ประสบการณ์ธรรมคุณนฤต

เมื่อพูดถึงการเดินทาง เราต่างนึกถึงจุดหมายปลายทางเป็นหลักตามที่ตนปรารถนา ตลอดช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมากับอาชีพนักเดินทางของผม ก็มีจุดหมายปลายทางในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างกันเช่นกัน ตามแต่ช่วงอายุ ความคิด และประสบการณ์ของช่วงเวลานั้น ๆ ผันแปรไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น หน้าที่และความรับผิดชอบ เวลามีเพื่อนมาปรึกษาเรื่องการภาวนา หรือเรื่องหน้าที่การงาน ปัญหาชีวิตต่าง ๆ ปัญหาหลัก ๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการจัดสรรเวลา ผมมักจะพูดเสมอว่า “เมื่อเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด เราจะให้เวลากับสิ่งนั้นเสมอ” ทีนี้ผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงจะกลับไปสำรวจตนเองแล้วซินะครับว่าเรากำลังให้ความสำคัญในสิ่งไหนกันอยู่…

สำหรับผมนั้น ให้ความสำคัญกับการรู้ตัวมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการรู้ตัวหรือที่เรียกว่า “สติ” นั้น มีรากฐานมาจากสมาธิ และพัฒนาเป็นการเจริญสติ และก้าวไปสู่ขั้นรู้ตัวชัด จนเป็นสัมปชัญญะในที่สุด โดยเฉพาะอาชีพนักเดินทางอย่างผมนี่ แม้เพียงแค่ดูว่าแต่งตัว เดินสง่า โปรยยิ้ม อำนวยความสะดวก ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ตามที่ท่านเห็น แต่ความเป็นจริงแล้ว ภายใต้การเดินทุกย่างก้าวที่อยู่ในห้องโดยสารหรือที่เรียกว่า เคบิน นั้น สายตาของผมแทบเป็นพญาเหยี่ยว ไม่ว่าจะดูว่าเข็มขัดรัดไหม พนักเก้าอี้ตั้งตรงหรือยัง ที่เก็บสัมภาระปิดสนิทหรือไม่ มีกระเป๋าแอบซ่อนไว้ใต้เก้าอี้หรือไม่ ม่านหน้าต่างเปิดหรือยัง คือ…เอาเป็นว่าทุกย่างก้าวที่เดินยิ้มอย่างสง่างาม เราทำงานเกือบสิบอย่างพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว เพราะถ้าพลาดสายตาไปแล้ว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แม้ถุงใส่ผ้าห่มเพียงชิ้นเดียว หรือกระเป๋าเพียงใบเดียว มันอาจจะขัดขวางการอพยพไปตามเส้นทางออกฉุกเฉินต่าง ๆ ได้เลย คงจะเห็นด้วยนะครับว่าทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับการรู้ตัว และรู้ให้ชัดอย่างที่สุด

มีครั้งหนึ่งบนเที่ยวบินไฟล์ทบอมเบย์ มีพี่แอร์โฮสเตสคนหนึ่งเดินมาตามผมบอกว่ามาช่วยพี่หน่อยสิ มีคนเป็นลม ผมตอบรับแล้ววิ่งไปหาถังออกซิเจนและอุปกรณ์ช่วยชีวิตตามมาทันที และพร้อมกับตะโกนบอกเพื่อนที่เดินทางมาด้วยกันให้มาช่วยด้วย ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามพี่คนนั้นไป เพื่อตั้งสติตนเอง และเพื่อไม่ให้คนอื่น ๆ แตกตื่น ผมพบคุณป้าวัยชรานอนกองที่พื้นทางเดิน ด้วยที่ผมเป็นคนตัวสูงใหญ่ จึงอุ้มคุณป้าท่านนั้นขึ้นมานอนราบบนที่นั่งได้สบาย และถามอาการ ดีที่ท่านยังพูดรู้เรื่อง ไม่ติดขัด มือไม่จีบ แสดงว่าไม่ใช่อาการของ Hyperventilation เพียงแค่เป็นลม หรือพร่องออกซิเจน (Hypoxia) เท่านั้น ผมเลยบอกพี่อีกคนว่าให้หาผ้าเย็นมาเช็ดตัวป้าหน่อยครับ พร้อมกับต่อท่อครอบหน้ากากออกซิเจนให้กับคุณป้าและให้นอนราบ นึกภาพตามนะครับ มือขวาถือถังออกซิเจน มือซ้ายยกขาคุณป้าทั้งสองข้างมาพาดแขน เพื่อให้เลือดได้ไปเลี้ยงสมอง ปากก็บอกให้เหล่าบรรดาแขกมุงทั้งหลายนั้นเลิกมุง…

แต่ความสุดมัน ไม่ใช่ตรงนั้น จำเพื่อนที่มาด้วยกันที่เรียกให้มาช่วยได้ไหมครับ บัดนี้เพื่อนผมยังไม่มา พร้อมพี่สาวคนนั้น…ที่เดินหายไป หายไปเลย หายไปไหน?!?!? ยังไม่แค่นั้น เหล่าบรรดาพี่แขก ที่นั่งอยู่แถวถัดไป หันมามองหน้าผม แล้วยิ้มให้ ในใจคิดว่าคงจะยิ้มให้กำลังใจเราเป็นแน่ ๆ พี่เค้ายังคงยิ้มให้แล้วพูดขึ้นมาว่า “Water water please !!!!!” ทีนี้ได้แต่ยิ้มแห้งแล้วไม่พูดอะไร พลันเหลือบสายตาไปเห็นอีกฝั่งทางเดินของเครื่องบิน เห็นเพื่อนสองคนกำลังแอบเดินมางุด ๆ แบบเงียบ ๆ แต่แทนที่เราจะดีใจ เฮ้อ!!! เพื่อนเราทั้งสองเปลี่ยนเสื้อเพื่อที่จะไปนอน เพื่อนกำลังจะไปนอน เพื่อนกำลังจะไปนอน เพื่อนกำลังจะไปนอน…เสียงมันก้องอยู่ในหัว พร้อมทั้งร่างที่เริ่มจะไม่ไหวแล้ว ป้า ป้า ป้าฟื้น ผมเอาหัวเข่าสะกิดป้า พร้อมบอกให้พี่แขกผู้โดยสารท่านอื่นยกขาป้าแทน แต่พี่แขกบอกว่าเขาคนละวรรณะกันจะแตะตัวไม่ได้

เอ่อ…นี่มันวันอะไร วันพิสูจน์บารมีของผมหรือยังไงเนี่ย เวลาผ่านไปราว 20 นาที แต่ที่รู้สึกเหมือนผ่านไป 20 ชั่วโมง กว่าจะมีคนมาช่วยเปลี่ยนผลัด โดยที่หัวหน้างานบอกว่า ไม่มีคนมาแจ้งเลย เลยไม่มีคนทราบเรื่อง อ้าว…คือตอนนั้นอยากจะโกรธ โกรธทุกคนที่ปล่อยเราไว้แบบนี้ แต่มันโกรธไม่ออก ไม่เข้าถึงอารมณ์นั้น เพราะเรารู้ตัวแค่ว่า เราต้องช่วยป้าคนนั้นให้ได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขารอดชีวิตกลับไปเจอครอบครัวที่รักของเขา แม้ว่าเราจะต้องแลกด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ก็คงไม่ถึงกับตาย แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี แต่เรื่องราวหลาย ๆ ครั้งในความทรงจำมันตีย้อนขึ้นมาให้เราได้อิ่มเอมกับความสุขใจนั้นไม่มีวันจบสิ้น

ยังมีเรื่องราวตลอดเวลา 14 ปีในอาชีพนักเดินทางนี้ มันเปลี่ยนสลับกันทั้งดี ทั้งแย่ ทั้งสุข เมื่อตอนที่ยังไม่เริ่มปฏิบัติธรรม ผมก็จะติดอยู่ในห้วงอารมณ์ ทั้งความสุขและความทุกข์ ที่เรากำหนดเองไม่ได้ แต่พอปฏิบัติธรรมแล้ว สิ่งที่กำหนดได้จริง ๆ นั้น คือการฝึกรู้ตัว และมันจะรู้ทันในภาวะอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามา แบบที่เราคาดเดาไม่ได้เลย ว่าวันนี้เราจะเจอเพื่อนร่วมงานแบบไหน บางทีไปเดินทางครั้งหนึ่งในเที่ยวบินหนึ่งอาจจะไม่เจอคนรู้จักกันมาก่อนเลยก็ได้ หรือแม้แต่มีเพื่อนที่อาจจะไม่ได้อยากช่วยเราก็ได้ ผมรู้สึกดีที่วันนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธ เพราะนอกจากที่จะเผาใจเราแล้ว ยังอาจทำให้เราเสียเพื่อนไปอีกหลายคนด้วย

ขอเพียงแค่เริ่มฝึกรู้ตัวในการเดิน ยืน นั่ง นอน กิน พูด คิด ทำ เป็นนิจแล้ว ย่อมเข้าสู่การเจริญสติ และสัมปชัญญะอย่างคมชัดในที่สุด ตามที่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลได้เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่จะเข้าถึงนิพพาน จะขาดซึ่งสติและสัมปชัญญะไม่ได้”

One thought on “ชีวิตกับการเดินทาง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.