ประสบการณ์ภาวนาของคุณสรัญญา

ข้าพเจ้าสรัญญา เป็นชาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เกิดในครอบครัวชาวนา พ่อกับแม่ของข้าพเจ้าแยกทางกัน และไปมีครอบครัวใหม่ทั้งคู่ ข้าพเจ้าจึงต้องมาอาศัยอยู่กับยาย แต่นั่นนับว่าเป็นโชคมหาศาลของข้าพเจ้า ยายของข้าพเจ้าเป็นผู้ชอบเข้าวัดทำบุญ ข้าพเจ้าเดินติดสอยห้อยตามยายไปทำบุญทุกวันพระ ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ยายสอนให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ รู้จักนรก สวรรค์ ทำให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ยำเกรงต่อบาปกรรม ทุกคืนเวลาสองทุ่ม ยายจะต้องสวดมนต์ก่อนนอน ยายอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่สามารถจำบทสวดมนต์ยาว ๆ ได้ ยายชอบเล่านิทานศาสนาเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังตลอด

สำหรับข้าพเจ้าทุกเรื่องที่ยายเล่าอเมซิ่งมาก ทำให้เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง คนชั่วต้องตกนรก คนด่าพ่อด่าแม่ ตีพ่อตีแม่ จะต้องกลายเป็นเปรต ปากเท่ารูเข็ม มือเท่าใบตาล คนดีจะได้ขึ้นสวรรค์ไปเป็นเทวดา แต่สำหรับเรื่องนิพพานเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน เพราะเห็นมีก็แต่พระสงฆ์เท่านั้นเองที่ยายเล่าให้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเมื่อข้าพเจ้าอายุถึง 60 ปี ก็จะเริ่มหันหน้าเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง

เมื่อเรียนจบมัธยมปีที่ 3 ไม่มีใครส่งให้เรียนต่อ แม่จึงส่งข้าพเจ้าไปทำงานโรงแรมของป้าผู้ซึ่งแต่งงานกับชาวต่างชาติ ที่ จ.ภูเก็ต เด็กบ้านนอกก็ได้เข้าไปอยู่ในโลกแสงสี ข้าพเจ้ามัวเมามิใช่น้อย เข้าผับ เข้าเธคตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ใดข้าพเจ้าก็จะไม่ทำ นั่นคือการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แม้ว่าจะมีคนชวนสักแค่ไหน ก็ไม่อาจสั่นคลอนข้าพเจ้าได้ เป็นเวลาถึง 2 ปีทีเดียวที่เที่ยวอย่างเด็กใจแตก หลงแสงสี แต่เมื่อข้าพเจ้าเก็บเงินจากการทำงานได้จำนวนหนึ่ง จึงบอกแม่ว่าจะกลับไปเรียนต่อที่สุพรรณฯ แม่และยายตกลง ทุกคนคาดไม่ถึงกับการที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในพริบตา

การกลับมาเรียนต่อทำให้ข้าพเจ้าเป็นผู้หลงใหลในหนังสือ การได้หนังสือเปรียบได้ดั่งขนมหวาน สมัยนั้นหนังสือส่วนมากออกแนว วรรณกรรมเยาวชน วรรณกรรมแปล นิยายแปล นิยายประโลมโลกไปซะงั้น ข้าพเจ้าอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่เว้นแม้แต่หนังสือห่อถุงกล้วยแขก แม้ข้าพเจ้าจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติทั่วไป แต่ก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบการอยู่คนเดียว ไม่ชอบการต่อแถวเพื่อซื้อของ ไม่เห่อหนังดังที่ใคร ๆ ต้องไปดู ไม่ดูทีวี และฟังเพลง ไม่ไปเที่ยวที่คนไปเยอะในช่วงเทศกาล ไม่ทำในสิ่งที่คนอื่นฮิต เช่น การใช้ไอโฟน เป็นต้น แม้ผู้อื่นจะว่าข้าพเจ้าเป็นคนแปลกประหลาด แต่ไม่เคยสนใจ กลับคิดเสียอีกว่าเราเกิดมาเพื่อไม่เหมือนใครนี่นา

แต่ในช่วงชีวิตการทำงาน ข้าพเจ้าก็คงเหมือนอีกหลาย ๆ คนทั่วไป อยากรวย อยากมีเงินเยอะ ๆ อยากซื้อนู่น ซื้อนี่ ซื้อนั่น พอทำกิจการของตัวเอง ก็กลัวว่าจะไม่มีลูกค้า จึงสรรหาเครื่องรางของขลังมาบูชาเต็มไปหมด ใครว่าอะไรดีบูชาหมด แต่ไม่ทำอะไรที่ต้องลำบากเด็ดขาด เช่น ต้องออกเดินทางไปไหว้ที่นู่นที่นี่ กิจการก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ความรักก็ทุกข์ตรมเพราะความคาดหวังของตัวเอง จนข้าพเจ้าเริ่มหันมาศึกษาธรรมะ แต่ก็ยังไม่คิดที่จะปฏิบัติธรรม เพราะความตั้งใจคือจะไม่ยอมเข้าทางธรรมเพราะทุกข์เด็ดขาด จะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีจิตใจที่มั่นคงและพร้อมที่จะศึกษาธรรมแล้วเท่านั้น

ตัวข้าพเจ้าเองไม่ค่อยรู้จักเกจิอาจารย์ดังสักเท่าใด จึงเชื่อแต่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก มีแต่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี จากคำสอนที่ว่า “บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะช่วยเจ้าได้” ประโยคนี้ชอบมาก ทำให้ข้าพเจ้าไม่เคยท้อต่อการทำความดี ยึดมั่นในความดี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน 2 ครั้ง ครั้งแรกได้มีโอกาสเข้ากราบหลวงพ่อจรัญด้วยความบังเอิญ มีคนบอกว่าโชคดีมากนะ มาครั้งแรกได้กราบท่านเลย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของท่านได้ แต่การศึกษาธรรมะจากท่านทำให้จิตใจสงบลง ผ่านไปหลายปีจนธุรกิจการงานเริ่มดีขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจชีวิต ความรักก็เริ่มลงตัว

“ในที่สุดก็ถึงเวลา” ต้นปี 2560 จู่ ๆ ในจิตของข้าพเจ้าก็บอกขึ้นมาว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องออกภาวนา” ข้าพเจ้าจึงไปภาวนากับครูท่านหนึ่ง 4 วัน 3 คืนปลายเดือนมีนาคม แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่ตามหา ข้าพเจ้าจึงเริ่มหาซื้อหนังสือธรรมะมาอ่าน ได้พบกับหนังสือชุดของพระพรหมโมลี มีอยู่ท่อนหนึ่งในหนังสือที่ทำข้าพเจ้าต้องร้องไห้โฮ และคิดว่าทำไมพระพุทธองค์ถึงเสียสละได้ถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าร้องไห้พร้อมกับกราบไป และคิดว่ากราบแค่เพียง 3 ครั้งช่างน้อยเหลือเกินกับความเสียสละของพระพุทธองค์ เมื่ออ่านต่อไปเรื่อย ๆ จึงพบกับคำว่า “นิพพานปฏิปทา คือ วิปัสสนากรรมฐาน” ข้าพเจ้าก็ปิ๊งขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นจะออกตามหาอาจารย์ผู้สอนวิปัสสนากรรมฐาน ไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน ไปรับวิชากรรมฐาน เอามาฝึกเอง พระวัดป่าท่านยังทำได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ เราคงมีเวลาฝึกได้สัก 20 ปี คงจะได้อะไรบ้างล่ะน่า” คาดว่าสมัยเด็กข้าพเจ้าคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ข้าพเจ้าจึงคิดง่าย ๆ แบบไม่มีตรรกะอะไรซับซ้อนตามสไตล์

ช่วงสงกรานต์ที่ใคร ๆ ก็หยุดไปต่างจังหวัดกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ไปไหน จึงเดินเข้าร้านหนังสือไปหาหนังสือธรรมะมาอ่าน เดินไปที่ชั้นหนังสือแผนกศาสนา หนังสือทั้งชั้น ข้าพเจ้าเห็นเพียงเล่มเดียว “ฆราวาสบรรลุธรรม” เมื่อหยิบขึ้นมา พลิกดูราคา 140 บาท ข้าพเจ้ากรีดร้องในใจตามประสาคนบ้าหนังสือว่า “หนังสือเล่มหนาขนาดนี้ 140 บาท ไม่ซื้อก็บ้าแล้ว!!” เมื่อกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็อ่าน อ่านไปสักพัก ตบเข่าฉาดเลย “นี่ล่ะทางของเรา! คนผู้นี้แหละที่จะมาเป็นวิปัสสนาจารย์ของเรา!!” ข้าพเจ้าเรียกท่านว่า ท่านอาจารย์ โดยที่ยังไม่ได้เป็นศิษย์เสียด้วยซ้ำ ท่านอาจารย์ว่าหนังสือนิยายประโลมโลกทั้งหลายเป็นนันทิ เราต้องละนันทิ ข้าพเจ้าเดินเข้าห้องสมุดย่อม ๆ ของตัวเอง เอาหนังสือออกมาบริจาคทันที แต่ยังไงก็ยังไม่หมดสักที ข้าพเจ้าเลยเอาไปบริจาคให้ห้องสมุดของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ชาวบ้านชาวช่องฮือฮา ด้วยหนังสือกว่า 200 เล่ม และหนึ่งในหนังสือชุดนั้นคือเพชรพระอุมา หนังสือในตำนานที่หนอนหนังสือทุกคนต้องมี มีแต่คนถามว่าไม่เสียดายเหรอ ทุกคนไม่เว้นแม้แต่สามีผู้ไม่ชอบอ่านหนังสือยังเสียดายแทน

แต่ข้าพเจ้าคิดว่าได้เลือกทางเดินแล้ว มีความเชื่อมั่นต่อท่านอาจารย์ สิ่งที่ท่านอาจารย์บอกเล่าในหนังสือไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ขยายความในสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยรู้มาก่อนให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ท่านอาจารย์ไม่ได้สอนอะไรที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธองค์ สิ่งที่ท่านอาจารย์สอนเป็นวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าเพิ่งเจอครั้งแรกนี่ล่ะที่สอนธรรมะให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ ข้าพเจ้ารีบเขียนใบสมัครส่งทันที และไม่ลืมชวนเพื่อนไปด้วยกัน

คอร์สอานาปานสติเดือนมิถุนายน พอปลายเดือนทราบข่าวท่านอาจารย์ล้มเจ็บ ใจหล่นไปถึงตาตุ่ม น้ำตาคลอเบ้า ข้าพเจ้าจะสิ้นวาสนาแต่เพียงเท่านี้เหรอ ในใจค้านอย่างแรง ท่านอาจารย์จะต้องไม่เป็นอะไร ท่านอาจารย์จะต้องหายดี ข้าพเจ้าร้องไห้เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ท่านอาจารย์หายดี และในที่สุดวาสนาของข้าพเจ้ายังไม่สิ้น ข้าพเจ้าได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาในเดือนกันยายน คืนก่อนรับกรรมฐาน พอล้มตัวลงนอน ก็เห็นหน้ากากปีศาจแบบญี่ปุ่นมากันเป็นแผงยังกะจะเอามาขายเลย ข้าพเจ้าเอ่ยถามว่า กลัวข้าพเจ้ามากนักหรือไง ถึงได้ยกกันมาเป็นขบวน

รุ่งขึ้นวันรับกรรมฐาน ระหว่างนั่งรอท่านอาจารย์ขึ้นมาบนเรือนปฏิบัติ ข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก ท่านอาจารย์เดินขึ้นเรือนมา ลมพัดผ้าคลุมและชายกระโปรงสีขาวของท่านปลิวไสว โอโห้..ท่านอาจารย์เหมือนจอมยุทธ์ในหนังจีนเลย ในจิตของข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นมาว่า “ในที่สุดก็ได้เจอเสียที ไม่รู้รอมาตั้งกี่ภพกี่ชาติแล้ว”

หลังจากรับกรรมฐานแล้วเริ่มปฏิบัติ ข้าพเจ้าร้อนจนเหงื่อหยด เปียกโชกไปทั้งตัว สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง ก็ได้รู้ได้เห็น เห็นกองทัพเทพกับกองทัพมารสู้กัน นี่มันสุดยอดเคล็ดวิชาชัด ๆ ข้าพเจ้าช่างโชคดีเหลือเกิน นั่ง ๆ ไป ข้าพเจ้าเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ในจิตบอกว่า คือ หลวงปู่ทวด ข้าพเจ้าก็ว่า แล้วหลวงปู่ทวดมายังไง จิตกระหวัดไปที่โต๊ะหมู่บูชาของยาย ยายบูชาหลวงปู่ทวด และบอกเล่าอิทธิฤทธิ์อภินิหารของหลวงปู่ทวดให้ฟังเสมอ แต่ลืมไปแล้ว ข้าพเจ้าร้องไห้ดีใจ หลวงปู่ทวดไม่ลืมข้าพเจ้า มาให้กำลังใจข้าพเจ้าในการออกเดินทางครั้งแรก ข้าพเจ้ามีกองเชียร์ดีขนาดนี้ ก็ต้องสู้อย่างเดียวเท่านั้น ความรู้สึกตอนนั้นเปรียบเหมือนนักมวยกำลังขึ้นสังเวียน ท่านอาจารย์เป็นครูฝึก เป็นพี่เลี้ยงนักมวย พระอาจารย์ หลวงปู่ทวดและคนอื่น ๆ เป็นกองเชียร์ ข้าพเจ้าแพ้ไม่ได้เด็ดขาด จะให้ท่านอาจารย์เดินก้มหน้าออกจากสนามเพราะลูกศิษย์แพ้ไม่ได้ ตายป็นตาย! จบ 2 ชม. ข้าพเจ้าก็ปางตายจริง ๆ หน้าแทบจะฟุบลงบนชามข้าวเลยทีเดียว

เมื่อกลับมาถึงบ้านข้าพเจ้าปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ เกิดสภาวธรรมมากมาย นั่งน้ำลายหยดติ๋ง ๆ เป็นเดือน ๆ ต่อมาก็นั่งอาเจียนจนข้างบ้านยังได้ยิน จากนั้นก็เรอตลอดชั่วโมงภาวนา แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจ ถึงเวลาภาวนาก็ต้องภาวนา จนวันหนึ่งข้าพเจ้าได้เห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักในขณะนั่งภาวนา ในจิตบอกว่าหลวงพ่อสด เห็น 2 วันติดกัน ข้าพเจ้าจึงไปค้นกูเกิลดูว่า มีพระสงฆ์รูปใดชื่อหลวงพ่อสดบ้าง แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร ปรากฏว่ามีหลวงพ่อสดจริง และหน้าตาเป็นอย่างที่เห็นจริง หลวงพ่อสด เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าได้แต่สงสัยว่า ไม่รู้จักท่าน ไม่ได้บูชาท่าน แล้วท่านมาอย่างไร จึงเสาะหาประวัติของท่านอ่านดู จึงพบว่า ท่านเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรีเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ท่านคงมาให้กำลังใจคนบ้านเดียวกัน

ผลจากการปฏิบัติธรรมทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนมีความอดทนมากขึ้น ทนแดด ทนฝน ทนเหนื่อย ทนรอได้ ตั้งใจจะทำอะไรจะมุ่งมั่นทำจนเสร็จ มีความเกรงใจมากขึ้น เกรงใจกระทั่งมดและแมลง อารมณ์โกรธ หงุดหงิดฉุนเฉียวบรรเทาเบาบางลง ปล่อยวางกับเรื่องราวรอบตัวได้มากขึ้น เข้าใจชีวิต ให้อภัยกับความผิดพลาดของคนอื่น เริ่มทำตัวกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก ลด ละ เลิกการชอปปิงสินค้าแบรนด์เนม เลิกใช้สินค้าที่ทำด้วยหนัง ที่มีอยู่ยกให้คนอื่นทั้งหมด เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่โป๊เกินงาม ก็โละออกหมด กางเกงยีนส์ขาด ๆ ก็เอาไปปะ ทุกคนรอบข้างงุนงงกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของข้าพเจ้า ซึ่งแตกต่างจากแต่ก่อนราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว

แม้การปฏิบัติธรรมจะมีมารมาขวางบ่อย ๆ มาในทุกรูปแบบ จากครอบครัว จากการงาน จากปัญหาสุขภาพ ก็แก้ปัญหากันไป แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ท้อแท้หรือคิดมากอะไร เพราะถือว่า ฝั่งโน่นเขามีหน้าที่ขวาง เขาก็ทำหน้าที่ของเขา ส่วนเรามีหน้าที่ฝ่า เราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา แล้วยิ่งเขาให้เกียรติมาขวางเรานี่ ยิ่งต้องภูมิใจว่าเรามีดีพอ เขาถึงมาขวาง ฉะนั้นต้องทำตัวให้คู่ควรกับการที่เขาให้ค่าเรา

ตัวเราเองไม่มีทักษะพิเศษอันใดเลย จนบางครั้งรู้สึกท้อกับตัวเองซะเหลือเกิน ช่วยกิจการงานของสายธรรมไม่ได้เลย แค่คิดเท่านั้น ท่านอาจารย์ก็โพสต์เรื่องทักษะที่ทุกคนมี แต่หากผู้ใดไม่มีก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรเลย ก็ให้ใช้ความกตัญญูที่ไม่มีอะไรมาโค่นล้มได้เป็นฐาน เป็นคำตอบที่เป็นที่สุดของกำลังใจจากท่านอาจารย์ สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วท่านอาจารย์ก็คือแม่ ข้าพเจ้าเกิดทางธรรมเพราะท่าน ต่อให้ถูกดุด่าก็ไม่หันหลังให้แม่เด็ดขาด มีผู้ใดตัดขาดกับแม่ได้อย่างนั้นหรือ คงไม่ใช่ข้าพเจ้าแน่ แม้สมัยยังเด็ก แม่พร่ำสอนให้เกลียดพ่อ เฉกเช่นที่แม่เป็น แต่ยายสอนข้าพเจ้าเสมอว่า ต่อให้พ่อของเราเป็นสุนัข เขาก็ยังคงเป็นพ่อของเรา!

ในการปฏิบัติธรรมนี้ข้าพเจ้าไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากการปฏิบัติเลย ก็การปฏิบัติธรรมเขาสอนให้เราละมิใช่หรือ เรามีหน้าที่ทำ ก็ทำไป เดินได้เพียงทีละก้าว ก็จะเดิน ต่อให้เดินไม่ได้จนถึงต้องคลาน ก็จะคลานไป ความมุ่งหมายของข้าพเจ้ามิได้มีไว้เพื่อปฏิบัติธรรมเพียงหนึ่งหรือสองเดือน เพียงปีหรือสองปี ข้าพเจ้าคิดปฏิบัติธรรมไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ข้าพเจ้าได้ปักดาบบนเส้นทางสายธรรมเตโชวิปัสสนานี้แล้ว ก็ฟ้าลิขิตมาให้ข้าพเจ้าได้พบทางแล้วมิใช่หรือ บนเส้นทางนี้ข้าพเจ้ามิได้เดินไปเพียงลำพัง มีพี่น้องร่วมเดินทางไปด้วย ต่อให้ล้มข้าพเจ้าก็ต้องลุกและจะแพ้ไม่ได้

ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่ทวด หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม หลวงพ่อสด พระมงคลเทพมุนี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขอน้อมกราบพระอาจารย์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และขอน้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในความเมตตากรุณาอันหาที่สุดมิได้
ขอน้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

20 thoughts on “ฟ้าลิขิต

  1. ขอน้อมกราบท่านอาจารย์เหนือเศียรเกล้า
    ขอน้อมอนุโมทนาในโอกาสได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ตามหา และในธรรมทานประสบการณ์ ในการปฏิบัติภาวนาในสายธรรม แห่งเตโชวิปัสสนาค่ะ

    ถูกใจ

  2. ขอน้อมอนุโมทนาวาธุกับธรรมที่แจ้งในตน. และสามารถเปลี่ยนตนเองได้ขนาดนี้ ทำให้อ่านแล้วมีแรงกระตุ้นในการที่จะเราจะขยันหมั่นเพียรภาวนาค่ะ สาธุในธรรมค่ะ

    ถูกใจ

  3. น้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานประสบการณ์ธรรมอันเป็นแรงบันดาลใจให้สู้ต่อไปในเส้นทางหลุดพ้นนิพพานนี้ด้วยค่ะ

    ถูกใจ

  4. เป็นประสบการณ์ทางธรรมที่น่าตื่นเต้นและเป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจให้พากเพียรปฏิบัติ และรักษาความกตัญญูไว้ยิ่งค่ะ น้อมอนุโมทนาสาธุค่ะ

    ถูกใจ

  5. อ่านแล้วโดนจิตโดนใจมากค่ะ ขอน้อมอนุโมทนายิ่งในธรรมทานและในธรรม ที่ได้ถึงแล้วของคุณสรัญญาค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ

    ถูกใจ

  6. เป็นวาสนาแล้วที่ได้พบครูบาอาจารย์ ที่มีปฏิปทามั่นคง สอนธรรมให้ตรงตัว ขอน้อมอนุโมทนาสาธุค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.