ประสบการณ์ธรรม คุณแพรววไล

ในเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ วันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการ ดิฉันได้พาหลานสาวชื่อน้องเซเรน่า บุตรสาวคุณปณิตาและเพื่อนชื่อคริสต์เข้าไปชมนิทรรศการในตอนเช้า ทั้งสองได้รับความรู้ ความเข้าใจจากนิทรรศการ และสามารถเขียนถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม โปสการ์ดของน้องทั้งสองได้รับเลือกให้เป็นโปสการ์ด 2 ใบสุดท้ายของงานนิทรรศการวันสุดท้าย เพื่อใส่ไว้ในแฟ้มถวายรายงานแด่ท่านเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระเดชพระคุณพระเทพวีราภรณ์ (สีนวล ปัญญาวชิโร ป.ธ.9)

นอกจากนี้เพื่อนกัลยาณมิตรยังได้ชักชวนให้ดิฉันอยู่ต่อจนปิดงานนิทรรศการ วันนี้เป็นวันสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามมาก ที่ดิฉันได้อยู่กะเช้าของวันแรกและกะบ่ายในวันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการในครั้งนี้

ในความคิดเบื้องต้นของดิฉันเกรงว่าจะเข้าไปทับซ้อนหน้าที่ของอาสาท่านอื่น แต่บังเอิญว่ามีตำแหน่งงานว่างอยู่พอดี ดิฉันจึงไม่รีรอที่จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อมาใส่เครื่องแบบจิตอาสาเสื้อ 5000s และได้รับมอบสายคล้องคอที่มี คำว่า “STAFF” ซึ่งเปรียบดั่งการได้รับมอบเหรียญกล้าหาญเลยทีเดียว นับเป็นเกียรติ เป็นวาสนาอย่างยิ่งต่อตนเองและครอบครัว

ขอน้อมกราบแทบพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา น้อมกราบในพระคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่ทำให้ได้มีโอกาสทำนุบำรุงพระศาสนา
น้อมขอขมากรรมต่อทุกท่านที่ดิฉันได้เคยล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ ในงานนิทรรศการนี้
ขอน้อมขอบพระคุณทุกกำลังใจ ดิฉันได้เรียนรู้จากการทำงานกับจิตอาสาที่ไม่คุ้นเคยกันในเบื้องต้น แต่ได้เห็นถึงความรู้ ความสามารถ และสุดท้ายทำให้ได้มีโอกาสเพิ่มพูนศักยภาพที่มาเติมเต็มให้เกิดความสมบูรณ์แบบต่อตนเองอย่างเป็นลำดับขั้น นอกจากนี้ ดิฉันยังได้รับโอกาส ได้มีวาสนาถือพานพวงมาลัยเพื่อน้อมถวายสักการะพระพุทธไสยาสน์ ในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานภายในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร อีกด้วย

ดิฉันได้เล่าเรื่องราวสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับกัลยาณมิตรท่านเดิมฟังว่า จากคำพูดของท่านนั้น ทำให้ดิฉันกลับมายืนหยัดและอยู่ต่อจนกระทั่งปิดงานนิทรรศการที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติแห่งองค์พระบรมศาสดา

กล่าวถึงการทำความดี ไม่มีคำว่า “ดีเกินไป” ไม่มีความดีใดที่จะดูเกินเลยจนผิดธรรมชาติมนุษย์ เพราะตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสก็ต้องทุ่มเททำดีเรื่อยไป ให้หมั่นทำดีเข้าไว้ ไม่ต้องกลัวใครเขาว่า ดีเกินไป เหมือนการก่อเจดีย์ จะได้ชื่อว่าสร้างเสร็จเมื่อต่อเติมไปถึงยอดปลาย นักไต่เขาพยายามฝ่าอุปสรรคไต่ระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อปักธงชัยบนยอดเขา แล้วเอาความภาคภูมิใจมาเป็นรางวัล นักสร้างบารมีก็เช่นกัน จะต้องมุ่งไปสู่ยอดสูงสุดแห่งความดี คือ การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

หมายเหตุ : ขอเชิญศึกษาพุทธประวัติเพิ่มเติม ตอนทรงโปรดชฎิล 3 พี่น้อง และตอนทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์

พุทธประวัติ ตอนทรงโปรดชฎิล 3 พี่น้อง

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จพุทธดำเนินสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ทรงอนุเคราะห์ชฎิล คือ นักบวชผู้มุ่นผมให้เป็นมวยสูงแบบชฎา เป็นนักพรตพวกหนึ่งที่เราเรียกว่า ฤาษี ทั้งสามพี่น้องแห่งสกุลกัสสปโคตร ให้ได้บรรลุพระอรหันต์ ชฎิลผู้พี่มีศิษย์เป็นบริวารจำนวน 500 คน บวชเป็นฤษีที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม จึงได้นามว่า อุรุเวลกัสสป ชฎิลผู้เป็นน้องคนกลาง มีศิษย์เป็นบริวารจำนวน 300 คน บวชที่คุ้งมหาคงคานที จึงได้นามว่า นทีกัสสป ชฎิลผู้เป็นน้องคนเล็ก มีศิษย์เป็นบริวารจำนวน 200 คน ไปบวชที่ตำบลคยาสีสะ จึงได้นามว่า คยากัสสป

พระบรมศาสดาเสด็จไปสู่สำนักของอุรุเวลกัสสปผู้เป็นพี่ใหญ่ก่อน โดยได้ขออาศัยพักในสถานที่บูชาไฟซึ่งมีพญานาคอาศัยอยู่ เมื่อชฎิลห้ามปรามไม่สำเร็จจึงอนุญาต ในคืนนั้นพญานาคได้แสดงฤทธิ์พ่นเปลวเพลิงข่มขวัญแต่กลับพ่ายแพ้แก่เตโชกสิณสมาบัติที่พระพุทธองค์บันดาลให้เกิดเปลวเพลิงลุกโชติช่วงยิ่งกว่า จนบังเกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งสถานที่บูชาไฟ ครั้นรุ่งเช้าอุรุเวลกัสสปและเหล่าศิษย์บริวารซึ่งเห็นแสงโชติช่วงเมื่อคืนมาดูยังสถานที่บูชาไฟ เห็นพญานาคสิ้นฤทธิ์ขดอยู่ในบาตรของพระบรมศาสดา จึงดำริว่าพระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก แต่กระนั้นยังเข้าใจว่าพระองค์มิได้เป็นอรหันต์เหมือนตน และทูลนิมนต์ไปฉันภัตตาหาร

ในคืนต่อ ๆ มา ท้าวมหาราชทั้ง 4 ได้เสด็จมาเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อฟังธรรม ยังผลให้เกิดแสงสว่างโอภาสทั่วทั้งโรงบูชาไฟ ในเวลารุ่งเช้า อุรุเวลกัสสปและบริวารมาทูลถามเหตุที่ทำให้เกิดมีแสงสว่างปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ เมื่อทราบเรื่องได้กล่าวสรรเสริญแต่ยังคงเข้าใจว่าพระพุทธองค์มิได้เป็นอรหันต์เหมือนตนอยู่เช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งอุรุเวลกัสสปดำริว่า พรุ่งนี้มหาชนจะนำโภชนาหารมาสู่สำนักของตน หากได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระมหาสมณะ ลาภสักการะจะเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภสักการะของตนจะเสื่อม ทำอย่างไรวันพรุ่งนี้พระพุทธองค์จะไม่อยู่ในสำนักของพวกตน พระบรมศาสดาทรงทราบความปริวิตกของอุรุเวลกัสสป จึงเสด็จไปบิณฑบาตที่อุตตรกุรุทวีป และเสด็จกลับมาทำภัตกิจ ณ ริมสระอโนดาต ครั้นเวลาเย็นจึงเสด็จกลับสำนักของพวกชฎิล

พระองค์ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้อุรุเวลกัสสปคลายจากความสำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นความสำคัญผิด พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีอิทธิปาฏิหาริย์ คือ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ใช้วิธีอาเทสนาปาฏิหาริย์ แสดงการดักใจ ทายใจ จนอุรุเวลกัสสปคลายจากความสำคัญผิดนั้น และทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าตรัสให้ไปบอกบริวารเสียก่อน อุรุเวลกัสสปก็บอกบริวาร บริวารก็เห็นชอบ จึงพร้อมกันนำผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำทิ้งเสียหมด แล้วทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต ต่อมานทีกัสสปกับบริวารได้เห็นชฎิลบริขารของพี่ชายกับบริวารลอยน้ำมา ก็คิดว่าจะเกิดอันตรายแก่พี่และบริวาร จึงมาพร้อมกับบริวาร เห็นพี่และบริวารอุปสมบทเป็นภิกษุ ก็พากันลอยบริขารชฎิลของตน ทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ฝ่ายคยากัสสปและบริวารก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน จึงเป็นอันว่าชฎิลรวม 1,000 คน ซึ่งมีหัวหน้า 3 คน ก็ได้มาอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็มาถึงวาระที่พระพุทธเจ้าจะทรงแสดง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คืออบรมสั่งสอนเพื่อให้ชฎิลเหล่านั้นได้บรรลุธรรมสืบต่อไป พระพุทธองค์ได้เสด็จจาริกไปยังตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา แล้วทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร คือ พระสูตรที่แสดงถึงสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน

อ้างอิง :
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๒ ประวัติพระอุรุเวลกัสสปเถระ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=149&p=2
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=864&Z=1215

พุทธประวัติ ตอนทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์

สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันมหาวิหาร ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเศรษฐีผู้หนึ่งได้รับปุ่มไม้จันทน์ที่มีค่ามากด้วยความบังเอิญ จึงมีความคิดอยากจะรู้จักกับพระอรหันต์เพราะมีพวกลัทธิต่าง ๆ มากมายได้โอ้อวดกันว่าตนเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นเพื่อต้องการให้รู้ชัดว่าใครเป็นพระอรหันต์กันแน่ จึงนำปุ่มไม้จันทน์นี้มากลึงเป็นบาตรแล้วนำไปแขวนไว้ที่ปลายไผ่ที่สูง 15 วา และประกาศให้ทั่วเมืองว่า “ผู้ใดที่สามารถเหาะนำบาตรปุ่มไม้จันทน์ลงมาได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เราและเหล่าครอบครัวจะยึดผู้นั้นเป็นสรณะตลอดชีวิต”

ต่อมาบรรดาเจ้าลัทธิหรือเดียรถีย์ที่มีชื่อเสียงทั้ง 6 คน ได้แก่ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล สัญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุธกัจจายนะ และนิครนถนาฏบุตร ต่างก็อยากได้บาตรปุ่มไม้จันทน์ จึงพากันแสดงตัวและมาขอบาตรปุ่มไม้จันทน์กับเศรษฐี แต่ก็ไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์เหาะอะไรเลย เศรษฐีก็ไม่ยอมให้และยื่นคำขาดว่า จะต้องเหาะนำบาตรปุ่มไม้จันทน์ลงมาให้ได้จึงจะเอาไปได้ เดียรถีย์ทั้งหกต่างได้พยายามเกลี้ยกล่อมแล้วก็ไม่เป็นผล แม้จะใช้อุบายต่าง ๆ เช่น ทำเป็นแสร้งว่าตัวเองเหาะได้แต่ลูกศิษย์ห้ามไว้ โดยทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองเหาะไม่ได้ แต่เศรษฐีก็ไม่ยอมให้เช่นกัน

เวลาผ่านไป 7 วัน ยังไม่มีใครสามารถเหาะนำบาตรปุ่มไม้จันทน์ลงมาได้ ทำให้ชาวเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในโลกนี้คงไม่มีพระอรหันต์กระมัง ในขณะเดียวกัน พระโมคคัลลานเถระกับพระปิณโฑลภารทวาชะกำลังออกบิณฑบาตอยู่ได้ฟังชาวเมืองที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีพระอรหันต์ในโลก ทำให้พระโมคคัลลานะคิดว่าชาวเมืองกำลังดูหมิ่นพระพุทธศาสนา จึงให้พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ชาวเมืองได้รับรู้ว่า ในโลกนี้มีพระอรหันต์จริง

พระปิณโฑลภารทวาชะรับคำของพระโมคคัลลานะแล้วเข้าจตุตถฌานสมาบัติอันเป็นฐานแห่งอภิญญา กระทำอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นไปบนอากาศ พร้อมทั้งแผ่นศิลาที่ยืนอยู่นั้น เหาะเวียนรอบกรุงราชคฤห์แล้วเหาะลอยเลื่อนมาอยู่ยังที่แขวนบาตรปุ่มไม้จันทน์เพื่อนำบาตรลง และเหาะอยู่ตรงหลังคาเรือนของเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นดังนั้นแล้วก็ดีใจที่ได้เห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง และตกใจกลัวว่าก้อนหินจะร่วงลงมาทับบ้านของตน จึงกราบหมอบลงจนอกติดพื้นดินแล้ว กล่าวนิมนต์ให้ลงมา พระเถระจึงสลัดก้อนหินไปไว้ในที่เดิม แล้วเหาะลงมาจากอากาศ เมื่อพระเถระลงมาแล้ว ท่านเศรษฐีจึงนิมนต์ให้นั่ง ณ อาสนะที่จัดถวาย ให้คนนำบาตรปุ่มไม้จันทน์บรรจุอาหารอันประณีตจนเต็มแล้วถวาย พระเถระรับแล้วก็กลับสู่วิหาร

ส่วนชาวเมืองเมื่อได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระปิณโฑลภารทวาชะจึงพากันมาชุมนุม และติดตามพระเถระไปที่วิหารเพื่อหวังให้แสดงอิทธิฤทธิ์อีก จึงเกิดเสียงอื้ออึงจนไปถึงพระกรรณของพระพุทธองค์ พระองค์ตรัสถามกับพระอานนท์ ผู้เป็นพระพุทธอุปัฏฐากว่า เสียงอะไร เมื่อทรงทราบเรื่องราวแล้ว จึงตรัสเรียกประชุมสงฆ์ และเรียกพระปิณโฑลภารทวาชะมาเข้าเฝ้า ทรงไต่สวนกับพระเถระ พระเถระก็ยอมรับทุกประการ พระพุทธองค์ก็ทรงติเตียนพระปิณโฑลภารทวาชะ และบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หากภิกษุรูปใดฝ่าฝืนต้องอาบัติทุกกฎ นอกจากนั้นตรัสให้นำบาตรปุ่มไม้จันทน์ไปทุบให้เป็นผงเพื่อทำยาหยอดตา และบัญญัติสิกขาบทห้ามใช้บาตรไม้ หากภิกษุรูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ

เมื่อเหล่าพวกเดียรถีย์ทราบว่า พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็เข้าใจว่า เมื่อพระพุทธองค์บัญญัติสิกขาบทแล้ว พระพุทธองค์ก็จะไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ จึงดีใจเพราะเป็นโอกาสที่จะได้เล่นงานเอาชนะพระพุทธองค์ จึงให้สาวกของตนออกประกาศว่า เราจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แข่งกับพระสมณโคดม ให้ชาวเมืองได้รับรู้ และท้าทายกับพระพุทธองค์ โดยหวังไว้ในใจว่า หากพระพุทธองค์ไม่ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้วก็แสดงว่าไม่มีอิทธิฤทธิ์ ก็จะทำให้ชาวเมืองหมดความศรัทธาและเลิกนับถือพระพุทธศาสนาและหันมานับถือตนอย่างแน่แท้ เมื่อกล่าวประกาศออกไป ทำให้ชาวเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงทราบเรื่อง เกิดร้อนพระทัยจึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่วิหาร ทูลถามว่า ถ้าพวกเดียรถีย์แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว พระพุทธองค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้หรือไม่เมื่อทรงบัญญัติสิกขาบท พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบว่า ได้ และนำความเปรียบเทียบกับเจ้าของสวนผลไม้ที่ห้ามไม่ให้คนอื่นเด็ดไปกินแต่ไม่ได้ห้ามเจ้าของสวนผลไม้ จึงสามารถเด็ดกินได้ให้พระเจ้าพิมพิสารทราบ

ครั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์เป็นเวลาพอสมควรแก่อัธยาศัยแล้ว ก็เสด็จดำเนินไปยังกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล พวกเดียรถีย์พากันกลั่นแกล้งโจษจันว่า พระสมณโคดมหนีไปแล้ว เราจะไม่ลดละจะติดตามไปแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ด้วย ครั้นย่างเข้าเดือน8 ใกล้เวลาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ พวกเดียรถีย์ได้จัดสร้างมณฑปใหญ่ประดิษฐ์ด้วยไม้ตะเคียนงามวิจิตร ประกาศให้มหาชนทราบว่า ตนจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่นี่ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ รับสั่งว่าจะทำมณฑปถวายเพื่อให้ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ พระพุทธองค์ไม่ทรงรับ ตรัสว่า ตถาคตจะไม่ใช้มณฑปแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่จะใช้ต้นมะม่วงเป็นที่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อพวกเดียรถีย์ทราบว่า พระพุทธองค์จะทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่ต้นมะม่วง จึงจ่ายทรัพย์จ้างให้คนไปทำลายต้นมะม่วงทั้งในและนอกเมืองให้หมดเพื่อมิให้โอกาสแก่พระพุทธเจ้าแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

เช้าวันต่อมา พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จเข้าไปภายในกรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต ประจวบกับราชบุรุษผู้รักษาสวนหลวงคนหนึ่งชื่อนายคัณฑะ ได้เห็นมะม่วงกำลังสุกงอมจึงจัดใส่ภาชนะเพื่อจะนำไปถวายแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล พอดีเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกลก็บังเกิดความเลื่อมใส ก็ดำริว่า มะม่วงผลนี้หากเราจะเอาไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศลก็คงจะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นเงินกหาปณะ แต่ถ้าเราจะน้อมถวายพระพุทธองค์แล้ว จะเป็นมหากุศลอำนวยอานิสงส์ผลให้ประโยชน์สุขแก่เราสิ้นกาลนาน เมื่อนายคัณฑะดำริเช่นนี้แล้ว ก็น้อมมะม่วงสุกผลนั้นเข้าไปถวาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับแล้วก็มีพระประสงค์จะประทับ ณ ที่ตรงนั้น พระอานนท์ก็จัดอาสนะถวาย ทรงรับสั่งให้พระอานนท์นำมะม่วงไปคั้นเป็นน้ำปานะ เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยน้ำปานะเสร็จ มีรับสั่งให้นายคัณฑะนำเม็ดมะม่วงไปปลูก เมื่อทรงล้างพระหัตถ์ลงบนปากหลุม เม็ดมะม่วงก็เจริญเติบโตออกผลเต็มต้นเป็นอัศจรรย์ ต้นมะม่วงนั้นมีชื่อว่า คัณฑามพพฤกษ์ ตามชื่อของนายคัณฑะ เมื่อทรงได้ต้นมะม่วงแล้วก็ตั้งพระทัยจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

ตอนบ่ายพระพุทธองค์เสด็จออกจากพระคันธกุฎีประทับยืนอยู่ที่มุข ท่ามกลางพุทธบริษัทซึ่งมาชุมนุมกันเนืองแน่น โดยใคร่จะชมพระพุทธปาฏิหาริย์ พระพุทธองค์ทรงเนรมิตจงกรมแก้วในอากาศเหนือต้นมะม่วง แล้วเสด็จขึ้นสู่ที่จงกรมนั้น ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ (อ่านว่า ยะ – มะ – กะ – ปา – ติ – หาน) หรือการทำปาฏิหาริย์ให้บังเกิดเป็นคู่ ๆ โดยวิธีต่าง ๆ คือ มีท่อน้ำและท่อไฟพุ่งมาจากส่วนต่าง ๆ ของพระวรกายสลับกันไป ท่อไฟที่พุ่งออกมานั้นมีพระฉัพพรรณรังสี คือ มี 6 สีสลับกัน เมื่อกระทบกับสายน้ำมีแสงสะท้อนสวยงามมาก ทรงเนรมิตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่ง ทรงให้พระพุทธนิรมิตแสดงพระอาการสลับกันกับพระองค์

พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม พระพุทธนิรมิตประทับยืน ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์
พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิรมิตเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์
พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง พระพุทธนิรมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์
พระผู้มีพระภาคทรงไสยาสน์ พระพุทธนิรมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง
พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิรมิตประทับยืน
พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิรมิตประทับนั่ง
พระผู้มีพระภาคประทับยืน ประทับนั่ง หรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิรมิตทรงไสยาสน์

เมื่อทรงตั้งปัญหาถาม พระพุทธนิรมิตก็ตรัสวิสัชนาแก้สลับกันไป พุทธบริษัททั้งหลายได้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก ส่วนเหล่าเดียร์ถีย์ไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ก็พ่ายแพ้ให้กับพระพุทธองค์ บวกกับมณฑปใหญ่ที่ใช้สำหรับแสดงก็ถูกฝนเห็บทำลายหมดไม่เหลือซาก (ตำนานกล่าวว่าท้าวสักกะทรงเสกให้เกิดฝนเห็บตกลงใส่มณฑป) จึงพากันหนีไปด้วยความหวาดกลัวในพุทธานุภาพ พร้อมกับเสียงตะโกนไล่สาปแช่งของชาวเมือง หลังจากทรงแสดงเสร็จแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อไปโปรดพระพุทธมารดาต่อไป

อ้างอิง:
http://kalayanamitra.com
https://th.wikipedia.org/wiki/ปางแสดงยมกปาฏิหาริย์
http://www.84000.org/tipitaka/read/?31/284-293
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=7&A=256&Z=312
www.onab.go.th/คลังข้อมูล/คลังข้อมูล-คลังข้อมูล/ปางโปรดอสุรินทราหู-2
www.onab.go.th/คลังข้อมูล/คลังข้อมูล-คลังข้อมูล/ปางปรินิพพาน-2
http://www.onab.go.th/articles/พระพุทธรูปปางต่าง-ๆ/๔-ปางทรงสุบิน/

One thought on “จิตอาสา อัตตาลด (ตอนจบ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.