ประสบการณ์ทางธรรมจากการเดินทางท่องยุโรปและสแกนดิเนเวีย 22 วัน ของคุณแพรววไล

ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน-19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

การวางแผนการเดินทางเกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว พี่สาวของดิฉันคุณปณิตา ผู้ที่พำนักอยู่ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เล่าให้ฟังว่า เธอและกลุ่มเพื่อน Homecoming ชาวไทยที่ดิฉันเคยรู้จักจะล่องเรือท่องยุโรปกัน แล้วได้ชักชวนให้ดิฉันลงเรือลำเดียวกัน

หลังจากงานผ้าป่าประจำปี เดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะเพื่อน้อมถวายแด่สมเด็จพระบรมศาสดา ได้มีโอกาสอันดีต่อการรักษาศีลและภาวนาอย่างเคร่งครัดก่อนภารกิจ และเมื่อเสร็จสิ้นกิจแล้วจึงมาเตรียมตัวเพื่อเดินทางไกล

เมื่อเริ่มจัดกระเป๋าสิ่งหนึ่งที่จะต้องนำไปด้วยอย่างแน่นอนคือ อาสนะ เหตุเพราะนึกถึงประโยคที่ว่า..

“Spirit is the most important part of our life. If there is no spirit in our body. The body will be just an object or a corpse. Why not give importance to spirit?…”
“Giving important to spirit is giving important to life.”
ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ดิฉันคิดวางแผนว่า ควรจะนำอาสนะขนาดใดไปในการเดินทางไกลในครั้งนี้ เนื่องจากกระเป๋าถูกจำกัดน้ำหนักที่ 20 กิโลกรัม และกระเป๋าถือติดตัวขึ้นเครื่อง 10 กิโลกรัม ตามที่สายการบิน Norwegian กำหนดในช่วงขาเข้าสแกนดิเนเวีย แต่ในที่สุดก็ได้อาสนะที่เหมาะสมที่สามารถใส่ในกระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้พอดี ก็คือ อาสนะ Zazen by Daranee ซึ่งใช้เฉพาะส่วนที่หนา แล้วนำไปใส่ปลอกอาสนะซึ่งกัลยาณมิตรคุณสุภารัตน์จัดหามาให้ ดิฉันต้องย้ายที่พักตลอดการเดินทาง 6 ที่ ตามปกติในช่วงการเดินทาง เวลาภาวนาจะนั่งบนเตียงนอน ซึ่งบางที่ฟูกจะนิ่มมาก ยากแก่การทรงตัว ดังนั้น อาสนะของ Zazen จึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีความหนาในระดับที่เอื้อต่อการนั่งภาวนา ซึ่งสามารถนำมาวางบนเตียงนอนที่นิ่มได้เป็นอย่างดี

เมื่อเดินทางถึง London

เพื่อไปลงเรือสำราญ Magnifica (MSC For Unicef) ที่ท่าเรือ Southampton ซึ่งเป็นท่าเดียวกันกับเรือไททานิคที่เลื่องชื่อ รู้สึกขอบคุณเรือไททานิคที่เป็นอุทาหรณ์ให้เรือสำราญลำอื่นได้รับการพัฒนา เพื่อที่จะได้นำผู้โดยสารหลายล้านคนท่องเที่ยวไปทั่วโลกโดยสวัสดิภาพ

บนเรือสำราญ มีแต่ความสุขจริงหรือ?

ในวันแรกที่ขึ้นเรือ เรือที่มีขนาดใหญ่มากสูงเท่าตึก 5 ชั้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีอาหารเพียบพร้อมคอยบริการจนถึงเที่ยงคืน อาหารเย็นสุดหรูแสนอร่อย มี Cabin Boy ที่คอยเปลี่ยนผ้าในห้องน้ำให้ทุกครั้งที่เราเดินออกจากห้อง เป็นความฝันที่เป็นจริงของดิฉัน เมื่อมาถึง MSC Cruise การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อขึ้นบนเรือ ทุกคนแยกย้ายกันไปตามห้องของตน

เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็นที่ทุกคนต้องไปรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารในห้องอาหาร แต่มีการหลงกันเกิดขึ้นเพราะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนเรือ ไม่สามารถติดต่อกันได้ ทำให้เพื่อนคนหนึ่งมาที่โต๊ะแล้วไม่เจอภรรยาของเขา ทำให้เขามาต่อว่าดิฉันอย่างมีอารมณ์ว่า “เพราะภรรยาเขามาตามหาดิฉัน เขาสองคนจึงหากันไม่เจอเสียที” ดิฉันรู้สึกตกใจและรู้สึกขัดเคืองขึ้นมาทันทีเช่นกัน แต่ได้พยายามรักษาอารมณ์ไว้ เนื่องจากไม่ต้องการทำลายบรรยากาศการรับประทานอาหารเย็นของผู้อื่น แต่เมื่ออยู่ตามลำพังคนเดียว คำพูดเหล่านั้นได้วนเวียนอยู่ในหัวของดิฉันตลอดเวลา ไม่สามารถสลัดออกได้

“ไม่เคยมีใครกล้ามาต่อว่าฉันแบบนี้มาก่อนเลย”
“นี่เธอกำลังมาทำลายทริปในฝันของฉันเลยทีเดียวนะ”

อัตตาในตนขยายขึ้นและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ดิฉันไม่เคยทราบเลยว่า ตัวเองจะรู้สึกมากขนาดนี้ได้ดิฉันไม่สามารถหยุดกิเลสที่คอยโหมกระพือไฟโทสะได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ การขึ้นอาสนะภาวนา ต่อเมื่อภาวนาเสร็จสิ้นจึงได้เกิดความเข้าใจว่า “เรานี้หนา มีชีวิตอยู่บนเรือที่ลอยอยู่บนผืนน้ำแท้ ๆ จะหาความเที่ยงอะไรไม่ได้ เรือไททานิคก็เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นอยู่แล้ว เสมือนหนึ่งเรากำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้ก็ไม่ปาน กิ่งไม้จะหักเมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้ ชีวิตตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน แล้วยังจะกอดรัดความโกรธให้หนักและถ่วงตัวเองอยู่อีกทำไม” ทันใดนั้นความโกรธก็สลายไปพลัน แถมยังอยากกลับไปขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่ทำให้ดิฉันเห็นกิเลสตัวนี้ที่ฝังแฝงอยู่ แต่ไม่แสดงตัวมานาน จนลืมไปและคิดว่าตนเองเป็นผู้ไม่มีความโกรธแล้ว ในวันรุ่งขึ้นดิฉันสามารถกลับมามีความสุขกับการท่องเที่ยว สิ่งรอบตัว และคุยกันกับเพื่อนคนนี้ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง

ดิฉันได้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งที่มีอายุพันกว่าปีในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทางพิพิธภัณฑ์จะฉายภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของชาวไวกิ้งบนเรือ ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเครื่องมือออกทำมาหากิน ออกรบ จะออกเรือกันเป็นกลุ่ม จนภาพสุดท้ายคือทุกคนกลายเป็นดวงจิตไปหมด เหลือไว้แต่ซากเรือไวกิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชาวไวกิ้งในยุคก่อน เรือแต่ละลำเสมือนดวงจิตแต่ละดวง ในยามที่ท้องทะเลสงบทุกดวงจิตต้องฝึกฝนตนให้เกิดความชำนาญในการบังคับเรือ หรือดวงจิตให้ไปในทิศทางที่ตนต้องการ เพราะเมื่อยามพายุโหมกระหน่ำ ท้องฟ้ามืดมิด คลื่นสูงราวตึกระฟ้าแล้ว ยามนั้นต้องตั้งสติและฟังคำสั่งหรือคำแนะนำของหัวหน้า ทำให้นึกถึงการเดินทางในทางธรรมกับกลุ่มตั้งสัจจะที่คอยช่วยเหลือกัน เพื่อให้ทุกดวงจิตสามารถล่องไปตามกระแสน้ำ แม้ในยามเชี่ยวกราก ให้มีจิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้มีความหนักแน่น กล้าหาญ ยิ่งใหญ่ เพื่อล่องไปตามทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์ผู้องอาจเป็นผู้ชี้นำทาง โดยแต่ละคนจักต้องเป็นผู้บังคับเรือด้วยตัวเอง เท่านั้น

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

เมื่อดิฉันเดินทางไปถึงเมืองออสโล ประเทศเดนมาร์ก เป็นฤดูที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี สวยงามมาก ต้นไม้ถูกปลูกเรียงรายกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ มีใบไม้ทุกสีตั้งแต่สีเขียวไปจนถึงสีแดง สีส้มไปจนถึงสีเหลือง ดิฉันถ่ายรูปไว้มากมายเพราะบรรยากาศช่างสวยงาม อากาศเย็นสบาย และได้เหลือบเห็นที่พื้นถนนเต็มไปด้วยใบไม้สีเหลืองร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย จึงเงยหน้าขึ้นมองบนต้นไม้ และพบว่าที่แท้ใบไม้สีเหลืองนั้นคือใบไม้ที่พร้อมจะร่วงหล่นทันทีที่มีสายลมพัดพา ใบไม้ปลิดปลิวร่วงหล่นคราละหลาย ๆ ใบ นี่เรากำลังชื่นชมยินดีกับความเสื่อมอยู่หรือนี่? ใบไม้สีเหลืองไม่ต่างอะไรกับคนไข้ที่นอนรอความตายในห้องไอซียูเลย ทำให้สลดสังเวชยิ่ง แต่ดิฉันยังคงเที่ยวชมและถ่ายรูปกับคณะตามเดิม แต่จิตที่เห็นไม่เหมือนเดิม น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นฤดูใบไม้ร่วงตามความเป็นจริงมากกว่า

ตาแห้ง

ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ประจำ ตอนอยู่บนเครื่องบินที่ต้องใช้เวลาบิน 11 ชั่วโมงเพื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษนั้น อากาศบนเครื่องบินแห้งมากจนดิฉันตาแห้งไม่สามารถลืมตาได้ ต้องหรี่ตาแล้วเดินไปด้านหลัง เพื่อขอน้ำอุ่นดื่ม เมื่อดื่มน้ำอุ่นจนหมดแก้วแล้ว จึงได้เดินกลับไปที่นั่ง และพบว่าอาการนั้นหายไปอย่างปลิดทิ้ง ตามปกติหากมีอาการเช่นนี้ก็มักจะได้รับคำแนะนำให้หยอดน้ำตาเทียม แต่ร่างกายมนุษย์นั้นจริง ๆ แล้วมีกลไกในการรักษาตัวเองทุกอย่าง ถ้าตาแห้งก็เพียงดื่มน้ำเข้าไปเท่านั้น ร่างกายจะปรับสมดุลเอง

ดั่งคาราวานธรรม ณ ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน

เมื่อลงจากเรือสำราญแล้ว ดิฉันได้เดินทางต่อไปยังประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เริ่มจากประเทศนอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก
ดิฉันมีหนังสือ Top Ideas in Buddhism and Famous Stories in Buddha’s Time ตอนที่อยู่บนเรือได้นำหนังสือวางบนหัวนอน และเดินทางท่องเที่ยวไปทวีปยุโรปได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและอังกฤษ แต่พอเดินทางถึงประเทศนอร์เวย์กลับรู้สึกอยากนำหนังสือออกมาเผยแพร่ ที่นี่.. “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” และเข้าใจว่า ในยามที่ท้องฟ้ามืดมิดที่สุด แสงแห่งธรรมยังคงเจิดจรัส จนพระอาทิตย์ยังต้องส่องแสงสว่าง แม้ยามเที่ยงคืน

Top Ideas in Buddhism and Famous Stories in Buddha’s Time

หนังสือธรรมะภาษาอังกฤษเล่มแรกของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติผู้มีวาสนาได้รับอรรถธรรมแท้จากคำสอนของพระบรมศาสดา เนื้อหากระชับ ตรง เข้าใจง่าย “เปรียบเสมือน ธรรมฑูต” ดังคำคอมเมนต์ที่ได้รับจากพี่สายสวลี กัลยาณมิตรผู้ให้กำลังใจและ “ดั่งคาราวานธรรม ณ ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน” คำคอมเมนต์จากพี่ดารณี กัลยาณมิตรผู้ประเสริฐ การเดินทางมาทวีปยุโรปและดินแดนสแกนดิเนเวียครั้งนี้ ช่างคุ้มค่า น่าปลาบปลื้มใจและภาคภูมิใจยิ่งนัก ที่ได้มาทำหน้าที่เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เผยแผ่ธรรมแท้ให้สว่างไสวขจรขจายไปทั่วโลก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.