดทั้งน้ำตา แต่ก็ทนจำวัดอยู่กับหลวงพ่อได้ ๒ เดือนกับ ๓ วัน ต้องมาขอพึ่งบารมีหลวงปู่พระอุปัชฌาย์ แต่ทว่าตอนที่บวชพระใหม่ ๆ ได้ ๗ วัน อาตมานึกในใจตามประสาพระใหม่ว่า กูจะทำให้คนบ้านนี้ไหว้ให้ได้ (เล่าจากใจจริง ๆ)

หลวงพ่อของอาตมาท่านสอนแค่ให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิ ส่วนนั่งเดินยังไงก็ไม่ได้สอนต่อ จึงไปค้นหาหนังสือประวัติพระเกจิต่าง ๆ ที่หน้าปกเขียนแบบนั้น อาตมาก็หยิบมานั่งอ่าน เป็นประวัติหลวงปู่ท่อน ญาณธโร ซึ่งในหนังสือ หลวงปู่สอนว่า เดินจงกรมและนั่งสมาธิ ถ้าขณะปฏิบัติได้ยินเสียงอะไรดังที่สุด ให้จับเสียงนั้นเป็นอารมณ์ พอปฏิบัติได้ ๒ วัน จิตก็รู้สึกเป็นสุขจนลืมสุรา และไม่คิดอยากดื่มสุราอีกเลยตั้งแต่ ๗ วันของการเป็นเพศบรรพชิต และได้ปฏิบัติต่อมาไม่เคยเว้น

พอมาจำพรรษาที่วัดหลวงปู่สมาน ถาวโร (พระอุปัชฌาย์) ผ่านพรรษาที่ ๒ ก็มีเพื่อนที่เป็นพระอยู่ด้วยกันชวนออกเดินธุดงค์ไป อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย ไปธุดงค์ ๔ รูปด้วยกัน และได้ขอพักแรมที่วัดเจ้าคณะอำเภอโพธิ์ตากฝ่ายมหานิกาย และได้รับเมตตาจากหลวงพ่อเป็นอย่างมาก อยู่ได้ ๓ วัน มีโยมคนหนึ่งถามอาตมาว่า ครูบาจะพากันไปที่ไหนต่อ อาตมาตอบว่าไม่รู้ โยมคนนั้นบอกว่า หมู่บ้านนี้เป็นบ้านใหญ่ มีวัดถึง ๔ วัดเลย แต่มีธรรมยุตวัดเดียว อาตมาก็ถามทันทีว่าไกลไหม พาไปหน่อยได้ไหม เขาก็ขับรถพาไป อยู่ห่างกับวัดที่อาตมาพักประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อเข้าไปกราบท่าน ท่านใจดีมาก อาตมารู้สึกว่าท่านเจ้าอาวาสรูปนี้น่าศรัทธามาก จึงขอมาอยู่กับท่านทันที ท่านก็ยินดี เมื่อมาถึงก็ทำตามพระธรรมวินัย ขอนิสัยท่านเป็นพระอาจารย์ทันที อยู่ได้เดือนหนึ่งก็ไม่ยอมสอนอะไร พาทำแต่งานกลางแดดร้อน ๆ อย่าหวังว่าจะได้เข้าร่มจนผิวไหม้ เหนื่อยสุด ๆ แต่แปลก ทำแทบตายแต่โดนด่าโดนดุตลอดจนร้องไห้ แต่กรรมของอาตมา พระ ๔ รูป ท่านด่าอาตมารูปเดียว

ผ่านถึงเดือนที่ ๒ มีพระเหลืออยู่กับท่านสองรูป ท่านบอกว่า “โดนด่าแค่นี้ โดนแดดร้อนแค่นี้ ทนไม่ไหว ต่อไปมึงจะเป็นผู้นำได้ยังไง” อาตมาก็งง แต่เงียบ ท่านเลยบอกว่า “เราทดสอบทุกคนที่มีอยู่ที่นี่ คุณทนได้คนเดียว” จากนั้นท่านก็เล่าต่อว่า “เราเป็นศิษย์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่สอนเรามาแบบนี้ เราเลยทดสอบผู้ที่มาเป็นศิษย์เราแบบนี้” จากนั้นท่านก็ยอมสอน ท่านถามว่าเคยปฏิบัติมายังไง อาตมาก็บอกตามที่อ่านหนังสือหลวงปู่ท่อน จากนั้นท่านบอกว่าจะสอนกสิณไฟ ปฏิบัติได้ ๓ เดือน ก็ได้ ฌาน วิตก วิจาร ปีติ สุข แต่ปีติชัดเจนมาก ท่านก็ยังดุด่าเช่นเคย

พอเข้าเดือนที่ ๖ หลวงพ่ออุปัชฌาย์ที่ขอนแก่นก็เรียกตัวกลับด่วน ซึ่งพระอาจารย์ที่หนองคายท่านบอกเป็นนัย ๆ ว่าจะต้องเป็นผู้นำ คือทันทีที่มาถึงวัดป่าโนนสำนัก ซึ่งท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอมัญจาคีรี (ธ) แล้วเลขารูปเก่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล ท่านจึงให้มาทำหน้าที่เลขานุการเจ้าคณะอำเภอมัญจาคีรี ขณะนั้นพระในวัดมีตั้ง ๒๐ รูป มีคุณสมบัติมากก็มี แต่กลับมาให้พระพรรษา ๒ นักธรรมชั้นตรี ความรู้แค่หางอึ่งมาเป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ก็โดนสายตามจากหมู่คณะในวัดไม่ชอบอีก พรรษาที่ ๔ ชาวบ้านสวนหม่อนไปกราบหลวงพ่อ บอกว่าเจ้าอาวาสก็มรณภาพ รอพระราชทานเพลิง ไม่มีพระเป็นผู้ดูแลงาน รักษาการเจ้าอาวาสขณะนั้นก็อายุมากท่านไม่ไหว หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอก็ส่งให้อาตมาย้ายมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสเพื่อช่วยดูแลงาน อาตมาก็ขอเวลาชาวบ้าน ๒-๓ วัน อาตมาจะไปหาพระอาจารย์ที่หนองคายก่อน คือตั้งใจจะไปปรึกษาท่าน และท่านก็ได้บอกกับอาตมาว่า

พระอาจารย์ : “คิดจะเป็นลูกศิษย์เรา จำไว้นะ อย่าให้รู้ว่าไปแจกซอง อย่าเรี่ยไรเด็ดขาด”
อาตมา : “ครับ พระอาจารย์”
พระอาจารย์ : “อย่าครับอย่างเดียว วัดหลวงปู่ผาง วัดหลวงปู่มหาโส อยู่ใกล้บ้านใช่ไหม”
อาตมา : “ครับผม”
พระอาจารย์ : “เออ นั่นแหละ ท่านอยู่เฉยนะ มีคนเอาปัจจัยไปถวายท่าน ปีนเขาไปถวายท่านนะ”

รู้จักเตโชวิปัสสนา

อาตมารู้จักเตโชวิปัสสนาจากคำแนะนำของ พระครูสุทธิชยาภรณ์ วัดวงกฎคีรี อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ท่านได้เอาหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมให้อาตมาอ่าน พออ่านจบก็เกิดความศรัทธาขึ้นมาอย่างมาก เลยขอมาปฏิบัติ พระครูท่านก็เลยชวนมาปฏิบัติที่เตโชวิปัสสนาสถาน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

ปฏิบัติเตโชวิปัสสนาในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๑ ท่านอาจารย์ได้แนะนำด้วยความเมตตาในการวางจิตประกบมือจนเข้าใจ จากนั้นเช้าวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ท่านอาจารย์นิมนต์สนทนาเกี่ยวกับการปฏิบัติ ท่านอาจารย์แนะว่า นั่งนาน ๆ นะพระคุณเจ้า และท่านก็นิมนต์ให้ไปปฏิบัติที่กุฏิ เมื่อมาถึงเบาะภาวนาก็น้อมจิตถึงท่าน จากนั้นเมื่อภาวนาก็เกิดความร้อนขึ้นในร่างกายแรงขึ้นจนเกือบถอนภาวนา ภาพท่านอาจารย์ปรากฏขึ้นแล้วบอกว่า “ตรึงไว้ที่จุดสัมผัส อย่าถอนภาวนา” แล้วภาพท่านอาจารย์ก็หายไป เตโชธาตุเผาหนักขึ้นจนจะถอนภาวนาอีกรอบ ภาพท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่นเดินมาบอกว่า “เด็ดเดี่ยวได้แล้ว มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวได้แล้วนะ” กำลังใจและพลังในความเมตตาต่อศิษย์ที่หลวงปู่มั่น และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นดุจผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ลูก ทำให้อาตมาเพ่งทะลุจุดสัมผัสเป็นแสงสว่างจ้า สติปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจอันมืดบอดมานาน ภาพที่ปรากฏขึ้นเป็นเหมือนไอหมอกขาวโพลน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ละสังขารแล้วอยู่ในสถานที่ตรงนั้น ทุกรูปหันมายิ้มให้อาตมา ทุก ๆ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่พวกเรารู้จักกันทุกรูปเลย อาตมาร้องไห้ออกมาสุดเหลือที่จะบรรยาย

ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. และวันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ได้สนทนากับท่านอีกครั้ง คำนั้นยังกึกก้องอยู่จนถึงขณะนี้ว่า “แล้วเมื่อก่อนท่านไปอยู่ที่ไหนมา” อาตมาตอบ “กิเลสมันปิดทางอยู่ครับท่านอาจารย์” แล้วท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวยินดีในจิตที่สว่างขึ้นของอาตมา

สำหรับส่วนตัวอาตมาแล้ว แม้จะเป็นพระ แต่ก็ไม่ลังเลใจเลยที่จะมาเรียนเตโชวิปัสสนากับท่านอาจารย์ แม้ว่าท่านอาจารย์จะเป็นฆราวาสและเป็นผู้หญิง พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ลองปฏิบัติ และอาตมาก็ได้มาลองปฏิบัติจนได้พบปัจจัตตังในตนเองแล้ว จะแปลกยังไงที่มีอาจารย์เป็นฆราวาสและเป็นผู้หญิง ก็ในเมื่อท่านมีธรรมเป็นล้นพ้น แม้ท่านจะเป็นฆราวาส ท่านอาจารย์ไม่เคยอวดตน ท่านยกพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดา และพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกพระองค์ ขนาดเป็นพระยังไม่ภาวนาเลย อย่าคิดว่าคำสอนของพระพุทธองค์เป็นแค่ตัวอักษร อ่านแต่ในตำรา คิดแต่วิธีหาเงิน นี่คือส่วนลึกที่ทำให้อาตมาศรัทธาท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือสมณะ ก็สามารถบรรลุเข้าถึงธรรมได้หมด ขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

เราโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาสคอยชี้แนะ คอยดูแลใส่ใจเราขนาดนี้ ตอนที่อาตมาเป็นพระ กว่าที่พระอาจารย์จะสอนวิชาให้ ต้องถูกทดสอบอย่างสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน แต่ท่านอาจารย์ไม่เคยถามไม่เคยทดสอบ ท่านก็ทุ่มเทกำลังในการสอนสั่งธรรมให้แก่เราอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อได้รับธรรมจากท่านอาจารย์ไปแล้วอย่าทิ้งขว้าง ขอให้เดินไปให้สุดทาง นิพพานไม่ได้กำหนดไว้เฉพาะพระเท่านั้น แต่ฆราวาสก็ไปถึงได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ อาตมาขอให้ทุกท่านที่ได้มีวาสนาได้พบธรรมแท้ ได้เดินอยู่ในมรรคาแห่งความหลุดพ้นนี้ จงมีความหนักแน่น มั่นคง เชื่อในปัจจัตตังในตน มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ให้ธรรมให้แสงสว่าง จงอย่าเป็นคนอกตัญญู ขอให้เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม และรักษาความดีนี้ไว้จนกว่าจะเข้าถึงซึ่งนิพพานด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.