ประสบการณ์ภาวนา​ พระวงศ์ศักดิ์

เมื่อครั้งอาตมายังไม่ได้บวช อาตมาได้อ่านประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่เขียนโดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จนเกิดความศรัทธาเป็นอย่างมากต่อพระนิพพานและการพ้นทุกข์ เนื่องจากธรรมที่ได้อ่านนั้น อาตมาไม่เคยได้อ่านจากที่ไหนมาก่อนเลย จากนั้นเริ่มฝึกกรรมฐานด้วยตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือตั้งแต่อายุ 22 ปี และไปเข้าอบรมกรรมฐานตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการสอน การฝึกกรรมฐานนั้นเป็นไปด้วยความรู้สึกยากลำบาก เนื่องจากต้องทำงานไปด้วย และต้องหาเวลาไปเข้าคอร์สกรรมฐานด้วย ซึ่งไม่ง่ายนักที่จะลาไปได้หลายวันตามประสาของมนุษย์เงินเดือน แม้ว่าจะได้ฝึกปฏิบัติแล้วก็ตาม ก็ยังมีความรู้สึกว่ายากเย็นต่อการปฏิบัติเสียเหลือเกิน นั่งนาน ๆ ก็ไม่ค่อยได้ มีแต่ความฟุ้งซ่าน ความเจ็บปวด ท้อแท้ท้อถอย ไม่เอาไหน จนคิดว่าชาตินี้คงไม่มีหวังที่จะพ้นทุกข์หรือเข้าถึงมรรคผลได้แน่

ถึงแม้ว่าอาตมาจะฝึกแล้วไม่ค่อยได้ดีอย่างที่คิด แต่มักหาเวลาไปปฏิบัติอยู่เนือง ๆ ขณะใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ทำงานได้เงินมาซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ อยากกิน อยากเที่ยว แม้แต่เงินที่เหลือเก็บก็เอาไปเล่นหุ้นขาดทุนเป็นแสนก็มี อาตมามักถามตัวเองอยู่เสมอ ๆ ว่า ที่มีอยู่ เป็นอยู่ นี่เที่ยงไหม จะสะดวกสบายอย่างนี้ไปตลอดไหม แล้วเราจะตายเมื่อไหร่ คำตอบที่ได้แทบทุกครั้งคือ ไม่เที่ยง ตายได้ตลอดเวลา แล้วถ้าเราตายตอนนี้เราจะไปไหน คำตอบคือ นรก! เพราะอาตมาไม่มีความมั่นใจเลยว่า สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ มันจะสามารถช่วยให้เราไปสู่สุคติได้ เมื่อตายไปแล้ว

จากจุดนี้ ทำให้ได้ตระหนักเสมอมา ว่าจะต้องขวนขวายหาทางปฏิบัติให้ได้ดีกว่านี้ จนวันหนึ่งในปี พ.ศ. 2555 ได้เจอหนังสือเล่มสีเขียว หน้าปกมีรูปพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ชื่อว่ารู้แล้วลุย เขียนโดย ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า เป็นสิ่งที่แปลกใหม่น่าสนใจ อยากไปลองปฏิบัติ เพราะคำสอนนั้นให้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานตรง ๆ ไม่มีอ้อม ด้วยความปรารถนาเดิมที่มีอยู่แล้วต่อพระนิพพาน จึงได้สมัครเข้าไป และได้ไปปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556

จากนั้นมาอาตมาได้ฝึกฝนเตโชวิปัสสนากรรมฐาน แต่ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เนื่องจากภาระหน้าที่ทางการงาน ก็เลยไม่ค่อยจะได้ภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เหตุเพราะยังขาดปัญญาอยู่มาก ไม่เข้าใจถึงการภาวนาที่แท้จริง แต่อาตมาคงพอมีบุญอยู่บ้าง เพราะเหตุที่ไม่มีเวลานี้แล อาตมาจึงได้ตัดสินใจออกบวช อีกทั้งเคยมีความปรารถนาเดิมในใจอยู่ว่า จะออกบวชตอนอายุ 29 ปี ตามพระชนมพรรษาของพระพุทธเจ้าที่เสด็จออกผนวช แต่ก็ล่วงเลยมา 2 ปี จึงตัดสินใจได้

อาตมาได้บวชเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 และจำพรรษาอยู่ที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ ที่นี่พระและโยมจะภาวนาร่วมกันที่ศาลากรรมฐานวันละ 7 ชั่วโมง พรรษาแรก หลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล สอนให้อาตมามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ กำหนดรู้ชัดในอิริยาบถ ตั้งแต่นั้นมาอาตมาก็ปฏิบัติมาตลอด โดยรู้ทันบ้าง รู้ไม่ทันบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้ง จนสติ สัมปชัญญะ ดีขึ้นมาเป็นลำดับ อาตมาปฏิบัติมาอย่างนี้จนย่างเข้าพรรษาที่ 3 ความกดดันเริ่มเกิดขึ้นกับอาตมา เพราะมีเวลาปฏิบัติมาก แต่ยังไม่มีความก้าวหน้านัก ประกอบกับการเข้าคอร์สหลายครั้ง เมื่อสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ ท่านบอกว่า ให้เพียรภาวนาต่อไป

จนกระทั่งคอร์สที่ 14 ของอาตมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ได้เกิดความกระจ่างในจิตใจ คือ คืนก่อนหน้าที่จะไปเข้าคอร์สนั้นหนึ่งวัน อาตมาฝันว่าได้เข้าไปกราบพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าที่มีพระวรกายซูบผอมมาก คือพระพุทธเจ้าขณะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา และเมื่อได้เข้าคอร์สข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ เพราะท่านอาจารย์ได้กล่าวในเรื่องที่อาตมาฝันถึง คือเรื่องในอดีตของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ทรงเคยปรามาสต่อผู้ทรงธรรม ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ต้องทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง 6 ปี อาตมาจึงเข้าใจและยอมรับ หากตนต้องประสบกับความยากลำบากในการปฏิบัติบ้าง จนก่อนวันอธิษฐานบุญ ท่านอาจารย์ได้แสดงความยินดีในธรรมกับอาตมา

จากนั้นมาอาตมามีความรู้สึกว่าการปฏิบัติเป็นไปด้วยความชัดกว่าแต่ก่อน และมีกำลังของจิตที่เปลี่ยนไปในลักษณะที่ดีขึ้น จนได้เข้าคอร์สที่ 16 การปฏิบัติของอาตมาเป็นไปตามปกติไม่มีตัณหาหรือความอยากได้สภาวธรรมใด ๆ การภาวนานี้คือหน้าที่ รู้สึกอย่างนี้ มีแต่สติรู้ชัดอยู่ในอิริยาบถได้ตลอด เมื่อแจ้งสภาวธรรมกับท่านอาจารย์ ว่ามีแค่ความร้อน มีอาการปวดหลัง มีความรู้ชัดอยู่ที่จุดสัมผัสได้ ไม่ได้มีสภาวธรรมอะไรเป็นพิเศษ กระทั่งก่อนจะสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ครั้งสุดท้ายก่อนวันอธิษฐานบุญ สามารถที่จะ เพ่ง ตรึง รู้ชัด ได้ตลอดเวลา มีอาการที่อยากจะร้องไห้ออกมา น้ำมูก น้ำตาไหลจนเลอะจีวร แต่ก็กำหนดรู้ไว้เพื่อไม่ให้มีเสียงรบกวนคนอื่น และก็มีคำพูดที่ว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่เคยทิ้ง” ผุดขึ้นมาในจิตขณะนั้น คราวนี้เลยร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม เมื่อสนทนากับท่านอาจารย์ก็แจ้งในลักษณะเดิม และเพิ่มเติมดังกล่าว แล้วท่านอาจารย์ก็ยินดีในจิตที่เปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้าจึงได้ร้องไห้ออกมาด้วยไม่สามารถกลั้นไว้ได้ เพราะมันจะร้องอยู่ตลอดเวลา ท่านอาจารย์พูดว่า “ท่านรู้แล้วใช่ไหม เห็นแล้วใช่ไหม ทราบแล้วใช่ไหมว่าจิตของบุคคลชั้นนี้เป็นอย่างไร” และกล่าวเพิ่มอีกว่า ขอให้ท่านเพียรไปให้สุดทางจนไม่ต้องมาเกิดได้เป็นดีที่สุด ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบอะไรท่านอาจารย์มากเพราะพูดไม่ออกเสียแล้ว

การปฏิบัติของอาตมาในฐานะพระนั้น ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่เล่าไปในเบื้องต้น อาตมาสารภาพว่า ความท้อแท้ท้อถอย เหนื่อยหน่าย หมดกำลังใจ นั้นย่อมมีบ้างเป็นธรรมดาเพราะเมื่อมีเวลาภาวนามากกว่าตอนที่เป็นฆราวาส ความคาดหวังในคุณธรรมชั้นสูงย่อมมี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดความรู้สึกนี้ อาตมามักจะหากำลังใจโดยการน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูอาจารย์เสมอ พิจารณาถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำเมื่อครั้งทรงพระผนวช พระองค์เป็นถึงเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างตามพระประสงค์ ทรงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างออกผนวช ด้วยความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้องบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้าน ที่เคยประทับในพระราชวังกลับกลายเป็นโคนไม้เท่านั้น เพื่อกลับมาตรัสสอนถึงความรู้อันประเสริฐแก่เราทุกคนผู้มุ่งหวังความหลุดพ้น แล้วอาตมาซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ เป็นพุทธบุตรบวชมาในพระธรรมวินัยนี้แล้วจะมาท้อถอยอย่างไรได้ กระทั่งพิจารณาถึง พระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่สำคัญมากในความมุ่งมั่น แม้ร่างกายของท่านทั้งสองจะไม่สู้แข็งแรงนัก แต่ก็ยังสู้สั่งสอนศิษย์ให้ได้พ้นจากทุกข์

หลวงพ่อมักพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าให้พึ่งตัวเองให้ได้ อย่ามาพึ่งหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ให้พึ่ง เพราะหลวงพ่อนั้นไม่เที่ยงแล้ว จะไปวันไหนก็ยังไม่รู้ เท่าที่อาตมาบวชมา อยู่กับท่านมา และรับรู้สุขภาพของท่านโดยตลอด ไม่มีวันไหนเลยที่ท่านจะไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ป่วย แต่เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องสอน หรือมีภารกิจทางวัด หรือทางสงฆ์ ท่านก็พยายามอย่างเต็มกำลังให้กับการสอนสั่งหรือทำภารกิจต่าง ๆ ถึงตรงนี้ ทำให้อาตมาตระหนักมาก และมีกำลังใจในการทำหน้าที่ทุกอย่างที่พอจะช่วยเหลือหลวงพ่อและพระศาสนาได้ อาตมาไม่มีสิทธิ์เลยที่จะท้อแท้ท้อถอย ไม่มีเลย และคิดถึงคำของหลวงพ่อและท่านอาจารย์ตลอด ว่าสิ่งเหล่านี้มาเป็นสะพานให้เราข้าม สิ่งเหล่านี้มาเป็นครูให้เรา มันมาเพื่อให้เราชำระ กำลังใจส่วนนี้เองทำให้อาตมายืนหยัดอยู่ได้จนถึงตอนนี้ร่วม 4 พรรษาแล้ว

ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากแม้นว่าธรรมทานนี้จะเกิดเป็นผลบุญขึ้นเพียงใดก็ตาม อาตมาขออุทิศบุญทั้งหมดนี้แด่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ขอให้ท่านทั้งสองได้มีสุขภาพกายและจิตอันสมบูรณ์ เป็นร่มโพธิ์ให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้อิงอาศัยไปตลอดตามความปรารถนาของท่านทั้งสองด้วยเทอญ

สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์
กุมภาพันธ์ 2562

One thought on “เมื่อไม่ท้อถอยในวิบาก ย่อมเห็นฝั่ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.