ประสบการณ์ภาวนาคุณนุชษรา

ข้าพเจ้าชื่อนุชษรา ประกอบอาชีพรับราชการ ได้เข้ามาสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากได้พบกับมรสุมชีวิตภายใน 3 ปีติดกัน ทั้งหมดล้วนเป็นความทุกข์ใจใหญ่หลวง เมื่อปี พ.ศ. 2555 ป้าที่ข้าพเจ้ารักและนับถือเสมือนแม่คนที่ 2 ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังกลับจากขายของที่ตลาดเย็นประจำอำเภอ โดยแม่ของข้าพเจ้าเป็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์และป้าเป็นผู้ซ้อน ส่วนคู่กรณีที่ขับชนพบว่าเมาสุราชนแล้วหนี แม่ของข้าพเจ้าสลบไป มีอาการบาดเจ็บภายนอกและฟกช้ำค่อนข้างมาก สมองได้รับความกระทบกระเทือน ส่งผลทำให้แม่มีอาการลืมง่ายมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนป้านั้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ข้าพเจ้ารักป้ามากเรียกท่านว่าแม่ ตั้งแต่เล็ก ๆ นับถือท่านเสมือนเป็นแม่คนที่ 2 เมื่อครั้งท่านยังไม่แต่งงานก็เลี้ยงดูข้าพเจ้าและน้อง ๆ ส่งเสียเหมือนเป็นลูก ความผูกพันนี้สร้างความเศร้าโศกเสียใจมาก ทำใจได้ยากเหลือเกินกับการจากไป เมื่อไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลต้องพยายามเก็บอาการไม่ร้องไห้ ไม่แสดงอาการเศร้าโศก ซึ่งมันยากยิ่งนัก สงสารทั้งแม่และป้า แม่ก็ถามว่าป้าล่ะเป็นอย่างไร เจ็บตรงไหนบ้าง พักห้องไหน ทำไมไม่เห็น ทุกคนก็ได้แต่จำใจตอบไปว่าป้าสบายดีแล้วไม่เป็นอะไรมากหรอก รีบรักษาตัวให้หายเถอะ จะได้ออกจากโรงพยาบาลไว ๆ กว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลก็เป็นอาทิตย์ และงานศพก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย

ช่างสะเทือนใจมากจริง ๆ ข้าพเจ้าตอนนั้นต้องเป็นหลักในหลาย ๆ อย่าง ในเรื่องคดีความและเรื่องค่าเสียหาย ทุกคนในบ้านให้สิทธิ์ข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการทั้งสิ้น จนรู้สึกว่าเรื่องราวที่พบเจอหนักหนาสาหัสมาก เกิดความเครียดมากจนเข้าใจว่า ที่คนทำร้ายตัวเองเพราะมันเครียดคิดไม่ตกหาทางออกไม่ได้เช่นนี้ เหตุเพราะคู่กรณีมีการใช้เส้นสายจากผู้มีอิทธิพลซึ่งประกอบธุรกิจมืดอยู่เบื้องหลัง ประกอบกับคิดว่าการให้ชนะถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลก็คงเสียเวลาและเสียเงินมาก อีกทั้งไม่มีใครที่พอจะสามารถขึ้นศาลได้เลย แม้จะเป็นฝ่ายถูก เพราะความรู้และศักยภาพทางสังคมไม่มากพอ จึงรู้สึกว่าอย่างไรก็เสียเปรียบ รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่แม่ข้าพเจ้าต้องมาเจ็บหนักและป้าต้องมาเสียชีวิต น้องชายซึ่งเป็นลูกของป้าที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.4 ต้องเป็นเด็กกำพร้า ขาดเสาหลักของครอบครัว ทุกข์ใจมาก สงสารแม่ ป้า น้องชาย รถที่แม่ใช้ขับไปตลาดเพื่อค้าขายก็กลายเป็นเศษเหล็ก สุดท้ายจึงไม่ได้ฟ้องศาล ถึงแม้เป็นคดีเมาสุราชนแล้วหนี และคู่กรณีก็ดูไม่สำนึกผิดหรือเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด โดยได้ไกล่เกลี่ยกันที่สถานีตำรวจ คู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายทั้งแม่และป้าของข้าพเจ้า 2 คน เป็นเงินไม่ถึง 150,000 บาทได้แต่คิดว่า คงเพราะเคยทำร้ายเขามา ถึงต้องประสบเหตุแบบนี้จะได้ทุกข์ใจน้อยลง

ข้าพเจ้าต้องพบกับความทุกข์ใจใหญ่หลวงอีกครั้งในปี พ.ศ. 2556 เมื่อน้องชายคนเล็กที่ขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปีกว่า ๆ ตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยเหตุผลที่คิดว่าคนในครอบครัวไม่มีใครรัก เพราะเขายังเด็กอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ขาดที่พึ่งทางจิตใจและคงเพราะวิถีวิบากกรรมเดิมของเขา จึงผลักดันให้น้องต้องจากไปเช่นนั้น ข้าพเจ้าเศร้าโศกสะเทือนใจเกินพรรณนา สงสารน้องเหลือเกิน รู้ว่าเขาคงอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากมายเพียงใดจนตัดสินใจอย่างนั้น กลัวว่าหลังจากนี้เขาจะทุกข์หนัก สงสารพ่อแม่เพราะรู้ว่าการสูญเสียลูกนั้นคงทรมานใจมาก สงสารน้องชายอีก 2 คนที่เขาก็รักน้องคนนี้มากเช่นกัน ทุกคนต่างทุกข์ใจในความพลัดพรากครั้งนี้ ข้าพเจ้าจมอยู่กับทุกข์แห่งความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักถึง 2 ปีติดกัน ทุกข์จนป่วยแต่ไม่ไปหาหมอ เพราะรู้ว่าทุกข์นี้มันเกิดที่ใจหากปล่อยวางตนเองออกจากทุกข์ไม่ได้มันก็จะยังทุกข์อยู่เช่นนั้น

เมื่อคิดอยากจะปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศบุญให้น้องกับป้าแต่ก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะอาการป่วยใจที่ว่านั้นเหมือนมีจิตปรามาสแทรกซ้อนมาด้วย ทำให้เมื่อคิดจะสวดมนต์ภาวนา จิตปรามาสก็ผุดขึ้นอย่างหนัก ตัวสั่นใจสั่นหวาดวิตกกังวล ทำให้ทุกข์ใจหนักขึ้นไปอีก เลยพยามยามเบี่ยงเบนความคิดวนของตัวเอง หันมาเสพติดการดูซีรีส์ การอ่านนิยายต่าง ๆ ทั้งจากหนังสือ จากเว็บไซต์ การติดนันทินี้สร้างความเสียหายให้ชีวิตและจิตเป็นอย่างมาก เพราะจิตใจมีความหมกมุ่นอยากดูอยากอ่านตลอดเวลา อ่านไม่หลับไม่นอน สายตาก็สั้นสุขภาพก็เสียเพราะพักผ่อนไม่พอ นอนน้อยมาก บางทีอ่านยันเช้าแล้วอาบน้ำไปทำงานเลยก็มี ยิ่งใจเผลอไปคิดถึงความเศร้าเมื่อไหร่ก็อัดนันทิไปเพื่อให้ความเพลินมันลบล้าง จิตขาดกำลังเกิดความเกียจคร้านไม่อยากทำสิ่งใด ใจอยากจะนอนอ่านอย่างเดียว ยิ่งอ่านก็ยิ่งติด ไม่ค่อยสนใจใครไม่เอาใจใส่ผู้คนรอบข้าง ข้าพเจ้ามาย้อนคิดนี่คือการเข้าสู่คลื่นความถี่ที่ผิดโดยแท้ เข้าไปแล้วก็หลงวนเวียนอยู่ในนั้นเหมือนมีแรงดึงดูดให้ติดอยู่ ไม่มีกำลังจะออกมาจากคลื่นนั้นได้

ปี พ.ศ. 2557 หลังจากประสบกับความทุกข์เพราะจากตาย คราวนี้ประสบความทุกข์ใจเพราะจากเป็น ข้าพเจ้าเคยสร้างวิบากกรรมโดยทำให้ผู้อื่นทุกข์ใจอย่างหนัก ทำร้ายจิตใจหลาย ๆ อย่าง และก็รู้ว่าการทำให้ผู้อื่นทุกข์ใจสาหัสนี้ ถือเป็นกรรมที่จะต้องชดใช้ แม้มีพื้นฐานการปฏิบัติธรรมมาบ้างตั้งแต่ยังเด็ก เพราะตา ยาย พ่อ แม่ เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เด็ก ๆ มีโอกาสตื่นเช้ามาตักบาตรและไปทำบุญที่วัดในวันพระอย่างสม่ำเสมอ ตา ยาย หัดให้สวดมนต์นั่งสมาธิตั้งแต่ยังเด็ก แต่ไม่ได้นั่งนานอะไรแค่ฝึกนั่งพุทโธ พุทโธไป ดีที่มีความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า พอเริ่มโตต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ การใช้ชีวิตอีกรูปแบบวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มเอาใจออกห่างวัด ไม่สวดมนต์ปฏิบัติธรรมเหมือนตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ก็พยายามบอกให้ไหว้พระบ้าง สั้น ๆ ก็ได้แค่นะโม 3 จบ อะระหัง สัมมา กราบพระก่อนนอนก็ยังดี ข้าพเจ้าก็ไม่ใฝ่จะทำตาม กระทั่งเรียนจบมีครอบครัวและย้ายที่อยู่ แม้บ้านข้าพเจ้าเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงวัด แต่ไม่คิดอยากจะทำบุญเลยเพราะวัตรปฏิบัติของพระบางรูปไม่น่าศรัทธา ส่วนใหญ่เห็นเพียงการชักชวนญาติโยมให้บริจาคเงินเมื่อมีงานวัด จะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้รวย ๆ ถูกหวย มีการสะเดาะเคราะห์นอนโลง ไม่เน้นสอนให้รักษาศีลชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ต่างจากพระที่บ้านเกิดข้าพเจ้ายิ่งนัก มีพระสุปฏิปันโนค่อนข้างมาก ไปวัดก็ได้ยินแต่พระเทศน์สอนธรรมแท้ ให้รักษาศีลนั่งสมาธิภาวนาเพื่อไม่ต้องมาเกิดอีก

เมื่อไม่ศรัทธาก็ไม่ทำบุญ นานนับ 10 กว่าปีที่ข้าพเจ้าห่างหายจากการทำบุญ ใจก็นึกกลัวเวรกรรมที่ตนได้เคยกระทำไว้ อีกทั้งกรรมใหม่ ๆ ก็ไม่น้อย เป็นคนขี้หงุดหงิดมักโกรธและไม่ค่อยยอมลงให้ใคร อย่างไรก็ตาม ยังมีความคิดเกิดขึ้นมาเสมอว่า ด้วยอกุศลกรรมที่เราเคยทำไว้ ถ้าเราไม่ทำความดีให้มากพอ ตายไปเราต้องตกนรกเป็นแน่ พ้นจากนรกเวลาจะเกิดใหม่จิตที่โกรธเกรี้ยวนี้คงได้เวียนไปเกิดเป็นสัตว์ และแรงกรรมเดี๋ยวนี้บางครั้งก็ไม่ต้องรอตายก่อนก็ได้รับผลแล้ว ที่เคยคิดว่ากรรมที่ทำให้คนอื่นทุกข์ใจนี้จะได้รับตอนเป็นหรือตอนตาย ข้าพเจ้าก็ได้คำตอบเพราะข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ใจในรูปแบบเดียวกัน ไม่ผิดเพี้ยนจากที่ข้าพเจ้าเคยทำเลย ทำยังไงก็ได้อย่างนั้น สร้างความทุกข์ทางใจสาหัสเพียงใด ทั้งจากการกระทำกิริยาท่าทางจากคำพูดให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจอย่างไร ก็โดนทำกลับมาแบบนั้นแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนเลย ข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บปวดใจมาก คราวนี้จิตเริ่มตื่นและเข้าใจในคำว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนกระจ่างมากขึ้น

จากตายว่าเสียใจสาหัสแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ถึงคราวจากเป็นก็ทุกข์ไม่แพ้กัน แม้ไม่ตายก็เหมือนกับตาย คือตายจากความรู้สึกและความทรงจำ เมื่อวานดีกัน มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน วันนี้ทำเหมือนคนเกลียดกันมานาน นี่แหละสัจธรรม ที่ได้พบเจอแล้ว ข้าพเจ้ายอมรับผลกรรมนั้นเพราะรู้ว่าเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ ที่กรรมมาถึงตัวเช่นนี้เพราะบุญหมด เนื่องจาก 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยทำบุญเลย นอกเสียจากกลับบ้านเกิดปีละครั้งจึงจะได้ไปทำบุญครั้งหนึ่ง ซึ่งบุญก็น้อยนิดไม่เพียงพอ ที่ผ่านมาใช้บุญเพื่อหนุนชีวิตไปทุกวันจนหมดแล้ว หากอยากพ้นไปจากทุกข์อยากปล่อยวางความทุกข์ให้ได้อย่างแท้จริง และสร้างบุญให้มีมากพอที่จะเป็นฐานให้ชีวิตดีขึ้น ก็ต้องปฏิบัติกรรมฐานเท่านั้น เพราะเป็นบุญใหญ่ที่สุด ทำแล้วได้ผลเร็วจะได้ลดทอนวิบากกรรมที่เผชิญอยู่นี้ จึงเริ่มกลับมาสวดมนต์นั่งสมาธิ สวดมนต์ตามที่หลวงพ่อจรัญสอน เริ่มหาแรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรม เริ่มค้นหาหนังสือที่ฆราวาสเป็นผู้เขียน เจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้ชายเขียน อยากได้เล่มนั้น แต่เมื่อไปร้านหนังสือก็จำชื่อเรื่องและผู้เขียนไม่ได้ แต่กลับไปสะดุดตากับหนังสือเตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน หน้าปกเป็นรูปพระพุทธรูป ในเล่มมีรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มีการสื่อจิตมาสอนผู้เขียน อ่านบทนำแล้วรู้สึกสนใจมาก พลิกไปกลางเล่มก็ยังคงความน่าตื่นใจดี เลยซื้อกลับมาตั้งใจอ่านอย่างช้า ๆ ซึมซับอย่างมีสติ หากเผลอก็วกกลับไปอ่านใหม่ อ่านไปบทความในหนังสือก็กระแทกจิตกระแทกใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อ่านไปร้องไห้ไปสะอึกสะอื้น กว่าจะอ่านจบใช้เวลาเป็น 2 อาทิตย์

ข้าพเจ้าซื้อหนังสือมาเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2557 เมื่ออ่านหนังสือจบแล้วจึงได้ส่งให้แม่ได้อ่านด้วย แม่ก็เกิดศรัทธามาก พ่อก็ได้อ่าน พ่อเกิดศรัทธาบอกว่าเหมือนที่หลวงตามหาบัวสอนเลย นี่แหละของแท้ล่ะ พ่อของข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมตามวิธีของหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว ส่วนข้าพเจ้าตัดสินใจเขียนใบสมัครทั้งของตนและของแม่ ส่งไปในเดือนตุลาคมเพื่อสมัครคอร์สเดือนธันวาคม ที่ตัดสินใจสมัครคอร์สนี้เพราะเห็นว่ามีงานภาวนาเพื่อแผ่นดินต่อเนื่องหลังจบคอร์สด้วย เป็นงานใหญ่ภาวนาอุทิศบุญเพื่อแผ่นดิน พึ่งเคยได้ยินแต่รู้สึกว่าดีงามมากอยากไปร่วมภาวนา ได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่หลังส่งใบสมัคร เจ้าหน้าที่แจ้งว่าคอร์สเต็มนานแล้วแต่จะรับใบสมัครไว้สำรอง จากนั้นข้าพเจ้าจึงตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า หากแม้นมีบุญวาสนา ขอให้ได้เข้ามาเป็นศิษย์พระอาจารย์และท่านอาจารย์ด้วย แต่ถึงไม่ได้เข้าคอร์สก็ตั้งใจไว้ว่า จะไปงานภาวนาเพื่อแผ่นดินแน่นอน ช่วงมรสุมชีวิตแม่ก็ให้กำลังใจข้าพเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ให้ข้าพเจ้าสวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติธรรม ก่อนเริ่มคอร์สประมาณ 1 สัปดาห์ก็ได้รับการยืนยัน ข้าพเจ้าและแม่จึงได้มีวาสนาเข้าเป็นศิษย์ในคอร์สนี้ เคยตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า หากจะได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ชี้ทางปฏิบัติธรรม ขอให้ได้พบของแท้ของจริง คือสอนธรรมพระพุทธเจ้าแท้ ๆ และขอแบบสายแข็งที่เคี่ยวกรำเต็มที่ ฝึกแบบเข้มงวดเพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถปฏิบัติได้

มาถึงธรรมสถานก็ตกตะลึงในความงามของสถานปฏิบัติธรรม ธรรมชาติช่างงดงาม อากาศช่วงเดือนธันวาคมก็ดีมาก มีความหนาวเย็นของอากาศหน้าหนาว เริ่มปฏิบัติอานาปานสติกับอาจารย์โสภิต แม้มีความฟุ้งซ่านคิดวนอยู่มากก็เพียรปฏิบัติไป หลังจากรับกรรมฐานจากท่านอาจารย์รู้สึกปลื้มใจมาก เสียงท่านอาจารย์ไพเราะมีพลัง ธาตุขันธ์ท่านอาจารย์ในปีนั้นยังแข็งแรงอยู่ ท่านจึงอัดสอนเต็มที่ ยามสอนนำการปฏิบัติคำสอนก็กระแทกจิตแบบรู้สึกว่าเจาะเข้ามาที่จิตแบบปึง ๆ ท่านอาจารย์เล่าถึงอดีตชาติทั้งที่เป็นงู พญานาค ซามูไร หรือทหารนักรบ ข้าพเจ้าก็ร้องไห้เพราะสะเทือนจิตสะเทือนใจไปหมด มีความคุ้นเคยประหนึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เวลาท่านสอนธรรมนำจิตเกิดความฮึกเหิมมาก จากที่ภาวนาที่บ้านมาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเจอแบบนี้คือทั้งเผาทั้งร้อนทั้งเวทนา นั่งแบบปวดขาเหมือนขาจะหลุด บางทีรู้สึกอยากจะสะบัดมือแล้วกระโดดลงจากเรือนโพธิ์ให้รู้แล้วรู้รอด สภาวธรรมก็มีแต่เสียงเพลงและมีความร้อนบ้างไม่ร้อนบ้าง แม้เป็นการปฏิบัติที่ข้าพเจ้าคิดว่าโหดแต่ก็ยอมรับว่าถูกจริตดุดันถึงใจ จิตบอกว่านี่แหละที่ใช่ นี่แหละที่ค้นหามานาน จากที่พบความทุกข์มาก็พยายามตั้งใจปฏิบัติตามที่ท่านอาจารย์สอน ช่วงเดินจงกรมพิจารณาธรรมก็รู้สึกว่าจิตใจสงบมีความสุขมาก สงบจากภายในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รู้สึกเหมือนอยู่อีกมิติหนึ่งไม่ใช่โลกที่เคยอยู่ คิดถึงโลกที่จะต้องกลับไปเผชิญแล้วเบื่อหน่ายเหลือเกิน

ข้าพเจ้าประทับใจคอร์สแรกนี้มาก หลังออกจากคอร์สก็มีความเพียรปฏิบัติสม่ำเสมอทุกเช้าเย็น จิตมีกำลังมากไม่อยากเข้าไปอ่านนิยายหรือดูซีรีส์ที่เคยติดก่อนหน้านี้เลย ปีแรกนั้นปฏิบัติได้ดีมาก อยากเป็นคนดีมุ่งมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จากที่มักโกรธพอเริ่มโกรธเมื่อรู้ทันว่าโกรธเกิดขึ้นมาความโกรธก็หายไป อาการคิดวนฟุ้งซ่านต่าง ๆ เมื่อรู้ทันมันก็ตัดไป และหลังจากปฏิบัติธรรมต่อเนื่อง วิบากกรรมที่ได้รับคลายลงจนกลับมาสู่สภาวะปกติภายใน 1 ปี ซึ่งข้าพเจ้าไม่คิดเลยว่ามันจะกลับมาปกติแบบนี้ได้อีก ข้าพเจ้ารักและเคารพศรัทธาท่านอาจารย์เต็มหัวใจ

ท่านอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนธรรม ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสประกอบกุศลกรรมอยู่เนือง ๆ และไปร่วมงานสำคัญของสายธรรมทุกครั้งที่มีโอกาส เช่นงานทอดผ้าป่า งานภาวนาเพื่อแผ่นดิน ร่วมเดินรณรงค์ปกป้องพระสัญลักษณ์ทั้งที่ตลาดนัดจตุจักรและถนนข้าวสาร ซึ่งกุศลกรรมนี้ท่านอาจารย์ได้สอนว่ากุศลนั้นยิ่งใหญ่นัก นี้จึงเป็นอานิสงส์หนุนชีวิตข้าพเจ้าจากที่กำลังดิ่งกลับมาสู่สภาวะปกติได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าและแม่สมัครเข้าคอร์สพร้อมกันเสมอ เวลาไปร่วมงานของสายธรรมแม่ของข้าพเจ้าก็มาร่วมเสมอเช่นกัน

ปฐมฤกษ์ของแสงธรรมโพธิญาณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ข้าพเจ้าได้มาร่วมเตรียมคอร์สวันที่ 19-22 ตุลาคม การได้มาพบเจอศิษย์พี่ศิษย์น้อง เสมือนการมาเติมกำลังใจให้กัน คอร์สสำคัญคอร์สแรกที่แสงธรรมโพธิญาณได้สาดแสงมาถึงผู้มีวาสนาภาคใต้ เป็นคอร์สที่ 5 ในระยะเวลาการเป็นศิษย์ปีที่ 4 ของข้าพเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้ไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้จิตใจข้าพเจ้ามีความหนักแน่น มีความเพียรไม่ย่อท้อในการปฏิบัติ ในคอร์สนี้พระอาจารย์ฮวดเป็นผู้สอนก่อนท่านอาจารย์จะมาถึง ท่านมีเมตตามาก เทศน์สอนอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ได้เข้าใจ สอบอารมณ์อย่างสม่ำเสมอ แม้ผู้ปฏิบัติสอบถามอะไรท่านก็ตอบให้ทุกข้อ สอบอารมณ์จนเสียงแหบแห้ง ข้าพเจ้าน้อมกราบสำนึกในความเมตตาของพระอาจารย์อย่างยิ่งเจ้าค่ะ ระหว่างปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะและรู้ตัวชัดขึ้นกว่าคอร์สก่อน ๆ จิตมีกำลังโดยต่อเนื่องไม่เกิดความท้อแท้ท้อถอยที่จะปฏิบัติเลย เมื่อจะขึ้นเรือนปฏิบัติ ข้าพเจ้าจะเรียกขวัญกำลังใจตนเองว่านี่คือการมาออกศึกเพื่อการจบสิ้นภพชาติ เมื่อพระอาจารย์สอบอารมณ์ข้าพเจ้ารายงานไปว่า ปรากฏสภาวธรรมเป็นความรู้สึกเศร้าใจแต่ไม่รู้ว่าเศร้าเรื่องอะไร ก็อยากจะร้องไห้ พระอาจารย์เมตตาสอนว่า ภาพและความรู้สึกจะขึ้นมาเพื่อให้เราเผาชำระ บางครั้งความรู้สึกเศร้านี้ก็แสดงสภาวะอยู่ทั้งวันก็มี เมื่อถึงเวลาเดินจงกรมข้าพเจ้ามองไปที่ผู้รับจ้าง ที่กำลังเร่งก่อสร้างบริเวณธรรมสถานที่ยังไม่แล้วเสร็จดี นึกถึงคำสอนที่ว่ากรรมทำให้คนแตกต่างกัน น้ำตาก็ไหล ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารคนเหล่านี้ ที่ต้องทำงานหนักเหน็ดเหนื่อย นึกถึงพ่อที่ก็เคยทำงานนี้เช่นเดียวกัน พ่อคงเหนื่อยมาก ถึงเวลาพักรับประทานอาหารขณะยืนต่อแถวเพื่อตักอาหาร มองไปเห็นแม่ครัว ธรรมบริกร น้ำตาก็ไหล รู้สึกซาบซึ้งใจในความเสียสละตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

วันที่ 30 ตุลาคม ท่านอาจารย์มาถึงช่วงค่ำ มาถึงท่านก็เดินสำรวจแต่ละเรือน เพื่อตรวจความเรียบร้อยของสถานปฏิบัติที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ วันที่ 31 ท่านเริ่มให้กรรมฐาน เสียงท่านแหบแห้งเพราะท่านยังป่วยอยู่ ท่านกล่าวว่าแม้ไม่สบายแต่ก็ไม่อยากเลื่อนการสอน ซึ่งท่านก็สอนไปด้วยไอไปด้วย เสียงก็แทบไม่มี ข้าพเจ้าสงสารท่านอาจารย์เหลือเกิน และรู้สึกปีติซาบซึ้งใจเหลือประมาณในมหาเมตตาที่ท่านมีให้แก่ศิษย์ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจปฏิบัติมากไม่อยากให้ท่านเสียพลังไปเปล่า ๆ

คำว่าครั้งแรกข้าพเจ้ารู้ว่ามีนัยและมีความสำคัญเสมอ ศิษย์คอร์สแรกแห่งแสงธรรมโพธิญาณทุกท่านช่างมีวาสนายิ่งนัก สถานปฏิบัติธรรมที่นี่งดงามมาก ๆ ฟ้าสวยมาก อากาศเหมือนจะร้อนแต่กลางคืนอากาศกลับเย็นสบาย เป็นสถานที่ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังงานที่บริสุทธิ์มากมาย การเป็นศิษย์คอร์สแรกย่อมประทับใจเพราะถือเป็นคอร์สประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นความพิเศษ แม้ท่านอาจารย์ไม่สบายมาก แต่พอถึงเวลาขึ้นตั่งสอนท่านก็แสดงธรรมนำจิตด้วยพลังอย่างเต็มที่ ท่านสอนให้มองดูความทุกข์จากความพลัดพราก ไม่ใช่ไปงานศพก็สักแต่ไปร่วมงานและกลับมาด้วยความรู้สึกที่ว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทุกข์จากความพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักนี่ไม่ธรรมดา ขณะฟังจิตก็คิดถึงหน้าพ่อแม่และลูกชาย และคิดว่าหากพ่อแม่หรือลูกชายต้องจากไปล่ะมันจะทุกข์ขนาดไหนพลันน้ำตาก็ไหล ท่านสอนเรื่องความเป็นอริยบุคคล ประโยคสุดท้ายท่านกล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิของท่านเสีย จงภาวนาเถิด ละสักกายทิฏฐิของท่านเสีย เหมือนคำนี้ดังก้องในหูซ้ำ ๆ และมันกระแทกเข้ามาที่จิต ข้าพเจ้าก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นภาวนาไปน้ำมูกน้ำตาไหล

ท่านอาจารย์ให้ศิษย์เก่าไปภาวนาที่เรือนนอน ระหว่างปฏิบัติข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความร้อนที่อัดมาเป็นระลอก ๆ พลังความร้อนเสถียร จิตมีกำลังตั้งมั่นเพราะได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่แผ่พลังมา ข้าพเจ้าอธิษฐานบารมีนั่งภาวนา 2 ชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนท่า ไม่ถอนภาวนา ระหว่างปฏิบัติเกิดเวทนาที่แผ่นหลังบ้าง ที่ชายโครงบ้าง รุนแรงที่สุดคือช่วงข้อต่อระหว่างขากับสะโพก และที่ต้นขาใกล้หัวเข่าข้างขวาจะปวดรุนแรงมาก ปวดเหมือนจะขาดออกมา ปวดจนร้อง และนึกถึงหลวงตามหาบัวที่ท่านเคยเล่าประสบการณ์ว่านั่งภาวนาจนก้นแตก จึงคิดว่าเป็นไงเป็นกัน อยากจะรู้เหมือนกันว่าที่สุดของความเจ็บนั้นเป็นอย่างไร หากภาวนาแล้วมันจะเจ็บหรือจะสลบไปก็ให้มันเจ็บ ปกติหากข้าพเจ้าภาวนาต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายมักจะรู้สึกมีความหวาดเสียวเหมือนหัวหรือตัวมันจะแตก แต่มันก็ไม่แตก พอเริ่มเกิดอาการจิตมันจะหวั่นไหวเหมือนกลัว และสภาวะนั้นก็หายไป ครั้งนี้เมื่อตั้งจิตมุ่งมั่นหนักแน่นทำให้ไม่ท้อถอยในการปฏิบัติ จิตมีกำลังตั้งมั่นพยายามเพ่งตรึงอยู่ที่จุดสัมผัสต่อเนื่อง เกิดสภาวะหวาดเสียวเหมือนหัวจะระเบิดคล้าย ๆ กับลูกโป่งที่จะโดนเข็มจิ้มแต่ก็ยังไม่ระเบิดอยู่ดี แต่จิตไม่เกาะเกี่ยวกับเวทนาแล้ว เวทนายังคงมีต่อเนื่องแต่จิตไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่รู้ว่าเจ็บ แต่ไม่เกิดอาการดิ้นรนและยังคงจดจ่อรู้อยู่ที่จุดสัมผัส เป็นสภาวะการแยกกายแยกจิตออกจากสังขาร เมื่อระฆังดังจึงถอนภาวนาแล้วเดินขากะเผลกไปเรือนอาหารเพราะอาการปวดขายังไม่หาย ระหว่างปฏิบัติบางครั้งข้าพเจ้าก็เห็นงูเห่าตัวใหญ่ชูคออยู่ตรงหน้ามันน่ากลัว แต่ก็แค่รู้แล้วตั้งใจเพ่งต่อไป เห็นที่ฝ่ามือมีต้นมะม่วงค่อย ๆ งอกออกมาและโตขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ คือการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้นไว้ เมื่อถึงเวลาเมล็ดพันธุ์ย่อมเติบโตขึ้น เพื่อรอรับผลมะม่วงที่ได้ปลูกไว้หรือย่อมถึงซึ่งการหลุดพ้น

อีกวันเมื่อขึ้นเรือนปฏิบัติ ท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ศิษย์เก่า ท่านอาจารย์ถามว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ มีจิตรู้มาสอนธรรมบ้างมั้ย ใจอยากเล่าสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อยากขอโทษท่านอาจารย์ที่ 4 ปีที่เข้ามาเป็นศิษย์ก็เป็นศิษย์ที่ไม่เอาไหน ยังคงเดินหน้าถอยหลังอยู่เช่นนี้ ท่านจึงต้องแผ่พลังช่วยและก็เหนื่อยอยู่เช่นนี้ แต่ก็พูดไม่ออก ข้าพเจ้าได้แต่ตอบไปว่า ไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะเพียงแต่รู้สึกมีปลื้มปีติใจ และสลดสังเวชใจที่ต้องวนเวียนในการเกิดเจ้าค่ะ ขณะตอบก็นึกถึงที่ท่านอาจารย์สอนเรื่องการต้องเวียนว่ายตายเกิด นึกถึงคำพูดท่านที่ว่ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นถึง 28 พระองค์ทำไมยังนั่งกันอยู่ตรงนี้ไปไหนไม่ได้สักที ท่านอาจารย์ตอบว่าดีค่ะเป็นสภาวะที่ดี แล้วก็หันไปสอบอารมณ์คนอื่นต่อ

คืนวันพฤหัสบดีขณะเคลิ้มกำลังจะหลับ อยู่ ๆ จิตเห็นเป็นภาพตนเองนอนอยู่ในโลง เห็นรูปโครงกระดูกและเห็นตนเองใช้ดาบซามูไรฟาดลงไปที่โครงกระดูกนั้น ฟาดลงไปที่กะโหลกพาดลงมาถึงซี่โครง จิตก็ตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้าลืมตาและคิดไปว่า หากเป็นเวลาภาวนาท่านอาจารย์ไม่ให้กำหนดจิตเป็นอะไรทั้งสิ้น แต่นี่ข้าพเจ้าไม่ได้ภาวนาเพียงแต่มีอาการเหมือนจิตรวม เกิดสมาธิตอนเคลิ้มจะหลับจึงปรากฏเป็นภาพขึ้นมาเอง จึงบอกตนเองให้หลับเถอะและพลิกตัวไปอีกด้าน กำลังเคลิ้มจะหลับก็ได้ยินเสียงเหมือนเสียงเชือกเส้นใหญ่มาก ๆ โดนกระตุกทั้งสองด้านแรง ๆ ดังปึ้งจนขาดออกจากกัน ขณะได้ยินเสียงก็รู้สึกว่าช่วงหัวกะโหลกถูกฟาดอย่างแรงเฉียงลงมาที่ปลายคางเกือบถึงซี่โครง เสียงดังสะเทือนก้องอยู่ในหัว จิตโพล่งขึ้นมาว่าเชือกขาด คราวนี้ข้าพเจ้าตาสว่างลืมตาตื่นเต็มตา ความรู้สึกที่ถูกฟาดชัดเจนมาก หัวใจก็เต้นรัวตัวชา ๆ นอนนิ่งอยู่แบบนั้นเหมือนมองตัวเองแล้วก็สลดสังเวชใจ บรรยายความรู้สึกไม่ถูกแต่สงสารตัวเองที่ต้องมานอนอยู่แบบนี้ไปไหนไม่ได้สักที ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ข้าพเจ้าไม่มีนาฬิกาแต่คิดว่าเวลาคงสักตีหนึ่งกว่า ๆ พยายามจะข่มตานอนเพราะเกรงว่าถ้าไม่นอนคงไม่มีแรงภาวนา ทำยังไงก็ไม่หลับ นานเข้าเกิดอาการเคลิ้มไปอีก คราวนี้เห็นพ่อสวมชุดสีขาวนอนตัวแข็งอยู่ข้างบันไดหน้าเรือนปฏิบัติ มีผ้าขาวคลุมตัวอยู่ จิตก็ตื่นขึ้นมาอีกและคิดถึงพ่อมาก คิดถึงชนิดที่ว่าถ้าสามารถใช้โทรศัพท์ตอนนั้นได้ก็จะโทรไปบอกพ่อว่ารักพ่อมาก ถ้าเจอพ่อตอนนั้นอยากจะกราบเท้าและกอดพ่อ เพราะสำนึกในบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่ให้ลูกได้มีชีวิตเกิดมา จนได้มาพบธรรมที่สามารถพาตนให้พ้นไปจากทุกข์ในสังสารวัฏได้ในชาตินี้ แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอีก คราวนี้พยายามข่มตาอย่างไรก็ไม่สามารถหลับลงได้แล้ว เตโชธาตุในกายก็ทำงานเกิดความร้อนมาก ปกติจะนอนห่มผ้าแต่คืนนั้นร้อนมากห่มไม่ได้ ขากางเกงก็ยังต้องถกมาถึงหัวเข่า ไฟเตโชเผาทั้งคืน จิตตื่นโพลงนอนรอเวลาระฆังดัง นอนดูร่างตัวเองนิ่ง ๆ สลับกับร้องไห้แบบนั้น จนระฆังดังขึ้นมา ได้แต่พูดกับตัวเองว่าสว่างคาตาทีเดียว

เช้าวันศุกร์ท่านอาจารย์สอนศิษย์ใหม่เดินจงกรมในช่วงเช้า ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคอร์สแรกที่เตโชฯ ท่านอาจารย์สอนเดินจงกรม เล่าเรื่องสมัยพุทธกาลเพื่อให้พิจารณาธรรม และให้อยู่กับธรรมชาติเพื่อซึมซับบรรยากาศของธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้องและยืนมองพระอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้นจนพ้นขุนเขา สอนการใช้ชีวิตแบบฆราวาสผู้มีธรรม ไม่ว่าจะคอร์สแรกที่เตโชวิปัสสนาสถานหรือคอร์สแรกที่แสงธรรมโพธิญาณ ล้วนเป็นคำว่าครั้งแรกที่ประทับจิตตรึงใจข้าพเจ้ายิ่งนัก หลังจากเดินจงกรมเสร็จท่านอาจารย์ได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้ปฏิบัติตรงลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นที่ระลึกในคอร์สประวัติศาสตร์ ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าข้าพเจ้ารีบรับประทาน ทานได้นิดหน่อยรู้สึกไม่หิวไม่อยากทานแต่ต้องทานเพื่อให้มีกำลัง และรีบไปทำหน้าที่กวาดเรือนนอนและกวาดหน้าห้องน้ำ ปกติจะทั้งกวาดและถู ทำแบบเร่งรีบแข่งกับเวลาเพราะกลัวขึ้นเรือนปฏิบัติไม่ทัน วันนั้นได้แต่กวาดและมาถูช่วงเย็นแทน รีบอาบน้ำแล้วนอนพักเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน เพื่อให้กายและจิตมีกำลังภาวนาในวันนั้น หลังปฏิบัติช่วงเช้าเสร็จรับประทานอาหารนิดหน่อยก็รีบมานอนอีก หลังนอนพักช่วงเที่ยงเต็มที่ร่างกายสดชื่น จิตตั้งมั่นมีกำลังเสถียรดี ความร้อนเกิดขึ้นต่อเนื่องที่ใบหน้า เห็นมือทั้ง 2 ข้างกำอยู่แต่ไฟลุกท่วม เห็นภาพเรือนไม้หลายเรือนกำลังโดนไฟไหม้เปลวไฟสูงท่วมทุกหลัง เห็นภาพสว่านปรากฏขึ้นในจิต รู้ว่าสว่านกำลังเจาะชั้นสังขาร

วันเสาร์ท่านอาจารย์สอบอารมณ์ศิษย์เก่า ขณะนั่งปฏิบัติรอเรียกสอบอารมณ์ เหมือนธรรมที่ได้ฟังได้พิจารณามาตลอดทุกวันในคอร์สปรากฏขึ้นที่จิต เกิดเป็นความปีติใจข้าพเจ้าก็นั่งภาวนาไปร้องไห้ไป รู้สึกว่าดีมาก ๆ ดีจริง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้เป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี ได้พบหนทางที่ประเสริฐ ได้ร่วมรบกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย กัลยาณมิตรผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า ช่างเป็นวาสนาโดยแท้ ดังคำที่ท่านอาจารย์ได้สอนไว้ว่า ที่ได้มานั่งปฏิบัติอยู่ที่นี่ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกท่านในที่นี้คือผู้มีวาสนา โอกาสได้ความเป็นมนุษย์นั้นช่างยากยิ่ง และได้พบผู้ชี้ทางออกจากทุกข์ จงทำชาตินี้ให้เป็นชาติสุดท้ายเพื่อที่จะไม่หวนกลับมายังโลกนี้อีก ทุกคนมีโอกาสจงบอกกับตนเองว่า ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของเรา และพากเพียรปฏิบัติเผาชำระกิเลส มีศรัทธาที่หนักแน่น มีความกตัญญูเหนือสิ่งอื่นใด และทำภพชาตินี้ให้เป็นชาติสุดท้ายให้ได้ ข้าพเจ้ามีแต่ความตื้นตันใจน้ำตาไหล พยายามไม่สะอื้นเสียงดังเพราะเกรงใจผู้ปฏิบัติข้าง ๆ พยายามหยุดร้องไห้ เมื่อท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ทั้งที่คิดว่าหยุดร้องไห้ไปแล้วไม่รู้สึกอยากร้องแล้ว และไม่รู้จะรายงานสภาวธรรมว่าอย่างไรดี เมื่อท่านอาจารย์ชี้มาที่ข้าพเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ ข้าพเจ้าเกิดอาการจุกอกขึ้นมาจะพูดก็พูดไม่ออก อ้าปากจะพูดก็กลายเป็นเสียงสะอื้นเสียงดัง น้ำมูกน้ำตาไหลพรั่งพรู ท่านอาจารย์จึงเมตตายื่นทิชชูให้ ข้าพเจ้าไหว้รับเช็ดน้ำตา แล้วพยายามพูดออกมา รู้สึกตกใจเสียงพูดตนเอง เสียงพูดขาด ๆ หาย ๆ สะอื้นเสียงดัง เล่าถึงสภาวธรรมที่เห็นร่างตนเองเป็นโครงกระดูก ใช้ดาบซามูไรฟาดที่กะโหลกสะเทือนมาที่สังขาร และจิตโพล่งขึ้นมาว่าเชือกขาด แต่ไม่ได้รายงานละเอียดว่าเกิดสภาวะตอนเคลิ้มจะหลับมิใช่ขณะภาวนา เพราะเล่าไปร้องไห้ไปพูดไม่ค่อยจะได้ศัพท์ และบอกท่านอาจารย์ว่า ศิษย์เกิดความรู้สึกรักพ่อมากค่ะ อยากบอกพ่อว่าขอบพระคุณที่ให้ลูกได้เกิดมา ศิษย์น้อมสำนึกในพระคุณของพ่อมาก และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า พระอาจารย์ใหญ่ และท่านอาจารย์มากเจ้าค่ะ และก็ร้องไห้เสียงดัง ท่านอาจารย์จึงเมตตาสอนว่าแม้ท่านเคยกำหนดจิตตัดขันธ์ตนเอง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีไม่ควรทำตามนะคะ เกิดสภาวะอะไรให้รู้อย่างเดียว นี่แหละคือความก้าวหน้าของจิต ความกตัญูญูจะเกิดขึ้นมาในจิตโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกมาสอน ให้พากเพียรต่อไปนะคะ ข้าพเจ้าก็ก้มหน้าไหว้รับด้วยความนอบน้อมและตื้นตันใจ

ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่าหากรักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีศรัทธาที่มั่นคง มีความกตัญญูอย่างยิ่งและไม่ทิ้งทางไม่ลืมปัจจัตตังที่ตนได้รับ เพียรสะสมบารมีไปเรื่อย ๆ สักวันจะต้องถึงซึ่งความหลุดพ้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลายาวนานแค่ไหน และ 4 คอร์สที่ผ่านมายังไม่เคยกล้านึกว่าจะเป็นตนเองที่จะเป็นผู้มีความก้าวหน้าในธรรมเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นของสูง และตนจะมีวาสนาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แต่คอร์สนี้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ข้าพเจ้าและทุก ๆ คนจะสามารถเป็นคนนั้นได้ในสักวัน ตราบใดยังมีความพากเพียรไม่ย่อท้อ และรักษาศีลให้เป็นปกติ ไม่ยอมแพ้ให้กับกิเลสอีกแล้ว ต้องฝืนมันเพื่อพลิกคว่ำจากอวิชชามาสู่วิชชา จากผู้ไม่รู้มาสู่การเป็นผู้รู้แจ้ง พึงเชื่อฟังท่านอาจารย์และปฏิบัติตามที่ท่านอาจารย์สอนอย่างเคร่งครัด ทุกสิ่งที่ท่านสอนล้วนเป็นกุญแจ ที่ไขเพื่อเปิดประตูออกจากกรงขังที่อำมหิตในสังสารวัฏที่หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ พรุ่งนี้กับชาติหน้าไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน อย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ใช้ลมหายใจที่ยังมีอยู่สู้อย่างเต็มที่ในชาตินี้ ชีวิตเคยทุ่มเทให้กับอะไรสุดจิตสุดใจเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ จงนำความรู้สึกนั้นมาเป็นแรงผลักดัน เพื่อทำให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา จะต้องเป็นชาติสุดท้ายของเรา และเราจะไม่หวนกลับมาที่โลกใบนี้ตราบนิรันดร

น้อมกราบพระบรมศาสดาในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงชี้ทางอันประเสริฐเพื่อการพ้นไปจากทุกข์ น้อมกราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่เมตตาสื่อจิตมาสอนวิชาอันเข้มแข็งทรงพลังในการเผาชำระกิเลส น้อมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในมหาเมตตาที่ได้อบรม เคี่ยวกรำ สั่งสอนวิชาวิปัสสนาขั้นสูง รวมถึงสอนการใช้ชีวิตอย่างฆราวาสผู้มีธรรมจนศิษย์มีความเข้มแข็งมั่นคงในความดี น้อมกราบสำนึกในพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติที่ได้สั่งสอนธรรมแก่ข้าพเจ้า น้อมกราบในพระคุณของพ่อกับแม่ที่ได้ให้ชีวิตในชาตินี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดมาพบสัตบุรุษแห่งกึ่งพุทธกาล เป็นยิ่งกว่าวาสนาที่ยากจะพบได้ หากประสบการณ์ธรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ใดได้ลุกขึ้นมาเพื่อสู้อีกครั้ง ข้าพเจ้าขออานิสงส์ที่เกิดขึ้นนี้ กลับมาเป็นกำลังให้ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ผู้ประเสริฐยิ่งมีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.