ประสบการณ์ภาวนาคุณวิชา

ข้าพเจ้าชื่อวิชา เป็นชาวจังหวัดตรัง เกิดในครอบครัวเชื้อสายจีน ชีวิตในวัยเด็กก็เหมือนบุคคลทั่ว ๆ ไปไม่เคยได้สนใจพุทธศาสนาจริงจัง จนเมื่อเติบโตหลังจากเรียนจบและทำงานในด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์มาได้ 5 ปี

ราวปี พ.ศ. 2545 มีความคิดอยากจะบวชทดแทนคุณพ่อแม่เพราะในใจรู้สึกซาบซึ้งบางอย่างแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ในชีวิตแทบไม่เคยเกี่ยวข้องกับทางธรรมเลย จากนั้นก็ลาไปเรียนต่อปริญญาโท ระหว่างนั้นเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการดิ้นรนของโลกอย่างประหลาด เริ่มเห็นความทุกข์ของคนชราในต่างแดน แทนที่จะเห็นความรุ่งเรืองของเขา ทั้งที่มีทุกอย่าง ทำไมในใจเรายังรู้สึกอ้างว้าง แสดงว่าที่เราเข้าใจมาทั้งหมดว่ามีแล้วมันจะมีความสุข มันน่าจะไม่จริง จึงเริ่มหันเหมาทางธรรม เริ่มจากการมานั่งสมาธิตามแบบหลวงพ่อฤๅษีลิงดำจากการศึกษาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ ในการลองนั่งครั้งที่ 3 จิตดิ่งหายไปในสมาธิ รู้ตัว แต่ไม่รู้ว่านั่งบนเตียงหรือไม่ เพราะไม่มีสัมผัส เสียงทีวีก็ไม่ได้ยิน หายไปสักพักจนความรู้สึกกลับมา จึงเริ่มศึกษาเพิ่มเติมจากนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเรียนจบกลับมาก็ทำธุรกิจครอบครัวเรื่อยมา ชีวิตก็แสวงหาครูบาอาจารย์มาตลอด โดยที่ในจิตใจตอนนั้นรู้แล้วว่า ตัวเรานี้คงปรารถนาหาทางหลุดพ้นมาแต่ก่อนเพราะเราคิดเองคนเดียวตลอดมา ไม่มีเหตุจากคนรอบข้างชักจูงเลย คิดซ้ำ ๆ ในใจและคอยจะหาสื่อธรรมะมาฟัง โดยเฉพาะธรรมที่เกี่ยวกับลำดับสภาวะจิต วินาทีบรรลุธรรมของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ฟังแล้วก็ชื่นใจ เกิดปีติ ร้องไห้คนเดียวตลอดมา ชอบนึกภาพว่าเรานี้ถ้าเกิดเป็นพระในสมัยนั้นก็คงจะดี จะได้ไปเจอครูบาอาจารย์ ซึ่งสวนทางกับชีวิตการงานทางโลกที่กำลังจะก้าวทะยานไปข้างหน้า แต่ในใจข้าพเจ้าก็จะชะลอถอยให้ช้าลงทุกครั้งไป

ในชีวิตประจำวันก็สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ในช่วงปี พ.ศ. 2555-2556 ข้าพเจ้าได้พบหนังสือ “เตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน”ที่ร้านหนังสือพลิกดูก็ซื้อทันที อ่านจบก็สมัครคอร์สแรกช่วงปี พ.ศ. 2555-2556 (หากจำปีผิด ต้องขออภัยเพราะนานมาก) คอร์สที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2558-2559 และคอร์สที่ 3 นี้ปี พ.ศ. 2562 (ห่างจากครั้งแรก 6-7 ปี) จะเห็นได้ว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์ที่อ่อนวินัยมาก ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นที่สุด และในการภาวนาสองครั้งแรก มาทราบภายหลังว่ามีจุดบกพร่องหลายจุด แต่ยังโชคดีที่มีความร้อนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการภาวนาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาคอร์สครั้งที่ 3 นี้ หลังผ่านมาหลายปี อยู่ดี ๆ ช่วง2-3 เดือนก่อนหน้า ข้าพเจ้าก็รู้สึกอยากปฏิบัติให้จริงจังอีกครั้ง

เริ่มต้นคอร์สที่ 3 (ก.พ. 2562)

ราว ๆ วันแรกและวันที่สองของการภาวนา ข้าพเจ้าเหมือนเริ่มต้นใหม่ การวางมือ การจัดการกับความคิดฟุ้งซ่าน ก็แยกไม่ออกว่าเป็นสภาวธรรมหรือการฟุ้งของเราเอง ในหลังม่านตาที่ปิดมีแสงสีวูบวาบมากมาย ความคิด เสียงดนตรี วิ่งวนสลับกันไปทั่ว

วันที่สาม

การภาวนายังเหมือนเดิมก็พยายามทนทำไป จนท่านอาจารย์เดินทางมา ข้าพเจ้ามีกำลังใจมากขึ้น คิดว่าวันนี้ต้องตั้งใจเป็นพิเศษ และเมื่อได้สอบอารมณ์ ได้เรียนท่านอาจารย์ไปว่า ศิษย์ภาวนาเหมือนไม่เป็นเลย จิตใจก็ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะต้องดึงจิตกลับมาอยู่กับจุดสัมผัสตลอดเวลา ท่านอาจารย์บอกว่า ข้าพเจ้าทำผิด เราไม่ควรแทรกแซงสภาวธรรมนั้น ๆ ให้วางอุเบกขา อย่าไปแทรกแซง ที่ข้าพเจ้าทำอยู่ เหมือนจิตจะมีกำลังขึ้น ก็ไปกดลงเพราะไม่อยากให้จิตคิด มันเหมือนการเหยียบ-ปล่อยคันเร่ง ทำให้จิตมันยกกำลังขึ้นไปไม่ได้ ข้าพเจ้าฟังแล้วก็กลับมาตั้งใจภาวนาใหม่ในภาคบ่าย ผ่อนคลายมากขึ้น ปล่อยให้สภาวธรรมไหลไปเรื่อย ๆ โดยที่จิตสนใจเฉพาะที่จุดสัมผัส เหมือนเราขับรถจ้องที่หน้ากระจก แล้วก็เห็นวิวข้างทางผ่านไปเนือง ๆ รถที่สวนมาผ่านไปโดยไม่ได้สนใจ ไม่ให้ค่า จิตใจเริ่มตั้งมั่นได้ดี แต่ที่แปลกคือ สภาวธรรมที่ผ่านมาต่าง ๆ หายไปหมด เหลือแต่ความร้อนเต็มที่ โดยที่ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรเลย

ตอนค่ำท่านอาจารย์สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท เนื้อหากระแทกจิตข้าพเจ้าอย่างจัง และแน่นอนปีติท่วมท้นเช่นเคย เข้าใจได้แจ่มแจ้ง เพราะเป็นธรรมที่ทำให้เราเข้าใจในหลักการเวียนว่ายของจิต เป็นภาพรวมทั้งหมดก่อน แล้วจี้ตรงไปที่ปัญหา โดยเทคนิควิธีนี้ถูกจริตวิศวกรหาเหตุผลอย่างข้าพเจ้า ได้รับการกระแทกตรงประเด็นไปที่จิต และในวันนั้นท่านอาจารย์ยังได้ให้อุบายการสั่งจิตให้เป็นนักรบ ให้ห้าวหาญ การภาวนาคือการออกศึก ตายเป็นตาย และยังให้กำลังใจว่าปาฎิหาริย์นั้นเกิดได้ทุกนาทีให้สู้ให้ถึงที่สุด ข้าพเจ้าฟังแล้วฮึกเหิมเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาภาวนาเหมือนจะผ่อน ๆ ได้แค่ไหนแค่นั้น เพราะก็มีความร้อนตลอด คราวนี้จึงตั้งใจว่าจะทำให้ดีขึ้น โดยที่ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

วันที่สี่

วันนี้เริ่มต้นภาวนาได้ดีต่อเนื่องจากเมื่อวาน นิ่ง ตรึง รู้ได้ดี ความร้อนถาโถมเข้ามาตลอดตั้งแต่เริ่มประกบมือ การภาวนาวันนี้เทียบไม่ได้เลยกับสองวันแรก นิ่งขึ้นเหมือนเป็นคนละคน จิตนิ่ง ตรึงได้ดีมากเมื่อถึงเวลาที่ท่านอาจารย์ให้ไปภาวนาที่เรือนนอน ข้าพเจ้าไปถึงเรือนนอน ก็ตั้งใจเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง เหมือนเรามาวิเวกคนเดียวแล้ว ความฮึกเหิม ความเด็ดเดี่ยว ไม่รู้มาจากไหน ประกาศในจิตว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของข้าพเจ้าแล้ว จะให้ไม่เหลือที่ให้เกิดเชื้ออีก ข้าพเจ้าจะไม่มีที่อยู่แล้ว กิเลสทั้งหลายที่อยู่กับจิตนี้มา 28 พุทธันดร เราจบกันวันนี้ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแค่จรมาอาศัย คิดว่าถ้านิพพานอยู่ฟากตาย และหากต้องตายจริง ๆ ก็ขอเป็นวันนี้ คิดในใจว่า เมื่อตายไปค่อยไปเข้าฝันท่านอาจารย์ให้ติดต่อญาติให้จัดการธุระทางบ้านให้ ทั้ง ๆ ที่ปกติมีภาระมากมายและห่วงทางบ้านมาก แต่วันนี้กำลังใจข้าพเจ้ามาจากไหนก็ไม่รู้ เมื่อภาวนาไปจนเวลาประมาณบ่าย 3 จิตมีกำลังเต็มที่ ความร้อนมากมาย พอจิตเริ่มนิ่งเป็นพิเศษ เริ่มจะปีติเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้นจนข้าพเจ้าต้องยืดอก ยกขึ้นไปตามแรงแห่งปีติ ซึ่งครั้งนี้แรงกว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเคยพบมา จนถึงจุดหนึ่ง ร่ายกายเหมือนกับระเบิดออก กระจายออกไป เหลือแต่ความสว่างไสวไว้ หาตัวไม่เจอ หาสัมผัสไม่เจอ มีความปีติคลุมอยู่เป็นเวลาสักครู่กว่าจะอ่อนลง และกลับสู่สภาวะปกติเมื่อถอนภาวนาข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจ รู้สึกร่างกายโล่งขึ้น คิดว่าจะไปบอกสภาวธรรมนี้กับท่านอาจารย์ในวันรุ่งขึ้น

วันที่ห้า

ในช่วงเช้าข้าพเจ้าก็ภาวนาได้ดีเช่นเมื่อวาน วันนี้ท่านอาจารย์สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท อีกครั้ง พร้อมทั้งเล่าเรื่องอดีตภพชาติทำให้รู้สึกสังเวชกับการเกิด ท่านอาจารย์กล่าวว่าทุกคนมาอยู่ที่นี่ เวลานี้ได้ ต้องเคยอธิษฐานมา มีบารมีมา และที่สำคัญ ปาฏิหาริย์นั้นเกิดได้ทุกนาที ให้ตั้งใจเพียรภาวนาคำ ๆ นี้ แจ้งในจิตข้าพเจ้าตลอด ข้าพเจ้าจึงตั้งใจเต็มที่ เหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย ความรู้สึกทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว เริ่มภาวนาก็ตรึงได้ดี จิตนิ่งเร็ว ความร้อนไม่ต้องพูดถึง ร้อนจนบางทีข้าพเจ้าเปิดตาดูว่า มีกองไฟอยู่ด้านหน้าหรือไม่ มันร้อนจริง ๆ จนถึงนาทีที่จิตเริ่มนิ่ง ภาพในเปลือกตาขาวโพลน ไม่มีแสงวูบวาบเหมือนปกติ กระแสปีติเริ่มมา แรงขึ้นเรื่อย ๆ คราวนี้ต่างจากเมื่อวาน เกิดมีกระแสปีติใหญ่ ยกจิตข้าพเจ้าสูงขึ้นไปด้วยความรวดเร็ว แต่ไม่ระเบิดและค้างอยู่แบบนั้น

หลังจากนั้นแค่ 2-3 วินาที ท่านอาจารย์สั่งหยุดภาวนารวม จิตข้าพเจ้ายังลอยค้างอยู่ ข้าพเจ้าค่อย ๆ ลืมตา แต่จิตตอนนั้นรู้สึกมีปีติท่วมท้น ในใจมีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ร้องไห้ออกมาแบบทนไม่ไหว มือมันสั่นไปหมด ภาวนาต่อไม่ได้ ต้องรีบออกไปนอกชานหอปฏิบัติ ยืนหันหน้าไปทางลานโพธิ์ ยกมือไหว้ พลางร้องไห้ นึกแต่พระคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนอาการทางกายเริ่มสงบลง สักพักเมื่อท่านอาจารย์เรียกไปสอบอารมณ์ ก็แจ้งท่านอาจารย์ไป ร้องไห้ไป ถึงสภาวะของเมื่อวานและวันนี้ เมื่อเสร็จการสอบอารมณ์ท่านอื่น ท่านอาจารย์ก็หันกลับมากล่าวแสดงความยินดี ข้าพเจ้ากราบท่านอาจารย์เต็มหัวใจ รู้สึกถึงคำว่า พ่อแม่ครูอาจารย์ มันเป็นแบบนี้นี่เองทั้งสอนธรรมเรา และให้กำเนิดชีวิตใหม่แก่เราอีกด้วย

ชีวิตเราต่อไปคงไม่เหมือนเดิม เส้นทางใหม่มันเริ่มขึ้นแล้ว มันเห็นป้ายบอกทาง และเห็นทางออกแล้ว แค่เดินไปให้ถึง แล้วเราไม่ต้องกลับไปวังวนเดิมอีกต่อไป เมื่อนึกถึงเวลาตั้ง 28 พุทธันดรที่ผ่านมา มันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน อย่าทนต่อไปอีกเลย

ถึงเพื่อนร่วมทางทั้งหลาย ที่กำลังหาป้ายบอกทางแรก ให้ประสบการณ์ของข้าพเจ้าเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติทุกคนที่กำลังค้นหาป้ายบอกทางแรก แล้วรู้สึกท้อถอย ท้อแท้ ให้เพียรต่อไปเพราะ “ปาฏิหาริย์นั้นเกิดได้ทุกนาที”

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คุณพระศรีรัตนตรัย
น้อมกราบพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน
บิดา มารดา และพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกภพ ทุกชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.