ประสบการณ์ภาวนา ดร.พูลพัฒน์

วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ประกอบวีรกรรมอันกล้าหาญในสงครามด้วยการเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขของคนในชาตินั้น ย่อมต้องมีจิตใจอันยิ่งใหญ่สุดประมาณ การได้มาซึ่งชัยชนะและอิสรภาพของคนในชาติอาจจะต้องแลกกับความเจ็บปวดและความสูญเสียพลัดพรากของใครอีกหลายคน แต่บทเรียนแห่งประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับมีค่ายิ่งแก่อนุชนรุ่นหลัง เพราะเลือดเนื้อและน้ำตาในอดีตได้จารึกให้คนในชาติเกิดสำนึกหวงแหนในหน้าที่ที่จะต้องปกป้องอธิปไตยของชาติตราบจนวาระสุดท้าย ภาพแห่งสงครามในครั้งนั้นนอกจากจะสร้างความรู้สึกอันสะเทือนใจแก่บุคคลผู้เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ยังก่อให้เกิดความผูกพันในห้วงวัฏสงสารอันเสมือนเป็นรหัสกรรมที่นำพาให้เราต้องเดินทางมานับภพชาติเพื่อรอวันที่จะปลดล็อกดวงจิตของตน

ในอดีตสมัยที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่สายธรรม และยังหลงติดนันทิ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ชอบดูหนังประเภทหนังสงครามและหนังแอ็คชัน หนังเรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่อง Braveheart ที่แสดงโดย Mel Gibson ซึ่งในเรื่องรับบทเป็น William Wallace อดีตชาวบ้านผู้รักสงบในดินแดนที่ราบสูงของสกอตแลนด์ แต่กลับต้องยอมจับดาบเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตน และกลายเป็นการต่อสู้เพื่อทวงคืนอิสรภาพของชาติตน ฉากหนึ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจไม่รู้ลืมคือฉากที่ Wallace ปลุกเร้าเหล่าชาวบ้านที่ต่างไม่พร้อมสู้รบและต้องการหนีเอาตัวรอดให้กลับฮึกเหิมออกรบด้วยหัวใจที่ห้าวหาญ กล้าแกร่ง และไม่กลัวตาย เพราะความตายของพวกเขาเป็นการตายเพื่ออิสรภาพที่มีความหมายยิ่ง และไม่ใช่แค่การแก่ตายไปตามธรรมดาของมนุษย์โลก นี่คงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งไปเกี่ยวเอาสังขารในอดีตที่เคยสะสมไว้ของข้าพเจ้าให้ถูกปลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้มาปฏิบัติธรรมในคราวนี้ หลังจากครั้งสุดท้ายที่ได้มาปฏิบัติธรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ข้าพเจ้าได้ประสบกับเหตุการณ์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตและการปฏิบัติของข้าพเจ้าสองเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือ การได้มีโอกาสบวชถวายท่านอาจารย์เพื่อต่ออายุธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์และอยู่ปฏิบัติที่ลานหินป่าโมกข์ ในการบวชคราวนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งจิตน้อมอุทิศถวายบุญจากการบวชแด่ท่านอาจารย์ โดยไม่ปรารถนาสิ่งใดจากการบวชเลย เพียงขอให้ธาตุขันธ์ท่านอาจารย์กลับฟื้นคืนดังเดิม เหตุการณ์ในครั้งนั้นกลับกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตข้าพเจ้าที่ได้ฝึกหัดเคี่ยวกรำจิต ภายใต้การชี้แนะสั่งสอนของพระคุณเจ้าสัญชัย จิตฺตภโล จิตของข้าพเจ้าได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก มากชนิดที่ข้าพเจ้าก็มิอาจเชื่อว่าข้าพเจ้าจะสามารถพัฒนาจนมาถึงจุดนี้ได้ ประกอบกับสหธรรมิกที่มีความกตัญญูผู้ร่วมบวชด้วยกันในคราวนั้น ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีความเอาจริงเอาจังตั้งใจในการปฏิบัติ ได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ข้าพเจ้า การบวชในคราวนั้นจึงได้หล่อหลอมให้ข้าพเจ้าเกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา และมีดวงจิตที่มีความแกร่งขึ้นอย่างมาก

เมื่อข้าพเจ้าได้ลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตในทางโลกแล้ว ก็ได้กลับสู่บทบาทของความเป็นฆราวาสที่ยังคงมีศรัทธาต่อการมุ่งสู่ทางหลุดพ้นดังเดิม จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งในชีวิตอีกครั้งที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืมเลือนได้เลยจนชั่วชีวิตนี้คือ เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้อยู่ในสถานการณ์ความสูญเสียอย่างปัจจุบันทันด่วนต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลอันเป็นที่รักและเคารพ และเป็นกัลยาณมิตรที่เป็นแบบอย่างแห่งความดีงาม หนักแน่น มั่นคงในธรรม แม้ว่าข้าพเจ้าและกัลยาณมิตรอีกผู้หนึ่งจะได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อยื้อยุดชีวิตของกัลยาณมิตรท่านนี้ไว้อย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จ เหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้กระตุ้นเตือนให้ข้าพเจ้าได้เห็นและตระหนักถึงความไม่เที่ยงในสังขารและความไม่ประมาทในวัย รวมทั้งยังระลึกถึงมรณานุสสติเนือง ๆ และเฝ้าถามตนเองว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นแก่เราเอง เราจะวางจิตเช่นไรในช่วงสุดท้าย วินาทีสุดท้าย และขณะจิตสุดท้ายแห่งชีวิตในชาติภพนี้ คำตอบเดียวที่ผุดขึ้นในจิตคือ คำสอนที่ท่านอาจารย์ได้ถ่ายทอดไว้มีพร้อมบริบูรณ์แล้วทุกอย่างคือ เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะ และจะต้องวางอุเบกขาให้ได้ จึงจะเป็นการตายอย่างสมเกียรติภูมิแห่งการเป็นนักปฏิบัติภาวนา

ข้าพเจ้าจึงได้ตั้งกฎกับตัวเองเพื่อฝึกฝนว่า (1) จงเป็นผู้มีชีวิตอยู่กับขณะ ไม่ปล่อยให้ชีวิตติดอยู่กับอดีต และเพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จงอยู่กับปัจจุบันขณะที่กำลังปรากฏเท่านั้น (2) จงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ในแต่ละขณะแห่งการมีอยู่ของชีวิตเราจะเป็นผู้มีสติระลึกรู้ให้ชัดในทุก ๆ อิริยาบถของการใช้ชีวิต ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด (3) จงเป็นผู้มีอุเบกขา ไม่ติดใจ และไม่ติดค้างใจในอารมณ์ใด ๆ ที่เข้ามากระทบ รู้แล้วหยุด รู้แล้ววางให้ได้ ไม่ไหล ไม่เพลิน ไม่ปรุงแต่งต่อไป จากการฝึกเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อการปฏิบัติของข้าพเจ้า เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงการภาวนา จิตก็สามารถดำรงอยู่ในสภาวะที่เหมาะควรแก่การเจริญจิตตภาวนา เรียกได้ว่าเราปฏิบัติธรรมให้เสมอกันในทุกอิริยาบถ ใหม่ ๆ ก็ยังยากอยู่ แต่พอฝึกไปนานมันก็จะเกิดความชำนาญ กลายเป็นความคุ้นเคยขึ้นมาเอง นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้มีโอกาสรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ยิ่งจากอาจารย์โสภิตในคราวหนึ่ง ซึ่งท่านได้ให้ข้อแนะนำที่สำคัญแก่ข้าพเจ้าสั้น ๆ ว่า “จงทำจิตให้เป็นหนึ่ง” การสอนของอาจารย์โสภิตในคราวนั้นเป็นการช่วยขยายความคำสอนของท่านอาจารย์ให้แก่ข้าพเจ้า และศิษย์อีกจำนวนหนึ่งได้รู้ จนส่งผลดีต่อการปฏิบัติของข้าพเจ้าตราบจนทุกวันนี้

เดินหน้าตรงแม้โดนขวาง

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาเข้าคอร์สปฏิบัติภาวนาในครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็ถูกขวาง เพราะเพิ่งหายจากอาการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ทำให้ข้าพเจ้าต้องหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน 1 อาทิตย์ และข้าพเจ้าได้ทำการลาพักร้อนไว้ล่วงหน้าแล้วเพื่อมาปฏิบัติภาวนา 1 อาทิตย์ จึงทำให้เสมือนข้าพเจ้าจะต้องหายหน้าไปจากที่ทำงานถึง 2 อาทิตย์ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความกังวลใจพอสมควร ทั้งต่อเรื่องงานที่ยังค้างอยู่ และการหายหน้าไปจากผู้บังคับบัญชาถึง 2 อาทิตย์ ก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวสำหรับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็พยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ เพราะตั้งจิตแล้วว่าจะขอมาภาวนาให้ได้ให้สมกับที่รอคอยมานาน

จิตวิเวกเป็นสุขอย่างยิ่ง

ในการปฏิบัติธรรมระหว่างวันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อได้ขึ้นสู่หอปฏิบัติธรรมในวันแรกของการปฏิบัติ จิตใจมีความเบิกบาน วางเรื่องราวต่าง ๆ ทางโลกไว้ มุ่งสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งใจฟังธรรมบรรยาย และการปฐมนิเทศน์ของท่านอาจารย์จากซีดี ท่านอาจารย์สอนเรื่องอนัตตา และการปล่อยวางอารมณ์ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วเกิดความเข้าถึงใจ และมีฉันทะต่อการปฏิบัติยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงตั้งสัจจะอธิษฐานต่อรูปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ด้านหลังตั่งของท่านอาจารย์ว่าจะขอนั่งภาวนาถวายคุณพระศรีรัตนตรัยในวันนี้ 3 ชั่วโมงต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนท่านั่ง เกิดสภาวธรรมในจิตที่จิตไม่ข้องเกี่ยวกับอารมณ์สังขารปรุงแต่ง จิตมีความรู้แนบแน่นที่จุดสัมผัส เพ่ง ตรึง รู้ “ทีละขณะจิต” อย่างต่อเนื่อง จนเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเลย

ชาติภพปรากฏ

ในวันที่สองของการปฏิบัติได้ฟังธรรมบรรยายการสอนจากซีดี ท่านอาจารย์ได้เน้นย้ำเรื่องการวางจิตให้อยู่เหนือมิติของกาลเวลา อย่าเอาจิตไปเกาะเกี่ยวกับเวลาที่นั่งภาวนา เมื่อฟังแล้วก็เกิดความซาบซึ้ง และมุ่งหน้าปฏิบัติโดยการตั้งสัจจะที่จะภาวนาต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดจงประทานหนทางแห่งการได้รู้ ได้เห็น ได้เข้าใจในธรรมด้วยเทอญ

ในเรื่องภพชาตินั้น ข้าพเจ้ามิใช่ผู้ที่จะรู้เห็นอะไรในเรื่องนี้บ่อยนัก และก็ไม่เคยคิดอยากจะรู้ ข้าพเจ้าเคยมีโอกาสได้รู้เห็นเรื่องชาติภพของข้าพเจ้าในอดีตครั้งเดียว เมื่อครั้งที่มาภาวนาเตโชวิปัสสนาครั้งแรกในชีวิตเมื่อปี 2558 ในครั้งนั้น ก่อนที่จะมาภาวนา ตั้งแต่เด็กข้าพเจ้าจะมีอาการประหลาดเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อสมาธิของข้าพเจ้ากำลังยกระดับขึ้นสู่ขั้นแนบแน่นคราใด ข้าพเจ้าจะรู้สึกเหมือนมีอาการจุกพุ่งตรงเป็นพลังงานปักเข้าที่อกแบบไม่รู้ตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนทำให้การทำสมาธิภาวนาของข้าพเจ้าไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่ปมดังกล่าวมาก็คลี่คลายเมื่อมาปฏิบัติภาวนาครั้งแรกที่เตโชธรรมสถาน ในครั้งนั้นข้าพเจ้าเห็นสภาวธรรมตนเองเป็นทหารไทยที่พุ่งหอกซัดเข้าใส่อกทหารพม่าล้มลงขาดใจตาย ข้าพเจ้ารายงานสภาวธรรมนั้นให้ท่านอาจารย์ทราบ และท่านได้แนะนำให้แก้ไข ตั้งจิตขออโหสิกรรมต่อกัน เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อกัน และตั้งใจอุทิศบุญไปให้เมื่อเสร็จสิ้นการภาวนาครบ 7 วัน น่าแปลกมากที่หลังจากการภาวนาในปี 2558 ในครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในการจุกหน้าอกแก่ข้าพเจ้าอีกเลย

ในครั้งนี้ เมื่อดำเนินจิตจดจ่อ เพ่ง ตรึง รู้ แน่วแน่ ในจุดสัมผัส เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร เกิดสภาวธรรมขึ้น เหมือนตนเองกำลังอยู่ในสนามรบ ด้านหน้าเป็นกองกำลังทหารพม่าที่กำลังโอบล้อมอยู่เป็นแนวยาว และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอันทรงพลังกึกก้องสั่งการขึ้นมาให้ตีตะลุยขึ้นไปยังทิศเบื้องหน้า ในจิตข้าพเจ้านั้นก็ร้องตะโกนออกมาว่า “สู้ถวายหัวโว้ย” แล้วก็วิ่งตะลุยขึ้นไปอย่างไม่คิดชีวิตตามคำสั่งนั้น ในจิตนั้นรู้ว่า เสียงอันทรงพลังนั้น คือเสียงแห่งองค์มหาราชตากสิน และเหตุการณ์ในคราวนั้นก็คือช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตกแล้ว และพระองค์ได้รวบรวมกำลังพลเพื่อจะตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไป เพื่อจะได้หาโอกาสกลับมากอบกู้ชาติบ้านเมืองใหม่อีกครั้ง จิตของข้าพเจ้าในขณะนั้นเกิดความสลดสังเวช แต่มีความภาคภูมิใจอย่างลึก ๆ ที่ได้เคยมีโอกาสได้รับใช้ถวายงานแด่พระองค์ท่านถึงเพียงนี้ ถึงแม้ตายในหน้าที่ก็ไม่ได้เสียดายชีวิตเลย น้ำตาแห่งภพชาติก็ได้ไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองของข้าพเจ้า เกิดสำนึกรักชาติและความกล้าหาญอย่างแรงกล้า ในห้วงสำนึกนั้นอีกจิตหนึ่งได้ระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ไม่ให้ไหลไปตามสภาวธรรมที่ปรากฏ จิตจึงกลับมาทำหน้าที่ เพ่ง ตรึง รู้ ที่จุดสัมผัสอีกครั้งหนึ่งด้วยความตั้งมั่น และมีสัมปชัญญะ

ในขณะที่จิตกำลังตั้งมั่นอยู่กับการภาวนานั้น ก็ได้ยินเสียงอันทรงพลังของบุรุษท่านเดิมในห้วงการภาวนาว่า “นั่นแหละ ตีตะลุยเข้าไปที่ตรงจุดนั้น” ซึ่งหมายถึงจุดสัมผัสที่จิตกำลังจดจ่ออยู่แล้ว ข้าพเจ้าก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป เมื่อจิตจดจ่ออย่างไม่ลดละ เกิดเป็นพลังความร้อนที่สูงมาก ก็เห็นในจิตว่า กิเลสกำลังพยายามโยนความคิดปรุงแต่งเข้ามาในจิตให้เผลอคิดไปกับความปรุงนั้น แต่จิตที่มีสภาวะจดจ่ออย่างแน่วแน่นั้นก็มิได้ใส่ใจ ยังคงตั้งสติมั่นเป็นหนึ่งที่จุดสัมผัส จนผ่านไปนานพอสมควร เกิดความรู้ขึ้นมาว่า (1) จิตรู้แล้วละทีละขณะ ไม่มีตัวตน ไม่มีน้ำหนัก และไม่ติดยึดมิติแห่งกาลเวลา (2) จิตที่เผลอ หลงปรุงแต่งตามที่กิเลสส่งมา ก่อให้เกิดน้ำหนัก และติดอยู่ในแรงดึงดูด เมื่อจิตเห็นความจริงเช่นนี้ ก็เกิดความเบา และสว่างขึ้น เกิดน้ำตาแห่งความปีติ อิ่มเอิบ ซาบซึ้ง และเกิดความกตัญญูรู้คุณอย่างยิ่งต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี และองค์มหาราชตากสินอย่างยิ่ง

ขอเป็นนักรบชาติสุดท้าย

วันนี้เป็นเช้าวันแรกที่ท่านอาจารย์ได้เข้ามาให้การอบรมด้วยตนเอง และเมตตาสอบอารมณ์ แต่ข้าพเจ้าเห็นท่านอาจารย์แล้วรู้สึกสงสารท่านขึ้นมาจับใจ เพราะท่านยังคงป่วยอยู่หลังจากกลับจากอินเดีย ท่านอาจารย์บอกว่า ทางบ้านเป็นห่วงไม่อยากให้ท่านมาสอนในครั้งนี้ ด้วยสุขภาพท่านยังไม่สู้ดีนัก แต่ท่านก็ยังเป็นห่วงศิษย์ อยากมาให้กำลังใจแก่ศิษย์ และสั่งสอนศิษย์ แม้ว่าร่างกายจะยังไม่พร้อมดีก็ตาม ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในเมตตาของท่านอาจารย์ยิ่งนัก ท่านเห็นประโยชน์ของเหล่าศิษย์สำคัญกว่าตนเองเสมอ นี่แหละหนา จิตของพระโพธิสัตว์ นี่แหละหนา จิตของแม่ผู้มีแต่ให้ และข้าพเจ้าบอกแก่ตนเองว่าเราจะต้องมุ่งมั่นปฏิบัติอย่างสุดกำลัง ไม่ให้เสียแรงที่ท่านอาจารย์มาสอนสั่ง

ในการสอบอารมณ์กับท่านอาจารย์นั้น ได้มีโอกาสรายงานสภาวธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติเมื่อวานที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการตีฝ่าวงล้อมขององค์มหาราชตากสิน และความเข้าใจเรื่องจิตจากการปฏิบัติภาวนา ท่านอาจารย์ได้เมตตายืนยันว่าสภาวะที่เราได้พบนั้นเป็นเรื่องจริง เราเคยเป็นทหารของพระองค์ท่าน และได้ร่วมตีฝ่าวงล้อมข้าศึกในครั้งนั้น แต่ภพชาติที่ผ่านไปแล้วนั้น จงอย่าได้ถือเป็นสาระสำคัญ และอย่าหลงลำพองตนว่าเคยเป็นคนนั้นคนนี้ เพราะจะเกิดเป็นอัตตา จงรู้แล้ววางสิ่งเหล่านั้นเสีย และการที่เราตีฝ่าวงล้อมของข้าศึกด้วยการสู้อย่างถวายหัวนั้น เป็นความถูกต้องแล้ว เพราะการตีฝ่าวงล้อมของข้าศึก ก็เสมือนกับการตีฝ่าวงล้อมของกิเลส ต้องพร้อมยอมสละชีวิตดุจหัวใจของนักรบผู้กล้า ทุกครั้งที่ขึ้นเบาะภาวนานั่นคือการทำสงครามในแดนจิต นอกจากนี้ การที่เห็นจิตรู้ กับจิตสังขารแยกจากกันในการภาวนานั้นเป็นสิ่งดีแล้ว ขอให้ทำต่อไป

ในช่วงเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ท่านอาจารย์ได้เมตตาเทศน์สอนเรื่องสังโยชน์ 10 และท่านได้บอกว่า สังโยชน์ตัวสำคัญที่เป็นตัวปราบนักภาวนาไม่ให้ถึงฝั่งคือ สังโยชน์ตัวที่ 9 ชื่อว่า อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านซึ่งจะละได้ต่อเมื่อเข้าสู่ความเป็นอรหัตตผล และตัวอุทธัจจะนี้ทำให้นักภาวนาที่แม้จะได้คุณธรรมแล้วก็ยังเกิดความคิดวนสงสัยในปัจจัตตังของตน จนเป็นเหตุให้เสื่อมถอยจากคุณธรรมที่เคยได้แล้ว และออกจากสายธรรมไปในที่สุด ท่านยังได้เน้นย้ำอีกว่า เราจงอย่าเป็นเครื่องมือของกิเลส ซึ่งที่สุดแล้วก็มีแต่เรื่องกิน กาม เกียรติ ตายจากโลกนี้ไปก็หาสาระแก่นสารใดไม่ได้ เกิดใหม่ก็กลับมาแสวงหาใหม่อีกในเรื่องเดิม ขอให้ทุกคนจงใช้สังขารร่างกายนี้เพื่อความสิ้นภพจบชาติ จงอย่ารอให้ปาฏิหาริย์เกิด เพราะทุกขณะปาฏิหาริย์สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขอเพียงเมื่อสติสัมปชัญญะ และอุเบกขามาบรรจบกัน เมื่อนั้นปาฏิหาริย์ย่อมเกิดขึ้นได้ ขอให้ในวันนี้จงภาวนาดุจดังนักรบที่ตีฝ่าวงล้อมของกิเลส ดุจดังเหตุการณ์ที่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่องค์มหาราชตากสินได้สร้างวีรกรรมตีฝ่าวงล้อมของข้าศึก ขอให้ทุกคนจงเป็นนักรบชาติสุดท้ายผู้ที่จะไม่เวียนมาเกิดอีก เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังท่านอาจารย์ให้ธรรมะชนิดจากจิตสู่จิต จนมาถึงตอนนี้ จิตเกิดอัศจรรย์ขึ้นในจิตยิ่ง เกิดความสลดสังเวชอย่างแรงกล้าจนน้ำตาไหล เห็นถึงความเหลวไหลของตนที่ปล่อยให้ตนเองล่วงเลยโอกาสผ่านมาถึง 28 พุทธันดรแล้ว ผ่านพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แล้วถึง 28 พระองค์ จิตเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า ด้วยการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานนี้แหละ จะเป็นหนทางแห่งการสิ้นภพจบชาติ เป็นหนทางแห่งการเป็นนักรบชาติสุดท้าย เพื่อสิ้นสุดการเดินทางในสังสารวัฏนี้

ออกรบถวายหัว

ข้าพเจ้ากลับไปภาวนาที่เรือนด้วยหัวใจนักรบ ก่อนจะเริ่มทำการภาวนา ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ในวันนี้ข้าพเจ้าจะขอทำการรบถวายหัวแด่องค์มหาราช มือขวากุมดาบแห่งสติอันคมกล้า มือซ้ายประทับโล่แห่งอุเบกขาที่แข็งแกร่งดุจหินผา ตั้งจิตมั่นคงมุ่งตรงไปที่จุดสัมผัสอย่างจดจ่อไม่ลดละ ความรู้สึกในขณะนั้น เหมือนกำลังเดินเข้าสู่อุโมงค์ลึก ซึ่งเป็นหนทางที่เราไม่เคยเดินมาก่อน จิตเกิดความประหวั่นขึ้น แต่ด้วยหน้าที่อันได้ปฏิญาณไว้แล้วต่อองค์มหาราช จิตวางความรู้สึกเหล่านั้นด้วยรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แล้วทำหน้าที่ต่อไป จนจิตสามารถตรึงอยู่ที่จุดสัมผัสได้อย่างแน่วแน่ เสมือนกุมฐานบัญชาการรบไม่ให้หวั่นไหว เกิดความร้อนสูงมาก ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ในทันใดนั้นในห้วงของการภาวนา จิตเกิดสัมผัสถึงพลังงานแห่งความมืดมัว เกิดเป็นภาพของสตรีสาวน้อยสามนางมาปรากฏกายในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย จิตเกิดผงะไปเสี้ยววินาที แล้วก็ระลึก และตั้งสติได้จึงไม่หวั่นไหว และกำหนดจิต เพ่ง ตรึง รู้ ที่จุดสัมผัสอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เกิดเป็นพลังงานแห่งแสงสว่าง กวาดภาพนั้นออกไปจากการรับรู้ จิตยังคงดำรงสติ และรักษาอุเบกขาอย่างต่อเนื่อง จนจิตเกิดความรู้สึกเห็นภัยในราคะอย่างยิ่ง ว่าเป็นเครื่องร้อยรัดเราไว้ในสังสารวัฏมานับภพชาติไม่ถ้วน จากนั้นจิตมีความปลอดโปร่ง โล่งเบาในจิตอย่างยิ่ง

เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสสอบอารมณ์กับท่านอาจารย์ในวันถัดมา (15 กุมภาพันธ์ 2562) ข้าพเจ้าได้รายงานสภาวะการภาวนาด้วยหัวใจของนักรบชาติสุดท้ายเสร็จสิ้นลง และได้ร่วมภาวนากับท่านอาจารย์ เมื่อเตรียมจะถอยออก ท่านได้บอกให้ข้าพเจ้าให้หยุดรออยู่ก่อน และท่านได้กล่าวแสดงความยินดีในความก้าวหน้า โดยท่านกล่าวว่า “จงรับดาบเล่มที่ 2 นี้ไป และลับดาบให้คม ให้ถึงเล่มที่ 3 และ 4 ต่อไป ขอให้เป็นนักรบชาติสุดท้าย ขอให้รักษาธรรมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป” น้ำตาแห่งความปีติยินดีก็เอ่อล้นคลอเบ้าตา พร้อมทั้งได้ก้มลงกราบท่านอาจารย์ด้วยสำนึกระลึกถึงพระคุณอันสูงยิ่งของท่านอาจารย์และองค์มหาราช และจะขอกตัญญูรู้คุณต่อท่านอาจารย์ตลอดไป

แม้ศึกนี้จะเสร็จสิ้นไป แต่ศึกที่ยิ่งใหญ่และยากลำบากกว่านี้ยังรอข้าพเจ้าอยู่ การชนะศึกนี้ได้หาใช่การชนะสงครามไม่ ข้าพเจ้าจะขอเพียรสู้ศึกในใจตนต่อไป จะอีกกี่ศึกก็ตามด้วยธรรมาวุธที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานไว้ดีแล้ว และจะเพียรถอดถอนและชำระจิตตนให้พ้นจากกิเลสที่เราตกเป็นประเทศราชของเขามานับอเนกชาติให้จงได้ สงครามนี้ใหญ่หลวงนักเพราะมันคือสงครามแห่งการสิ้นภพจบชาติและมีอิสรภาพอันแท้จริงเป็นเดิมพัน แม้จะเคยชนะสงครามน้อยใหญ่ที่ผ่านมาแต่หาใช่ชัยชนะที่แท้จริงไม่ เพราะมันคือสงครามภายนอกที่ชนะแล้วยังกลับกลายเป็นแพ้ แพ้แล้วกลับกลายเป็นชนะหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แต่สงครามภายในที่รบเพื่อถึงความสันติสุขและอิสรภาพอย่างแท้จริงในจิตใจตนนี่แหละคือสงครามครั้งสุดท้าย…ของนักรบชาติสุดท้าย

ขอน้อมกราบพระบรมศาสดาในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงชี้ทางอันประเสริฐเพื่อความพ้นทุกข์ ขอน้อมกราบในพระคุณแห่งองค์พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่ได้มีพระเมตตาประทานวิชาอันเข้มแข็ง ทรงพลัง เพื่อการเผาชำระกิเลส ขอน้อมกราบพระเมตตาแห่งองค์มหาราชตากสิน ที่ได้ทรงนำทางให้ข้าพเจ้าได้มาพบกับสายธรรมและทรงชี้ทางแห่งการเป็นนักรบผู้ไม่กลับคืน ขอน้อมกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกชาติภพที่ได้สอนสั่งชี้ทางออกจากสังสารวัฏ ขอน้อมกราบในพระคุณบิดามารดาที่ได้ให้โอกาสแห่งการเกิดมาในภพนี้ ได้เรียนรู้ธรรมจนได้พบกับหนทางอันประเสริฐ และขอน้อมกราบในพระคุณอันหาที่สุดมิได้ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่ได้เมตตาสั่งสอนชี้ทางและมอบรัตนะอันประเสริฐให้แก่ข้าพเจ้า พระคุณของท่านนี้ขอน้อมบูชาไว้ด้วยเศียรเกล้าตลอดไป คุณความดีอันใดที่เกิดจากการแบ่งปันประสบการณ์ธรรมะนี้ขอน้อมถวายแด่องค์มหาราชตากสิน และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นที่สุด ขอให้ท่านอาจารย์จงมีธาตุขันธ์สมบูรณ์แข็งแรง ให้กายและจิตผสานกันอย่างแนบแน่นฟื้นคืนดังเดิมด้วยเทอญ

3 thoughts on “นักรบชาติสุดท้าย

  1. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมที่ท่านได้ถึงแล้วด้วยค่ะ เป็นธรรมที่ปลุกจิตให้สำนึกและตื่นรู้ถึงหน้าที่ วันเวลา และชาติภพ ให้จบสิ้นชาติภพด้วยใจที่หนักแน่นเพียรภาวนาค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.