ประสบการณ์ภาวนาคุณแพรววไล

ดิฉันสมัครเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานในวันที่ 10-15 ธันวาคม 2561 แต่เนื่องด้วยคุณพ่อสามีป่วย และอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ตามที่นายแพทย์ที่ดูแลรักษาประเมินไว้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ดิฉันจึงเรียนปรึกษากัลยาณมิตรท่านหนึ่ง กัลยาณมิตรท่านนั้นแนะนำว่า ดิฉันควรกลับมาทำหน้าที่ฆราวาส 100% คือ ลดทุกบทบาทหน้าที่อาสาทุกอย่างเสียก่อน ซึ่งในขณะนั้น คือ หัวหน้าทีม Research ทีมค้นหารายชื่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จาก 15 ประเทศทั่วโลก เพื่อพิจารณาที่จะนำส่งหนังสือ Top Ideas in Buddhism and the Famous Stories in Buddha’s Time หนังสือธรรมะภาคอังกฤษเล่มแรกของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ดิฉันรู้สึกหนักใจกับการเข้าคอร์ส ถึงแม้จะเป็นครั้งต่อไป คิดว่าต้องทำอย่างไรให้คนรอบข้างเข้าใจและอนุญาตให้ไปเข้าคอร์สปฏิบัติ กัลยาณมิตรท่านนั้นได้กล่าวกับดิฉันว่า “การที่เราเข้าคอร์สนั้น จริง ๆ แล้วเราเข้าคอร์สเพื่อผู้อื่น” เมื่อได้ฟังประโยคนั้นดิฉันก็ร้องไห้โฮ เพราะไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่คำนี้กระแทกจิต การที่เราไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเป็นการที่เราทำเพื่อผู้อื่นหรอกหรือ? แม้ไม่เข้าใจชัดแจ้งในคำกล่าวนี้ แต่รู้สึกประทับใจมาก อาจจะเป็นในยามที่อ่อนแอที่สุด และมีความรู้สึกว่าชีวิตเราถูกนำไปผูกขึ้นอยู่กับคนอื่นอีกมากมายอีกครั้ง จนแทบจะไม่มีอิสระในการเลือกหรือทำอะไรในชีวิตของตนเองเลย ในช่วงเวลาของการทำหน้าที่สมบูรณ์ แต่นับเป็นความโชคดีที่ประเพณีไว้ทุกข์ (จีน) ต่าง ๆ ได้ถูกย่นระยะ จึงทำให้การเข้าคอร์สในวันที่ 14-20 ในเดือนมกราคมเป็นไปได้โดยง่ายดายด้วยความเข้าใจและการได้รับอนุญาตจากคู่ชีวิต ทั้งที่เขาต้องทำธุรกิจด้วย ดูแลบ้าน ดูแลลูก ๆ แต่ก็อนุญาตและเต็มใจให้ไป ซึ่งดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจ รู้สึกขอบคุณเขาและลูก ๆ เป็นอย่างยิ่ง

การเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานในวันที่ 14-20 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นคอร์สที่ 3 ในวันแรกนั้น นิวรณ์ 5 เข้าครอบงำและตกภวังค์ เนื่องจากต้องปรับความเคยชินกับอากาศอีกครั้ง

กระทั่งวันที่ 3 ของการปฏิบัติ ท่านอาจารย์มาถึงและได้ขึ้นตั่งสอนตั้งแต่ช่วงเช้า โดยคอร์สนี้เป็นคอร์สศิษย์ใหม่ ท่านอาจารย์จึงเมตตาสอนตั้งแต่ การประกบมือให้สนิท สอนอย่างละเอียด ดิฉันจึงสามารถจดจ่อจุดสัมผัสได้เป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลาที่ท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ กลับเกิดสังขารของความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ทำไมเราทำความดี และดีมากแล้ว แต่เราไม่ได้ ทำไมคนอื่นไม่ได้ทำอย่างเราถึงได้ดี แล้วสิ่งที่เราควรจะได้ แต่กลับไม่ได้เจ้าคะ” ท่านอาจารย์เมตตาตอบว่า “นั่นเป็นเพราะว่า เราเคยเป็นผู้ไม่เห็นความดีของผู้อื่นมาก่อน ผู้อื่นที่เคยทำดีกับเราแต่เรากลับละเลยเขาไป” และที่สำคัญที่สุด “ความน้อยเนื้อต่ำใจแท้ที่จริงแล้ว คือความริษยาที่ฝังอยู่ในจิตนั่นเอง” ท่านเมตตาบอกต่อไปอีกว่า “ถือว่าเป็นสภาวธรรมที่ดีที่สังขารของความริษยาผุดขึ้น เพื่อให้เราเพียรชำระความริษยานี้ออกจากจิต” ความริษยาถือเป็นกิเลสในหมวดที่ฝังรากลึกกว่า ความโกรธ ในหมวดโทสะที่ฝังในธาตุดินที่สามารถชำระได้ง่ายกว่า ส่วนริษยาถือเป็นโมหะที่ฝังแฝงในธาตุน้ำจึงเผาชำระได้ยากกว่า และเป็นกิเลสตัวขวางนิพพานตัวฉกาจ และสามารถกลืนกินความดีงามจิตกตัญญูต่าง ๆ ทั้งหมดอย่างง่ายดาย จึงเป็นโอกาสที่ดิฉันจะได้เพียรเผาชำระความริษยานี้ ท่านอาจารย์ได้เมตตาบอกว่า “ถือเป็นสิ่งที่ดี” อีกทั้งดิฉันมีความรู้สึกอยากร้องไห้และร้องไห้ตลอดเวลา นับตั้งแต่ท่านอาจารย์ขึ้นตั่งสอน ซึ่งท่านอาจารย์ได้เมตตาบอกว่า “ดีแล้ว ถือเป็นสภาวะที่ดีอีกเช่นกัน” ทำให้ดิฉันรู้สึกสุขใจ สบายใจมากที่สอบอารมณ์วันแรกผ่านไปด้วยดี

ในวันที่ 4 ท่านอาจารย์ถามว่ามีความร้อน มีสังขารผุด มีเวทนาหรือไม่? ดิฉันตอบท่านว่า ไม่มี ขณะที่ผู้อื่นมีความตั้งมั่น และยกจิตถึงมหาสติได้ ทำให้รู้สึกว่า ผิดหวังกับตัวเองอย่างมาก จากนั้น เริ่มมีความคิดและเสียงเข้ามารบกวนจิตใจของดิฉันอย่างมาก ต่างจากการสอบอารมณ์วันแรกโดยสิ้นเชิง รู้สึกเริ่มสูญเสียกำลังใจทีละน้อย ๆ แต่ยังขอทำตนเป็นประโยชน์ ด้วยการขัดถูพื้นทางเดินให้สะอาดสะอ้าน เพื่อยังจิตให้เกิดความสบายตาสบายใจแก่ผู้ปฏิบัติท่านอื่น

ปฏิบัติวันที่ 5 ดิฉันได้ไปขอถอนคำสาปแช่ง ขอถอนคำพยาบาทต่าง ๆ กับผู้ที่เคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจ เมื่อกล่าวถึงชื่อ น.ส.เอ (นามสมมุติ) และกล่าวถึงว่า “ขอให้ท่านได้รับบุญเสมอกับข้าพเจ้า ขอให้ท่านถึงธรรมถึงการหลุดพ้นเสมอข้าพเจ้า” ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามันยากที่จะกล่าวคำนั้นออกจากปาก จิตที่ผุดขึ้นมีแต่คำว่า “ไม่ยุติธรรมเลย” “ทำไมเขาถึงจะได้รับบุญเท่ากับเรา” “ทำไมเขาถึงสมควรจะได้รับธรรมแท้เหมือนที่อย่างดิฉันได้รับ” ใจหนึ่งรู้สึกยากที่จะกล่าวคำนั้นและมีความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมาในใจ แต่เมื่อกล่าวได้แล้วว่า “ขอให้ท่านได้รับคุณเสมอข้าพเจ้า ขอให้ท่านได้พบธรรมแท้เสมอข้าพเจ้า” เมื่อกล่าวจบก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งและเริ่มตระหนักรู้ว่า ความรู้สึกพยาบาทชิงชังโกรธแค้นที่จริงมาจากจิตริษยา ซึ่งต้องเพียรเผาชำระออกไป และเมื่อเราสามารถกล่าวแบ่งบุญให้กับผู้ที่เราชิงชังให้รับบุญเสมอกับเรานั้น มันยกระดับจิตใจ โปร่งโล่งเบาขึ้นทันที เพราะเท่ากับเราได้ให้อภัยทาน การที่มีคู่อาฆาตต่อกัน ถือว่า ครั้งหนึ่งเพราะเราเคยทำกรรมเช่นนั้นกับเขาก่อน เมื่อถึงเวลาเราต้องรับผลนั้นที่เราสร้าง ส่วนเขากระทำไม่ดีต่อเรา เขาย่อมได้รับผลกรรมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จิตเดิมของทุกคนเป็นจิตที่สว่าง สะอาด ต้องการหลุดพ้นทั้งสิ้น ดังนั้นทำให้ดิฉันเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ทันทีว่า ที่จริงสาเหตุมาจาก “เรา” ดิฉันจึงปรารถนาจะแบ่งบุญแบบไม่มีข้อยกเว้น การให้อภัยได้ ถือว่าชนะตนเอง ชนะต่อกิเลส สามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น และได้ดำเนินตามรอยพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น”

“ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงหลุดพ้นเถิด จงหลุดพ้นเถิด จงหลุดพ้นเถิด” คำแผ่เมตตาในวันแบ่งบุญจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

หลังจากได้ภาวนาใต้ต้นโพธิ์แล้วก็กลับไปปฏิบัติที่เรือนในชั่วโมงเช้า ไม่สามารถตั้งจิตมั่นได้เลยในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกผิดหวังเสียใจอย่างยิ่ง รู้สึกโกรธตนเอง โกรธมือตัวเองว่า “ทำไมไม่ร้อนสักที” เมื่อมองที่มือทั้งสองของดิฉัน ก็มีจิตผุดขึ้นมาที่ว่า มือทั้งสองนี้ได้สร้างคุณงามความดีมามากมาย สมควรที่จะกล่าว “ขอบคุณ” อย่างสุดซึ้งมากกว่าการกล่าวโทษ ดิฉันรู้สึกอายมาก รู้สึกผิดหวังในตัวเองอย่างยิ่ง รู้สึกอยากจะหนีออกจากสถานปฏิบัติเลย ในเวลานั้นจิตหนึ่งคิดว่าจะหนีออกไปข้างนอกแล้ว “อยากจะแทรกแผ่นดินหนี” วันนี้ ท่านอาจารย์สอนการยกกำลังจิตขึ้นสู่มหาสติ แต่ดิฉันไม่อาจตั้งสติได้เลย **ดิฉันเหมือนถูกล้มกระดาน** รู้สึกขึ้นมาเลยว่า..ไม่อยากจะทำอะไรอีกเลย อยากจะขอลาออกจากงานทุกอย่างที่เคยอาสาทั้งหมด อยากจะหยุดเขียนเล่าประสบการณ์ โกรธตนเอง รู้สึกโทษตนเอง รู้สึกตัวเองไม่คู่ควรกับสายธรรมกับท่านอาจารย์ ที่ท่านเมตตาสอนด้วยความเมตตา ด้วยความรักอย่างที่สุด แต่จิตหนึ่งผุดขึ้นมาว่า
*ตอนนี้เราเข้าใจความรู้สึกของศิษย์อกตัญญูผู้ออกนอกทาง ออกจากทาง*
*ไม่เกี่ยวกับสายธรรมเลยไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์เลย*

มูลเหตุจริง ๆ แล้ว เกิดจากความรู้สึกผิดต่อตนเอง ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่คู่ควร ไม่สมควรที่จะอยู่ในสายธรรมที่ท่านอาจารย์ผู้มีความเมตตาอันไม่มีประมาณต่างหาก รู้สึกหมดแรงหมดกำลังใจ ไม่อยากทำอะไรเลย แม้แต่การรับประทานอาหารกลางวัน แต่แล้วจิตหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “อะไรนะ เราอยากจะลาออกจากการเป็นอาสา ทุกอย่างอันนั้นคือความดีงามทั้งหมด” จิตจึงผุดคำว่า ความคิดนั่นเป็นของกิเลส ความคิดอะไรที่จะขวางทางเรา ขวางการทำความดีของเรา นั่นคือ กิเลส ทั้งสิ้น จึงปลอบใจตนเองว่า “ทานอาหารให้อิ่มก่อนเถิด แม่มีอาหารเตรียมพร้อมไว้ ขนมนมเนยทานให้อิ่ม” “เจ้าจะได้มีกำลังในการประหารกิเลสต่อไป” มื้ออาหารจากแม่ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจและถึงกับน้ำตารื้น

เสมือนถือกระดาษคะแนน 0 เต็ม 10 เพื่อรอการสอบอารมณ์จากท่านอาจารย์ ดิฉันรายงานกับท่านอาจารย์ทุกอย่างว่า “ศิษย์ไม่สามารถตั้งมั่นได้เลยเจ้าค่ะ” และ “อยากจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่อยากทานข้าว ไม่อยากทำอะไรเลย จะลาออกจากการเป็นอาสาทุกอย่าง” “อยากจะหยุดเขียนทุกเรื่องราวเพราะรู้สึกอับอายเหลือเกินเจ้าค่ะ” ท่านอาจารย์เมตตาตอบว่า “ก็แค่ยอมรับ แค่เรายอมรับในความผิดพลาดนี้เท่านั้นเอง” แล้วก็เริ่มต้นใหม่ ตั้งต้นใหม่ ถ้าวันนี้ตั้งมั่นไม่ได้ก็กลับไปเริ่มต้นเหมือนที่ท่านอาจารย์สอน เริ่มต้นใหม่เลย ก้าวทีละก้าว ก้าวน้อย ๆ ทีละก้าว ท่านอาจารย์สอนว่า ดีแล้วที่สังขารนี้ผุดขึ้นมา กิเลสตัวนี้เกิดขึ้นมา ก็เพื่อให้เราเป็น คนไม่ติดดี เมื่อทำความดียิ่งเมื่อทำสิ่งที่ผู้คนสรรเสริญ เราขอ น้อมรับ แล้วก็ วาง วางความดีนั้นลง สิ่งที่ทำให้กลับมามีกำลังใจ คือ ความเข้าใจที่ท่านอาจารย์มีให้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แต่ขอเพียงแค่ เรายอมรับ เราก็จะสามารถเริ่มต้นและตั้งต้นได้ใหม่ การที่เราจะยอมรับตัวเองได้นั้น เพราะเราได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์พูดคำว่า “ขอแค่ยอมรับมัน” ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจมาก

ดิฉันได้รายงานท่านต่อไปว่า “คนเราเก่งในที่หนึ่ง อาจจะเป็นคนที่ไม่เก่งเลยในอีกสถานที่หนึ่งก็ได้” ดิฉันได้รับความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจ อย่างเต็มเปี่ยมจากท่านอาจารย์ จึงทำให้ดิฉันกลับมาตั้งมั่น โดยเริ่มจากการตั้งมั่นทีละครึ่งชั่วโมงค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป โดยที่เราไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แต่เปรียบเทียบกับตนเองว่าจากเดิมที่เราปฏิบัติได้เพียง 10 นาที จากเดิมที่เราไม่เคยปฏิบัติภาวนาที่บ้านเลย จากเดิมไม่เคยขึ้นอาสนะในชีวิตประจำวัน บทเรียนการถูกล้มกระดานครั้งนี้ ยังทำให้เกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า ดิฉันเข้าใจศิษย์ที่ออกนอกทางเลยว่า จริง ๆ แล้ว พวกเขารู้สึกผิดต่อตนเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับสายธรรมหรือท่านอาจารย์เลย นับว่าดิฉันยังมีบุญวาสนาที่เกิดความรู้สึกนี้ ในสายตาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทำให้ความดีมาสะกิดใจอยู่ว่า สิ่งนี้ คือ กิเลส

ในโอกาสที่ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากะ ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ดิฉันได้กล่าวเปิดประชุมกะและกล่าวกับอาสาทุกท่านว่า “อะไรที่ขวางการทำความดีของเรา ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความกังวลใจ ความไม่มั่นใจต่าง ๆ” ทางโลกเรียกว่า ลิตเติลวอยซ์ (Little Voice) ทางธรรม เรียกว่า กิเลส ขอให้ก้าวข้ามเสียงในหัวนั้น และมั่นใจออกมาทำความดีในหน้าที่ของตน หน้าที่อื่น หรือในหน้าที่ใหม่ที่ได้รับมอบหมาย “คุณจะทำได้แน่นอน ขอเพียงเชื่อมั่นเช่นนั้น” คำพูดหลักคำนี้ได้ผุดขึ้นมา ทำให้ดิฉันกล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยความผิดพลาดของตนเอง เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจและเป็นธรรมทาน และเป็นประสบการณ์ต่อผู้อื่น ทุกคนสามารถเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเอง แล้วสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองเป็นนั่นแหละ คือ ความสมบูรณ์ ท่านอาจารย์จึงเมตตาสอนว่า ขอให้ยอมรับมัน เข้าใจ แล้วก็วางความผิดหวัง ความรู้สึกพลาดเหล่านั้น ให้เปลี่ยนปัญหาต่าง ๆ เวทนาต่าง ๆ เป็นโอกาส ทุกสิ่งเป็นสะพาน ให้ก้าวข้ามเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

นี่คือ สิ่งที่เราจะต้องชำระล้างอันดับแรก คือ การไม่ยึดติดต่อการทำความดี เป็นวาสนาของดิฉันมากที่ได้มาเข้าคอร์สนี้ ทำให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่เพื่อยกระดับจิต เพื่อเผาและชำระล้างความยึดมั่นถือมั่นในการทำความดีของตนเอง และทำให้เข้าใจคนอื่นที่เราเคยมองข้ามความดีงามนั้น ให้กลับมาเห็นคุณค่าของทุกคน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร มีคำพูดของนักประดาน้ำชาวต่างชาติที่ช่วยทีมหมูป่า อะคาเดมี่ จุดประกายให้ดิฉันได้ตระหนักถึงความไม่ยึดติดในความดีงาม เป็นคำพูดที่จะนำมาสอนตนเอง “I am not a hero. I am just in the right place at the right time.” “ผมไม่ใช่วีรบุรุษ ผมแค่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา เท่านั้น” และค่ำคืนนั้น ท่านอาจารย์ได้เมตตาสอนเรื่อง “ขอให้หนักแน่นในการทำความดี” ว่า ความดีที่ยิ่งใหญ่นั้นอาจจะใช้เวลานานในการส่งผล แต่เมื่อได้ส่งผลแล้ว จะส่งผลข้ามพุทธันดรเลยทีเดียว ขอให้หนักแน่นในความดี เสมือนปลูกพืชยืนต้น เช่น มะม่วง กว่ามะม่วงจะออกดอกออกผลให้ได้รับประทานก็ใช้เวลานาน ซึ่งไม่สามารถไปเปรียบเทียบได้กับต้นถั่วเขียว ซึ่งใช้เวลาสั้นในการเจริญเติบโตแต่ไม่ยั่งยืน การสอนในครั้งนี้กระแทกจิตของดิฉันเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ตั้งใจและตั้งมั่นในความหนักแน่นที่จะกระทำคุณงามความดีต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ภาวนาวันที่ 6 ท่านอาจารย์เรียกชื่อดิฉันสอบอารมณ์เพิ่ม ซึ่งดิฉันทราบและเตรียมรายงานท่าน 2 เรื่องสำคัญ โดยเริ่มรายงานว่า หลังจากที่ได้สอบอารมณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันรู้สึกเบากายเบาใจมีความตั้งมั่น มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติภาวนามากขึ้น รวมทั้งมีเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนท่าน 2 เรื่อง คือ 1. ดิฉันขอรักษาโอกาสที่ได้รับมอบหมายให้ทำกิจเพื่อพระศาสนาในทุก ๆ กิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว และกิจที่จะได้รับมอบหมายและโอกาสต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่และสุดกำลัง เรื่องที่ 2. ในตอนที่ดิฉันถูกล้มกระดาน จิตได้ผุดขึ้นมาและทำให้เข้าใจมูลเหตุของการออกจากทางของศิษย์อกตัญญูว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสายธรรมหรือท่านอาจารย์เลย แต่เกิดจากความรู้สึกผิดหวังต่อตนเอง

วันต่อมา เมื่อถึงช่วงเวลาของการอธิษฐานอุทิศบุญ และกล่าวไตรสรณคมน์นั้น รู้สึกได้ถึงกระแสพระรัตนตรัย ทำให้เกิดปีติขนลุกซู่ทั่วทั้งตัว เช่นเดียวกันกับเมื่อวานนี้ กระแสพระรัตนตรัยผ่านมาที่มือแล้วค่อยไปที่แขน และไปจนถึงแผ่นหลังตลอดทั่วทั้งตัว ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ตนเองอย่างยิ่ง ที่การเข้าคอร์สในครั้งนี้ ดิฉันได้รับกระแสถึง 2 ครั้ง

ในช่วงเวลาที่ได้กราบถวายพวงมาลัยแด่ท่านอาจารย์ ดิฉันได้เรียนท่านว่า “ขอให้ท่านอาจารย์มีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีกายและจิตเชื่อมสมานกันจากการต่ออายุขัย” “ศิษย์จักขอเพียรเผาริษยาในใจตน รวมทั้งจะเฝ้าระวังกิเลสในใจตนและความยึดมั่นถือมั่นในความดี จะรักษาโอกาสเพื่อพระพุทธศาสนาที่ได้รับในการทำอาสาต่าง ๆ และจะรักษารัตนะในมือให้อย่างยิ่งยวด” ท่านอาจารย์เมตตาตอบว่า “ขอให้เพียร ระวังกิเลสในตน ขอให้นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ ขอให้หนักแน่น ให้เพียรและถึงพระนิพพาน” “ศิษย์ขอน้อมกราบแทบเท้าท่านอาจารย์ที่รักและเทิดทูนยิ่งเจ้าค่ะ” เป็นวาสนาเหลือเกินที่ได้มาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ ยิ่งกว่านั้น คือโอกาสในการมาทำงานจิตอาสาเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อความยั่งยืนของพระศาสนา 5000 พระวรรษา ในนิทรรศการ Spiritual Life Exhibition ณ พระอารามหลวงสำคัญหลายแห่ง และโครงการ KBO Heal the World เพื่อ…พระศาสนาคงอยู่คู่กับโลก

18 thoughts on “ตัดคลื่นรบกวน

  1. เป็นประสบการณ์ที่ดี และให้กำลังใจกับผู้ปฏิบัติ ให้มีความกตัญญู มุ่งมั่นความเพียร คว้าโอกาสในการได้ปฏิบัติตอบแทนพระคุณและเกื้อหนุนปกป้องพระศาสนาผ่านการเป็นจิตอาสาในงานต่าง ๆ ค่ะ น้อมอนุโมทนาสาธุค่ะ

    ถูกใจ

  2. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานจากพี่ป้อค่ะ อ่านจบสะท้อนตัวเองมากๆเลยค่ะ นุชขอเพียรภาวนาไปด้วยกันค่ะ เราสู้ไปด้วยกันนะค้า

    ถูกใจ

  3. เป็นประสบการณ์ที่ดีมากครับ ความติดดีและความริษยานั้นแนบเนียนจนเราไม่รู้ตัว ขอบคุณ คุณแพรววไล สำหรับการแบ่งปันประการณ์ธรรมด้วยครับ

    ถูกใจ

  4. ได้ความเข้าใจในธรรมมากขึ้น และขอระลึกถึงความเมตตาของท่านอาจารย์อย่างที่สุดครับ เป็นธรรมทานที่ดีจริงๆครับ ขออนุโมทนาครับ.

    ถูกใจ

  5. ความดีงามอันเป็นกุศล มักจะถูกขัดขวางถูกตัดกำลัง ถูกลากให้พ้นจากทาง หากแต่ความหนักแน่นมั่นคง ความกตัญญูกตเวที และความเพียรอย่างยิ่งยวด จักเป็นสิ่งที่พาให้ก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้ ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในประสบการณ์ภาวนาอันเป็นธรรมทานที่ช่วยเตือนสติให้ระลึกรู้เท่าทันและเร่งเพียรชำระจิตยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ

    ถูกใจ

  6. เป็นประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นจิตริษยาที่ถือเป็นด้านมืดที่บางครั้งไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่
    ขอน้อมอนุโมทนาในธรรมทานนี้ค่ะ

    ถูกใจ

  7. เป็นประสบการณ์ธรรมที่ได้เห็นความเป็นจริงของจิตใจ ในความท้อแท้ท้อถอยนั้นเป็นจิตกิเลส ไม่ใช่จิตของผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรม ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับการเขียนการปฏิบัตินี้ให้เป็นธรรมทานครับ

    ถูกใจ

  8. เป็นประสบการณ์ที่ให้ข้อคิดพิจารณามากค่ะ ความริษยาคือกิเลสที่ฝังรากลึกเป็นตัวขวางนิพพาน ขอน้อมอนุโมทนาในธรรมทานค่ะ

    ถูกใจ

  9. ขอขอบพระคุณคุณแพรวไล กับบทธรรมเตือนใจ ให้คอยระวังการรุกคืบของกิเลสในอีกรูปแบบหนึ่ง น้อมอนุโมทนาสาธุครับ

    ถูกใจ

  10. น้อมอนุโมทนาสาธุกับพี่ป้อ ที่แบ่งปันประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ ขอเป็นกำลังให้พี่ป้อทำงานเพื่อการปกป้องและเผยแพร่หนังสือไปให้ทั่วโลกเลยค่ะ

    ถูกใจ

  11. ข้าพเจ้าก็เคยรู้สึกน้อยใจ รู้สึกไม่ดีต่อตนเองที่ปฏิบัติภาวนายังไม่ดีพอ อ่านบทความแล้วทำให้ตระหนักได้ว่า แค่ยอมรับมันเท่านั้น ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานนี้ด้วยค่ะ

    ถูกใจ

  12. เป็นความลวงของกิเลสที่มารบกวนให้เราออกนอกลู่นอกทางจริงๆเลยนะคะ​อหากไม่หนักแน่นและขาดการชี้แนะเราคงไปไม่ถึงฝั่ง​ขอเป็นกำลังใจและสู้ไปด้วยกันค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.