ประสบการณ์ภาวนาของคุณณภัทร

ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจยิ่งนักในวินาทีได้กรอกใบสมัครในฐานะศิษย์เก่า เมื่อเสร็จสิ้นคอร์สศิษย์ใหม่เมื่อคราวเดือนเมษายน 2561 ข้าพเจ้าก็ส่งใบสมัครต่อทันทีและก็เลือกช่วงเข้าคอร์สในต้นปีงบประมาณซึ่งก็ตรงกับ วันที่ 26 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม ก่อนที่วันลาพักร้อนจะถูกทอนใช้ไปทางอื่นจนเหลือไม่พอสำหรับคอร์สยาว 7 วัน

แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะประกาศผู้มีชื่อเข้าคอร์ส ข้าพเจ้ากลับลังเลคิดจะพักไว้ก่อนเพราะมีแผนจะไปต่างประเทศอีกหลายวันในสองเดือนถัดไป ด้วยเกรงว่าวันลาจะไม่พอ ในค่ำวันนั้นจึงคุยกับน้องว่าเราพักคอร์สนี้ไว้ก่อนละกัน น้องก็เห็นด้วยและตกลงตามนั้น แต่เมื่อนั่งภาวนาในเช้าวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงหนึ่งกังวานเข้ามาในจิต “อย่าทิ้งโอกาส อย่าทิ้งโอกาส” เสียงนั้นมีพลังประหลาดรู้สึกกระวนกระวาย สุดท้ายตอนสาย ๆ จึงตัดสินใจโทรไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามว่ามีชื่อหรือไม่ และขอเข้าคอร์สนี้ตามที่สมัครไว้โดยให้เหตุผลเจ้าหน้าที่ว่า สะดวกช่วงนี้มากสุด ไม่งั้นก็จะต้องรอไปอีกเป็นปี แล้วที่สุดก็ได้มาตามความประสงค์เดิม

สองวันแรกนั้นอาจารย์ผู้ช่วยสอนท่านช่วยดูแลชี้แนะ ทบทวนขั้นตอนหลักปฏิบัติ เหล่าศิษย์ก็มีทั้งเก่ามากเก่าน้อยปะปนกันไป แล้วก็เริ่มลุยกันทันที วันแรกของการภาวนาข้าพเจ้ามีแต่ความร้อนระอุข้างในแต่ความตรึงนิ่งยังไม่ค่อยเสถียรนัก เวทนามากมายเกิดที่หลังและคอ มากเสียจนบางชั่วโมงอุเบกขาขาดผึงพ่ายแพ้ ต้องถอนภาวนาขอขมาครูอาจารย์แล้วตั้งหลักใหม่ จนล่วงเข้าบ่ายวันที่สองจึงเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้น และในบ่ายนั้นเองเกิดสภาวะเห็นประโยคหนึ่ง พร้อมได้ยินเสียง “การเกิดเป็นทุกข์” สิ้นเสียงและภาพนั้นในจิตเกิดความรู้สึกเศร้าโศกเหลือประมาณ ความรู้สึกนั้นถาโถมเข้ามาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

แม้ชีวิตจะเคยผ่านเรื่องราวที่คิดว่าเศร้าโศกที่สุดมา แต่ก็ไม่อาจเทียบได้เลยกับความรู้สึกที่รับรู้ในตอนนั้น ทำนบน้ำตาพังทลาย ร้องไห้สะอึกสะอื้นแม้จะข่มกลั้นอย่างไรก็ไม่อาจหักห้ามจนหมดชั่วโมงภาวนา ในนาทีนั้นจิตระลึกได้ถึงอุปนิสัยบางอย่างของตัวเองว่า เหตุใดเป็นคนไม่ให้ค่ากับวันเกิดไม่เคยเฉลิมฉลองวันเกิดตัวเอง ไม่ชอบไปงานวันเกิดใคร ไม่ชอบอวยพรวันเกิดใคร เห็นใครจัดงานวันเกิดหรูหรากินดื่มสรวลเสยิ่งมีจิตปฏิฆะ เพราะรู้สึกว่า พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดนั่นต่างหากที่ควรนึกถึงและตอบแทนคุณ บางครั้งถึงกับต่อว่าด้วยคำพูดแรง ๆ จนเจ้าของวันเกิดไม่พอใจ เพื่อนร่วมงานต่างก็รู้กันและหลัง ๆ มาก็ไม่มีใครชวนไปงานวันเกิดอีก

จิตของข้าพเจ้ายังพาย้อนความทรงจำไปไกลถึงสมัยเป็นนักเรียนพยาบาลปี 1 อาจารย์จัดให้นักเรียนใหม่เข้าไปสังเกตการณ์ทำคลอดเด็กในห้องคลอด ข้าพเจ้าตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อได้เห็นของจริงทุกกระบวนการ ข้าพเจ้าน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ในใจตอนนั้นคิดแต่ว่า กว่าจะเกิดมาได้ แม่ต้องเจ็บปวดและเสียเลือดขนาดนี้เลยหรือ เพื่อนในกลุ่มที่เข้าไปดูด้วยกันต่างก็ขำข้าพเจ้า ท่าทางห้าวหาญแต่จิตวิญญาณอ่อนไหวค้านกับบุคลิกยิ่งนัก ที่สุดของการไม่ชอบคือการทำคลอดเด็ก แม้โดยวิชาชีพพยาบาลการทำคลอดก็ถือเป็นสมรรถนะหลักที่พยาบาลต้องปฏิบัติเช่นกัน

ข้าพเจ้าถึงขนาดขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเมื่อคราวที่พยาบาลประจำห้องคลอดขาดแคลนต้องหาคนจากหน่วยอื่นหมุนเวียนไปทดแทนคนละ 3 เดือน ซึ่งเมื่อถึงคิว ข้าพเจ้าต่อต้านอย่างรุนแรงประกาศกร้าวไม่ยอมรับคำสั่ง และพร้อมจะยอมรับหากมีผลต่อการพิจารณาความดีความชอบ จนผู้บังคับบัญชาต้องยอมใจและหาคนอื่นไปอยู่แทน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ถูกต้องที่ไม่เคารพกฎกติกาและจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อาจฝืนความรู้สึกไม่ชอบนั้นได้ เหล่านี้คือสิ่งที่พรั่งพรูออกมายามนั้น เหตุการณ์ทั้งมวลที่เกิดขึ้นในจิตสรุปว่า “ข้าพเจ้าไม่ยินดีกับการเกิด”

วันที่สาม ท่านอาจารย์มาบัญชาการด้วยตัวท่านเอง ท่านย้ำทุกชั่วโมงว่า ทุกคนต้องปลุกจิตให้ตัวเองเป็นนักรบที่หนักแน่น ทุกครั้งที่ขึ้นนั่งบนเบาะอาสนะ “เราคือนักรบ เราคือนักรบ” อย่าได้หวั่นไหวต่อสภาวะและเวทนาใด เมื่อเกิดเวทนาให้ตั้งจิตยอมรับ รับรู้ แล้ววาง ถ้าเวทนามากเกินให้สอนจิตว่า เวทนานี่ไม่ใช่ของเรา เป็นของกิเลส และเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ มีสติสัมปชัญญะเพ่งตรึงรู้ที่จุดสัมผัสทุกวินาที หากจุดสัมผัสหายนั่นหมายถึง จุดสัมผัสไม่ได้หายแต่สติสัมปชัญญะเราต่างหากที่หาย

เมื่อถึงเวลาสอบอารมณ์ ข้าพเจ้าเล่าถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังว่ามีคำหนึ่งผุดขึ้น คือ การเกิดเป็นทุกข์ ท่านถามว่ารู้สึกอย่างไร ข้าพเจ้าบอกท่านอาจารย์ว่ารู้สึกทุกข์มาก ทุกข์เหลือเกินเจ้าค่ะ บอกได้เท่านั้นน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาอีก ท่านอาจารย์บอกว่า ดีแล้วนี่เป็นเพราะจิตเราเปิดทำให้เห็นวัฏทุกข์ของการเกิด อยากร้องไห้ก็ร้องไป แต่อย่าถอนภาวนา ภาวนาต่อไปนะแล้วท่านก็ให้ไปปฏิบัติต่อที่เรือน ข้าพเจ้ากราบลาท่านอาจารย์แล้วเดินร้องไห้เหมือนคนบ้าลงมาจากหอปฏิบัติ จนถึงเรือนนอนก็ยังสะอื้นไห้อีกพักใหญ่

เข้าวันที่ 4 หลังขึ้นหอปฏิบัติในช่วงเช้าท่านอาจารย์เทศน์ปลุกจิตให้นั่งภาวนาสักพักแล้วก็ให้แยกย้ายมาปฏิบัติที่เรือน ข้าพเจ้าตั้งสัจจะอธิษฐานขอนั่งภาวนาจนถึงเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน ในชั่วโมงแรกมีแต่ความร้อนระอุเกิดขึ้น ร้อนหน้าร้อนอก เวทนาเกิดมากมายที่กลางลำตัวและลำคอ ข้าพเจ้าต่อสู้กับเวทนาตามคำสอนท่านอาจารย์ทั้งชั่วโมง จนล่วงเข้าชั่วโมงที่ 2 ข้าพเจ้าเห็นภาพเด็กทารกที่เพิ่งคลอดเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดอยู่ในมือใครสักคนอุ้มประคองด้วยสองมือชูขึ้น เด็กคนนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลันจิตก็แว่วยินเสียง “จะมีกี่คนหนอที่รู้ว่าเกิดมาและต้องวนเวียนในวัฏทุกข์ จะมีกี่คนหนอรู้ทางออกจากวังวนนั้น จะมีกี่คนหนอที่พบผู้ชี้ทางออก” สิ้นเสียงนี้ข้าพเจ้าร้องไห้อีกครั้ง นึกถึงตัวเองที่แสนจะโชคดีบุญพาวาสนาส่งให้ได้เกิดปัญญาได้รู้ถึงทุกข์นั้น และนำพาให้มาพบพ่อแม่ครูอาจารย์ได้ชี้ทางชี้ธรรมของพระพุทธองค์ กระแสอุ่น ๆ แผ่ซ่านไปทั่วตัว สำนึกในความเมตตากรุณาของพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างที่สุด

ช่วงบ่ายเมื่อสอบอารมณ์ข้าพเจ้าก็เรียนให้ท่านอาจารย์ทราบตามนั้น ท่านว่าเป็นสภาวธรรมที่ดี เป็นเพราะจิตเราอ่อนโยนขึ้นจึงรู้สึกถึงพระคุณครูอาจารย์ ภาวนาต่อไปนะ ข้าพเจ้าพิจารณาสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็ยิ่งแจ่มแจ้งในสิ่งที่ท่านอาจารย์ย้ำหนักหนา ทำไมความปรารถนาที่จะพ้นไปของเราถึงไม่เคยสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วถึง 28 พระองค์ เหตุเพราะความ “ไม่หนักแน่น” ของเรานั่นเอง สิ่งที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสและเข้าถึงในสภาวธรรมนั้นเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี เหตุก็รู้ ธรรมก็รู้ ทางก็รู้ ครูอาจารย์ก็เกื้อหนุน เหลือแต่ตัวเราหัวใจเราเท่านั้น

ข้าพเจ้าเดินจงกรมมาหยุดที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ยืนพิจารณากิ่งก้านที่แผ่ให้ร่มเงาไม่ต่างอะไรกับพระรัตนตรัยและพ่อแม่ครูอาจารย์ที่คอยแผ่พลังแผ่บารมีหนุนส่งและปกป้องคุ้มครองเราอยู่ หันหลังกลับไปมองขุนเขาในทิศตรงข้ามคือด้านซามูไรตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ไม่ต่างอะไรกับอาวุธที่ท่านมอบให้และสอนวิธีการใช้อย่างทรงอานุภาพ ก็นั่นไงเล่า กำลังหนุนก็พร้อม สรรพาวุธก็มี ยุทธวิธีก็พร้อม เหลือแต่หัวใจอันเด็ดเดี่ยวหนักแน่นของเราเท่านั้น ที่จะลุยฝ่าไปให้ถึงฝั่ง

ข้าพเจ้ายืนพิจารณาตรงจุดนั้นอยู่นาน คิดถึงความเหน็ดเหนื่อยของท่านอาจารย์แล้วน้ำตาซึม ตำหนิตัวเองที่ไม่มุ่งมั่นให้สมกับที่มีวาสนาเข้ามาสู่สายธรรม ไม่สมกับที่ท่านอาจารย์เหน็ดเหนื่อยพร่ำสอน ทั้งฉุดดึงด้วยกำลังจิต กำลังกาย สร้างขวัญ ให้กำลังใจอย่างที่สุด กว่าจะสำนึกก็ล่วงเลยมาถึงครึ่งทางของคอร์ส ข้าพเจ้าสัญญากับตัวเองว่า จากนี้ไปจะหนักแน่นและเพียรให้มากกว่าที่ผ่านมา
แล้วเราจะกลับมาใหม่ ณ เทือกเขาซามูไร ค่ายรบอันอบอุ่นและแข็งแกร่ง

เดิมพันแห่งชัยชนะนี้ คือการ “สิ้นภพจบชาติ”

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพ่อแม่ครูอาจารย์ทุก ๆ พระองค์ น้อมสำนึกในมหาเมตตาท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล กราบขอบพระคุณพี่น้องจิตอาสา แม่ครัวทุก ๆ ท่านที่มีส่วนเกื้อหนุนการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า ขอบคุณผู้บังคับบัญชาและพี่น้องในหน่วยงานที่เปิดโอกาสและรับทำหน้าที่ทางโลกแทนอย่างเต็มใจ ขอบคุณบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่สงบร่มเย็น ขอบคุณดอกคอสมอส ขอบคุณเจ้าม้าแดงเบาะอาสนะคู่ใจที่พาทะยานสู่สนามรบ (ข้าพเจ้าตั้งชื่อเบาะอาสนะว่าม้าแดง)
…จงภาวนาเถิด…

One thought on “การเกิดเป็นทุกข์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.