ประสบการณ์ภาวนา คุณพงษ์นรินทร์

ข้าพเจ้านายพงษ์นรินทร์ ขอเล่าเส้นทางก่อนการได้มาปฏิบัติธรรมที่เตโชวิปัสสนาสถานแห่งนี้ พื้นเพเดิมของข้าพเจ้าเป็นคนกรุงเทพมหานคร ได้พบกัลยาณมิตรผู้นำทางให้ข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติธรรมโดยลำดับดังนี้

บุคคลที่ 1 ราวปี 2548 ปีที่ลูกสาวเกิด ข้าพเจ้าได้ทำงานกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งซึ่งมักจะชวนทำบุญเป็นประจำ และมักพูดคำหนึ่งซึ่งทำให้ข้าพเจ้าและภรรยาแปลกใจ เป้าหมายของพี่คนนี้และภรรยา คือนิพพาน ซึ่งในตอนนั้นข้าพเจ้าและภรรยาคิดว่าผู้ที่จะนิพพานมีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น

บุคคลที่ 2 เป็นผู้ปกครองของเพื่อนลูกสาวซึ่งแนะนำให้ข้าพเจ้าสวดบทเมตตาใหญ่ของหลวงพ่อจรัญ และแนะนำว่าสวดวันละ 3 จบ เพียง 9 เดือนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแน่นอน เมื่อข้าพเจ้าได้สวดเพียงไม่นานก็ได้พบกับ กัลยาณมิตรคนสำคัญที่สุด ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้า และครอบครัวไปตลอดกาล นั่นคือ

บุคคลที่ 3 คุณธนันรดา ในครั้งแรกได้รู้จักในนามผู้ปกครองคนหนึ่งของเพื่อนลูกสาว แต่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าและภรรยาเคารพนับถือเธอเป็นโค้ช เป็นครูอาจารย์ ทั้งทางโลกและทางธรรม ทำให้ข้าพเจ้าและครอบครัวเปิดใจในการปฏิบัติธรรม จากคนที่ไม่เคยรู้ว่านิพพานเกิดได้ในปุถุชนเช่นเรา เธอยังเป็นผู้ที่ทำให้เห็น เป็นให้ดู ถึงความเสียสละและความกตัญญูต่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และเป็นผู้นำพาข้าพเจ้าและครอบครัวมาส่งที่เตโชวิปัสสนาสถานแห่งนี้

เหตุที่ทำให้ได้พบ คุณธนันรดา เริ่มจากได้รู้จักเพื่อนลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งน้องคนนี้เป็นเด็กที่เก่งรอบด้าน มีมารยาทดี นิสัยน่ารัก แม้จะเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ แต่มีความอ่อนน้อม มีมารยาท มีความเป็นไทยสูงมาก รู้ได้ว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี เป็นเด็กที่มีศักยภาพ เก่งรอบด้านจนน่ามหัศจรรย์ในทุกกิจกรรม และคุณธนันรดาเป็นคนที่ 2 ที่พูดว่าจะไปพระนิพพาน และเป็นคุณแม่ที่รับส่งลูกที่เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย เป็นโค้ชพัฒนาศักยภาพเด็กและครอบครัว ตอนนั้นลูกสาวของข้าพเจ้าซึ่งมีอายุ 8-9 ขวบแล้ว ทั้งที่เป็นเด็กที่มีความสดใสร่าเริง แต่ก็มีอารมณ์ขึ้นลงรุนแรง บางครั้งขาดความมั่นใจ ข้าพเจ้าและภรรยาได้สนับสนุนพาไปเรียนพิเศษและทำกิจกรรมทั้งเสาร์-อาทิตย์ และได้เข้ารับคำปรึกษาเพื่อจะพัฒนาศักยภาพของลูกสาว จนปัจจุบัน ได้เป็นเยาวชนทีมชาติไปแข่งกีฬาที่ต่างประเทศ

เดิมทีลูกสาวเป็นเด็กที่ประสบอุบัติเหตุเลือดตกยางออกตั้งแต่แบเบาะ ยิ่งโตยิ่งหนักและถี่ขึ้น เมื่อจะมีการแข่งขันมักจะเจ็บป่วยและมีอุบัติเหตุก่อนการแข่งขันสำคัญเสมอ คุณธนันรดาจึงแนะนำว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ น่าจะมาจากผลกรรมปาณาติบาตของลูกสาว จึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน 7 วัน เพื่ออุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของลูกสาว ซึ่งในตอนนั้นธรรมะไม่เข้ากับโลกที่วุ่นวายของเรา แต่การพัฒนาลูกจำเป็นต้องมีผู้ที่เข้าใจโลก และเปิดใจเราให้ค่อย ๆ ก้าวออกจากโลกที่วุ่นวาย เข้าสู่เส้นทางธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาจากการปฏิบัติครั้งนั้น เธอแนะนำให้ภรรยาและลูกสาวได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน 5 วัน หลังจากเข้าปฏิบัติธรรมทั้งครอบครัวครั้งแรก ลูกสาวไม่ประสบอุบัติเหตุอีกเลย นับจากนั้นครอบครัวก็ได้ปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเสมอมา เธอได้แนะนำให้ข้าพเจ้าและภรรยาอุทิศตนเพื่อสะสมบารมี โดยเป็นผู้ช่วยในการรวบรวมและบอกบุญโครงการปันความรู้สู่เรือนจำ ด้วยการเป็นสมาชิกอุปถัมภ์นิตยสารซีเคร็ต และภายหลังได้นำนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพเข้าสู่เรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นงานสำคัญในชีวิตของครอบครัวข้าพเจ้าจนถึงปัจจุบันโดยทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 แล้ว เป็นงานที่นำแสงสว่างไปสู่สถานที่มืดที่สุดในยุคนี้ สร้างความอิ่มเอิบใจทุกครั้งที่เห็นจดหมายจากเรือนจำ ซึ่งเขียนโดยนักโทษที่ตั้งใจจะกลับออกมาเป็นคนดี จากการได้อ่านนิตยสารที่กลุ่มครอบครัวและกัลยาณมิตรได้นำส่งเข้าไป หลังจากนั้นไม่นานคุณธนันรดาก็แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมที่เตโชวิปัสสนาสถาน และนั่นคือคอร์สแรกของข้าพเจ้าในเดือนมิถุนายน 2558

นับตั้งแต่คอร์สแรกเดือนมิถุนายน 2558 ข้าพเจ้าและภรรยาได้จัดสรรเวลาให้เหมาะสม สลับกันมาปฏิบัติธรรมที่เตโชวิปัสสนาสถานอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และสลับกันดูแลรับ-ส่งลูกสาวที่มีซ้อมกีฬาทุกวัน พร้อมทั้งจัดเวลาให้ลูกได้ปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย

ก่อนจะมาปฏิบัติธรรมในคอร์สที่ 7 นี้ ข้าพเจ้ามีวินัยในการภาวนาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวันตลอด 11 เดือนเต็ม เพราะเข้าปฏิบัติคอร์สที่ 6 ในเดือนเมษายน 2561 จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าได้สมัครคอร์สไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 แต่ต้องขอยกเลิกไปเนื่องจากภรรยาป่วย จึงสมัครใหม่และได้รับการยืนยันอีกครั้งในเดือนมกราคม 2562 แต่ก็ต้องยกเลิกอีกครั้งเนื่องจากภรรยาป่วยหนัก ต่อมาบุตรสาวก็ป่วย และตามมาด้วยมารดาของข้าพเจ้าที่ป่วยหนักจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง

จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกตอนสามทุ่มของคืนวันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2562 ข้าพเจ้ากำลังทำงานอยู่กับลูกค้าชาวต่างชาติที่ไบเทคบางนา งานต้องแก้ปัญหาและเครียดมาก บุตรสาวโทรมาบอกว่าแม่ขับรถชนรถพ่วง 18 ล้อ นาทีนั้นแปลกมากข้าพเจ้าไม่ตกใจเลย พยายามตั้งสติและสอบถามจึงทราบว่า รถพ่วงกลับรถในเลนกลาง ในขณะที่ภรรยาขับรถอยู่เลนขวาตามมาเป็นคันสุดท้าย รถใหญ่จึงมองไม่เห็นกลับรถมาชนเข้า

จากหลายเหตุการณ์จนทำให้เกือบจะไม่ได้มาปฏิบัติธรรมในคอร์สที่ 7 นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ 6 คอร์ส ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีแทบไม่มีอะไรต้องกังวลสักเท่าไร ช่วงที่มีวิบากถาโถม ข้าพเจ้าใช้วิธีเข้าห้องภาวนาและนึกถึงท่านอาจารย์ ซึ่งทำให้มีสติสัมปชัญญะค่อยแก้ปัญหาและปรับอารมณ์ตัวเองไปได้มากทีเดียว จากที่เป็นคนมักโกรธ ก็จับอารมณ์ได้เร็วมากขึ้น ความโกรธน้อยลง หรือบางทีก็หายไป และไม่มีเลย แถมด้วยการจับอารมณ์อื่นได้อีกด้วย มีสติในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นตามลำดับ

และมาถึงการเข้าคอร์สเดือนมีนาคม 2562 ในคืนก่อนเดินทางไปคอร์สนี้ ก่อนนอนรู้สึกไม่อยากไปเลย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็พยายามตั้งสติและเดินทางมาจนได้ เพราะนึกถึงท่านอาจารย์ อยากมาเห็นท่าน เป็นห่วงท่าน เพราะท่านทุ่มเททำงานหลายภาคส่วนอย่างมากมาย และตัวเองก็มีความตั้งใจว่า ก่อนมาเข้าคอร์สนี้จะต้องภาวนาอย่างมีวินัยมาก่อน เพราะทำใจไม่ได้เมื่อเห็นท่านอาจารย์ป่วยหรือธาตุขันธ์ไม่แข็งแรง

ประสบการณ์ภาวนาในคอร์สที่ 7 ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2562

วันแรกเมื่อไปถึง ทำกิจวัตรและธุระต่าง ๆ เสร็จ ขึ้นภาวนาตอน 12.30 น.

วันที่ 2 จะคล้ายวันแรกไม่มีอะไรให้กังวล พอถึงวันที่ 3 ที่ท่านอาจารย์มาถึง หลังจากรับกรรมฐานเสร็จ นั่งภาวนา และได้สอบอารมณ์ก่อนพักทานข้าวกลางวัน จึงกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงอาการปวดหลัง มีความร้อนที่หัวเข่าขวาและปวดเข่ารุนแรง ท่านอาจารย์เมตตาอธิบายว่า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนมักโกรธชอบพูดทำร้ายจิตใจผู้อื่น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงตามที่ท่านเมตตาแนะนำสั่งสอนและท่านก็ให้ไปพัก

พอช่วงบ่ายของวันที่ 3 ในภาวนาเห็นภาพผู้ชายใส่หมวกมีหนวดและยิ้ม แต่เห็นไม่ชัด ภาวนาต่อไป ตรึงไปเรื่อย จนระฆังตีได้ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ลงไปเดินจงกรมตามปกติ

วันที่ 4 ของการภาวนา ช่วงเช้าภาวนาได้ต่อเนื่อง และวันนี้ท่านอาจารย์ให้กลับไปภาวนาที่เรือนทั้งเช้าและบ่าย ในช่วงบ่ายภาวนาที่เรือนนอน ชั่วโมงแรกภาวนาไปมีเสียงเพลงขึ้นมา “ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ” ข้าพเจ้าภาวนาอย่างมีสติ สักพักก็หายไป แต่ผ่านไปพอสมควรก็มีอีกเพลง “จบแล้ว รักนี้ที่ทนมา” แต่เพลงนี้มาสั้น ๆ ภาวนาต่อไป พอเข้าชั่วโมงที่ 2 เริ่มเห็นไก่ต้มตัวขาว ๆ อวบ ๆ น่ารับประทานเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้สนใจเพียรเผากิเลสต่อไป สักพักหมูกรอบสีทองชิ้นใหญ่ก็ลอยมา และตามด้วยเป็ดย่างตัวโตน่าทานมาก ตรึงอยู่นาน อาหารทั้ง 3 อย่างก็ไม่หายไปสักที

ข้าพเจ้าเริ่มหวั่นไหวแต่ก็ตรึงและไม่ตาม แต่เริ่มรู้สึกว่า ถ้าออกจากคอร์สไปสงสัยต้องไปจัดสักหน่อย พอดึงสติกลับมาได้ ภาวนาตามที่ท่านอาจารย์สอนอย่างเคร่งครัด ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้าอาหารทั้งสามอย่างนี้จะหายไป ใกล้จะเพลี่ยงพล้ำ ในจิตของข้าพเจ้าเหมือนได้ยินเสียงให้กำลังใจ ให้สู้ อย่ายอมแพ้ พอตั้งสติได้ระลึกรู้ว่าเป็นเสียงคุณสมัย ศิษย์พี่ผู้มีจิตกตัญญูและเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้แก่ข้าพเจ้า ทั้งสอนและแนะนำข้าพเจ้าเสมอมา จึงกลับมามีกำลังใจและสู้ต่อ จนคว่ำกิเลสแห่งการกินและรูปอาหารเหล่านี้ลงได้ แต่แล้วขาซ้ายด้านบนเริ่มมีเวทนารุนแรงขึ้น และรุนแรงมากขึ้นทุกที ต้องสลับขาเปลี่ยนท่านั่ง พอขาหายเจ็บค่อย ๆ ทุเลา ในมือขวาที่ภาวนาอยู่ก็มีงูสีดำค่อย ๆ เลื้อยออกมา เมื่อเลื้อยออกมาอยู่ตรงหน้า ตัวงูค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าไม่สนใจเพียรเผาและภาวนาต่อไป สุดท้ายงูใหญ่ก็หายไป แล้วระฆังก็ตีช่วยชีวิตไว้ ภาวนาได้ 2 ชั่วโมงพอดี

ในตอนค่ำ เมื่อฟังธรรมบรรยายจบลง ท่านอาจารย์เมตตาบรรยายเรื่องมหันตภัยโลกร้อน สำหรับข้าพเจ้าแล้วน่ากลัวมาก และคิดว่าไม่อยากกลับมาเกิดอีกแล้ว ถ้าพื้นดินจะลุกเป็นไฟใน พ.ศ. 3000 จึงตั้งใจว่าเวลาที่เหลืออยู่จะตั้งใจเพียรภาวนาให้เต็มที่ หลังสวดมนต์เสร็จจึงรีบเข้านอน เพื่อพรุ่งนี้จะได้มีกำลังภาวนาต่อไป และวันสำคัญในชีวิตของข้าพเจ้าก็มาถึง ช่วงเช้าขึ้นเรือนปฏิบัติ เริ่มภาวนา 4.30 น. ตั้งใจภาวนาแต่ไม่เกร็ง ทุกขณะจิตระลึกรู้ตัวตลอดเวลา

ภาวนาผ่านไปพักใหญ่ได้เห็นถุงสีทอง พยายามรวบรวมสติไม่สนใจ ภาวนาต่อไปด้วยจิตมั่นคง เห็นเป็นคนวิ่งเข้าเส้นชัยและเลข 1 ภาวนาต่ออย่างมุ่งมั่น ก็เห็นผู้ที่ข้าพเจ้าเคารพสูงสุดท่านหนึ่งในชีวิต สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงฉลองพระองค์ในชุดนักรบสีดำและทรงพระมาลานักรบ แย้มพระสรวลให้ข้าพเจ้า พระองค์ทรงงามสง่าด้วยพระมหาเมตตา ข้าพเจ้าปีติในจิตอย่างมากและก็เกิดอาการชาที่ตัว สักชั่วเวลาครู่เดียว จากนั้นอาการต่าง ๆ ก็หายไป เมื่อทานอาหารเช้าและทำภารกิจต่าง ๆ เสร็จแล้ว จึงรอขึ้นภาวนารอบเช้าของวันที่ 5 ซึ่งวันนี้คือวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562

ท่านอาจารย์สอบถามสภาวธรรม จึงกราบเรียนท่านตามที่กล่าวมาข้างต้น
ท่านอาจารย์ถามว่า “คุณพงษ์นรินทร์รู้ไหม ใครเป็นผู้มาส่งให้มาปฏิบัติที่นี่? ” ข้าพเจ้าตอบว่า “ทราบครับ”
และท่านถามว่า “รู้ไหมใครเป็นผู้มารับ” ข้าพเจ้าตอบว่า “ทราบครับ”
ท่านกล่าวว่า “อาจารย์นั่งเปิดดูสมุดภาพ 7 ปีเตโชวิปัสสนา จำภาพที่อาจารย์เดินภาพนี้ได้ไหม เป็นภาพที่มีสองความหมาย ความหมายหนึ่งเหมือนการเดินมารับ อีกความหมายหนึ่งก็ดูเหมือนกำลังเดินจากไป ศิษย์ย่อมรู้ว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และรู้ดีว่ากายสังขารอาจารย์เป็นอย่างไร” เมื่อท่านอาจารย์กล่าวมาถึงตอนนี้ เขื่อนน้ำตาที่ข้าพเจ้าพยายามกลั้นมานานก็แตกลง น้ำหูน้ำตาน้ำมูกหลั่งไหลพรั่งพรูออกมามากมาย

แล้วท่านได้กล่าวต่อว่า “มาเป็นคนในประวัติศาสตร์ที่อยู่กับอาจารย์ในวันที่อาจารย์ยังมีกายเนื้ออยู่ เรามีวาสนาแค่ไหนที่ได้อยู่ต่อหน้าท่าน อีกหน่อยเมื่อท่านไม่อยู่แล้วก็จะเหลือเพียงภาพถ่าย ส่วนผู้ที่ยังมาไม่ถึงก็จะนั่งรำพึงว่า เมื่อก่อนนี้เราไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมมาถึงช้าไป จึงได้แต่อ่านเรื่องราวและคำบอกขานจากผู้อื่น” มาถึงคำกล่าวของท่านอาจารย์ตรงนี้ ข้าพเจ้าก็ยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักมาก และท่านได้กล่าวว่า “ให้ระลึกถึงบุญคุณของท่านผู้มาส่ง และอย่าเป็นศิษย์อกตัญญู”

เมื่อท่านอาจารย์กล่าวมาถึงช่วงนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้จะบรรยายอย่างไร น้ำตาแห่งความปีติตื้นตันใจไหลรินออกมาไม่ขาดสาย แม้ตอนที่ถ่ายทอดเรื่องราวมาถึงตรงนี้ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจนี้ไว้ได้ ข้าพเจ้าพยายามรวบรวมสติและตอบท่านอาจารย์ว่า

“ศิษย์จะไม่เป็นศิษย์อกตัญญู ศิษย์อาจจะไม่มีโอกาสได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์และพ่อแม่ครูบาอาจารย์”

ข้าพเจ้าคงไม่สามารถอยู่มาถึงวันนี้ได้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้น ย้อนกลับไปเมื่อภรรยาของข้าพเจ้ากลับจากคอร์สเดือนพฤศจิกายน 2560 เธอได้เล่าให้ฟังว่า ระหว่างภาวนาที่เรือนนอนบ่ายวันที่ 5 ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์มาบอกว่า “ให้สามีระวังเส้นเลือด ไม่งั้นจะตาย” จึงส่งตรวจร่างกายให้แน่ใจที่สถาบันการแพทย์ถึง 3 แห่ง ในสถาบันแห่งที่ 3 จึงทราบว่ากล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนได้ตายแล้ว โดยเป็นในส่วนของเส้นเลือดฝอย คล้ายรากฝอยของต้นไม้ หลังจากนั้นได้รับการบำบัดจากแพทย์ทางเลือก มีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และเข้าอบรมแบบแพทย์แผนจีนแขนงที่ 6 ร่วมกับการออกกำลังกาย จนร่างกายกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้นมาก และได้รับการยืนยันจากการตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์

ข้าพเจ้าขอน้อมกราบในความเมตตาและพระคุณของท่านอาจารย์ ที่ได้อบรมสั่งสอนการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน อันมากมายเหลือประมาณทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ตอนที่ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าแทบจะกลั่นคำพูดออกมาไม่ได้เลย ทั้งซาบซึ้งและสำนึกในพระคุณ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนต้องพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะและกล่าวกับท่านอาจารย์ว่า “ศิษย์น้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด” ท่านอาจารย์กล่าวแสดงความยินดีที่การมาภาวนาครั้งนี้ของข้าพเจ้าทำความเพียรภาวนาได้ดีมาก

ข้าพเจ้าขอน้อมกราบองค์สมเด็จองค์ปฐม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม
น้อมกราบหลวงปู่เทพโลกอุดร
น้อมกราบหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
น้อมกราบองค์มหาราชตากสิน
น้อมกราบสมเด็จพระปิยมหาราช
น้อมกราบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
น้อมกราบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
น้อมกราบท่านพ่อลี วัดอโศการาม
น้อมกราบหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
น้อมกราบหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
น้อมกราบหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
น้อมกราบหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล
น้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์แห่งสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน
น้อมกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพชาติของข้าพเจ้า

ขอขอบพระคุณ คุณปฐมกฤษฎ์และคุณธรณินทร์ ที่ให้โอกาสผมได้เข้าไปช่วยงานและให้ความอนุเคราะห์ผมในทุกเรื่องเสมอมา
ขอบพระคุณ คุณธนันรดา กัลยาณมิตรผู้แนะนำให้ข้าพเจ้าได้เข้ามาปฏิบัติธรรม มาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ทั้งช่วยแนะนำ เสริมศักยภาพ ส่งเสริมจิตใจและคุณธรรมให้บุตรสาว ภรรยา และตัวข้าพเจ้าทั้งครอบครัวจนมีวันนี้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของความมีจิตกตัญญูต่อพ่อแม่ครูอาจารย์เสมอมา
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่มีส่วนในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำข้าพเจ้า
สุดท้ายต้องขอบใจเด็กน้อยอีกคนคือ บุตรสาว ที่เธอทำให้ข้าพเจ้าต้องออกเดินทางในเส้นทางสายสีขาวเส้นนี้ เราจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน รวมถึงภรรยาที่เป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมและร่วมเดินเส้นทางสายนี้ด้วยกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.