ประสบการณ์ธรรม คุณวาสนา

“จิตนี้คือพลังงาน จิตที่เบาจากอกุศลย่อมลอยขึ้นสูง
จิตที่หนักด้วยอกุศล ย่อมลงสู่ที่ต่ำ”

คำกล่าวนี้สว่างแจ้งขึ้นมาในจิตข้าพเจ้าระหว่างการเดินจงกรมอยู่ที่บ้าน เมื่อกลางปี 2558
พลันจิตก็คิดขึ้นมาว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้าตามหา ท่านคือใครและอยู่ที่ไหนหนอ ธรรมแท้และสายปฏิบัติที่เข้มแข็ง ที่ข้าพเจ้าตามหานั้น อยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าเชื่อว่าต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ทำไมข้าพเจ้ายังหาไม่เจอ…..

ภายหลังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้าเคารพยิ่ง ละสังขารไป จิตของข้าพเจ้าเคว้งคว้าง เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน “สายพองหนอ ยุบหนอ” ที่วัดอัมพวัน มานานหลายปี เกิดปัจจัตตังและสิ่งดี ๆ จากการปฏิบัติธรรมหลายอย่าง คือความเข้มแข็งของจิตใจ อดทนต่อสิ่งที่ทนได้ยาก และรู้ซึ้งว่า การปฏิบัติธรรมที่จะได้ผล คือการปฏิบัติที่เข้มข้น ต่อเนื่อง ต้องทำจริงถึงจะได้ผลจริง แต่ตัวข้าพเจ้าเองนี่แหละที่ปฏิบัติแบบทำ ๆ หยุด ๆ มาตลอดเวลาหลายปี รักษาศีลไม่ครบ โดยเฉพาะศีลข้อ 5 เพราะเกรงใจสังคม ที่เมื่อสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงมายา เลยหาความก้าวหน้าไม่ได้สักที

ช่วงปลายปี 2558 ข้าพเจ้ามีโอกาสได้อ่านธรรมคำสอนของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ทางเฟซบุ๊กเพจข้ามห้วงมหรรณพ จากการแนะนำของกัลยาณมิตร ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้อ่าน ข้าพเจ้ารู้สึกจุกที่หน้าอก เพราะคำสอนท่านอาจารย์ตีตรงมาโดนข้าพเจ้าเต็ม ๆ จนข้าพเจ้าต้องหยุดอ่าน และกลับไปคิดพิจารณาถึงคำสอนนั้น เมื่อจิตคิดพิจารณา ใคร่ครวญในสิ่งที่ท่านสอน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความจริง เป็นธรรมแท้ ที่ไม่ได้เขียนเพื่อเอาใจใครใด ๆ ทั้งสิ้น ดำคือดำ ขาวคือขาว ทุกอย่างคือความจริงทั้งสิ้น

โยนิโสมนสิการแล้ว ข้าพเจ้าก็ย้อนกลับไปอ่านธรรมคำสอนนั้นใหม่ และรู้ตัวอีกที ข้าพเจ้าก็ติดตามอ่านคำสอนของท่านอาจารย์ตลอดทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งในเพจบอกไว้ว่า จะมีการโพสต์คำสอนของท่านอาจารย์ในช่วงนั้น ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้จักสายธรรมเตโชวิปัสสนาแล้ว แม้คิดว่าเป็นสายการปฏิบัติภาวนาที่ดี แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่คิดที่จะเข้าปฏิบัติ แต่พอได้ทราบข่าวจากเฟซบุ๊กเพจว่า “หนังสือฆราวาสบรรลุธรรม” จะวางจำหน่าย เท่านั้นแหละ ทำไมจิตข้าพเจ้า ตื่นเต้น อยากอ่านหนังสือเล่มนี้นัก เมื่อหนังสือวางแผง ข้าพเจ้ารีบไปซื้อมาทันที 12 เล่ม เพื่ออ่านและแจกเป็นธรรมทานแด่กัลยาณมิตรทั้งหลาย

ทันทีที่ข้าพเจ้าได้เริ่มอ่านหนังสือ จิตของข้าพเจ้ามีความตื่นเต้น ดีใจ เหมือนมีกลองตีรัว ๆ อยู่ในอก อ่านไปก็ปีติ ตื้นตัน ร้องไห้ไป ความรู้สึกเหมือนได้พบทางที่ตามหามานาน และบอกกับคู่ชีวิตว่า จะต้องสมัครเข้าคอร์สอบรมเตโชวิปัสสนาให้ได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะหลังจากที่มีผู้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะต้องมีคนสมัครอีกมากมายแน่ ๆ กลัวเต็ม แต่ถึงแม้จะกล่าวไปเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ยังมิได้ขวนขวายรีบกรอกใบสมัครแต่อย่างใด เหมือนมีสิ่งใดบังตาบังใจอยู่ จนคู่ชีวิตของข้าพเจ้ากล่าวขึ้นมาว่า “เธออ่านไปร้องไห้ไป และร่ำ ๆ ว่าจะต้องรีบสมัครเข้าคอร์สให้ได้ในเร็ววันนี้ 2-3 อาทิตย์ผ่านไป ยังไม่เห็นเธอปรินต์และกรอกใบสมัครเลย ขอชื่อเว็บไซต์ด้วย ฉันจะปรินต์มาให้เธอรีบกรอกในวันนี้เลยนะ” ข้าพเจ้าอิดออด บอกไม่ต้องรีบก็ได้ จิตใจเกิดความกลัวขึ้นมาว่า หากสมัครเข้าคอร์สเป็นศิษย์แล้ว คงเป็นไฟต์บังคับ ที่จะทำให้ข้าพเจ้าไปไหนไม่ได้อีก แล้วจิตก็คิดขึ้นมาว่า “พบของแท้ ของจริงแล้ว ก็ต้องถึงเวลาปักหลัก” พอคิดได้เช่นนั้น จิตข้าพเจ้ามีกำลังฮึกเหิมขึ้นมาทันที

หลังกรอกใบสมัครในเดือนเมษายน 2559 ข้าพเจ้าได้รับการยืนยันให้เข้าคอร์สครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ก่อนถึงวันเข้าคอร์ส ข้าพเจ้าพบบททดสอบหลายอย่าง ต้องยกเลิกการเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะคู่ชีวิตคิดว่าข้าพเจ้าอาจจะไม่ได้รับการยืนยันเข้าคอร์ส เลยวางแผนการเดินทางแบบโปรแกรมแน่นตลอด 2 อาทิตย์ แต่ข้าพเจ้าเลือกที่จะเข้าคอร์ส จึงขออภัยและบอกให้เขาเข้าใจ โดยให้เหตุผลว่า การเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หากยกเลิกการไปเข้าคอร์สในครั้งนี้ อาจจะโดนแบล็กลิสต์ และต้องรอไปอีกหลายปี “มหาโอกาสแห่งการหลุดพ้น รอไม่ได้” โชคดีที่เขาเข้าใจ และไม่ขัดขวางใด ๆ

ในเดือนพฤษภาคมก่อนวันเข้าคอร์ส ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าร่วมฟังธรรมบรรยายในหัวข้อ “ฆราวาสบรรลุธรรม” จากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่การบินไทย สำนักงานใหญ่ กัลยาณมิตรที่เดินทางไปถึงงานก่อน ได้จองที่นั่งให้ในแถวช่วงด้านหน้า ข้าพเจ้าตกใจ ว่าได้นั่งข้างหน้าขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็ถอยมิได้แล้ว กัลยาณมิตรอุตส่าห์เมตตาจองให้ ระหว่างนั่งรอเวลา ข้าพเจ้าและกัลยาณมิตรก็พูดคุยกัน หัวเราะกันสนุกสนาน แต่พอพิธีกรประกาศว่า ท่านอาจารย์เดินทางมาถึงแล้ว ธรรมบรรยายจะเริ่มต้นภายในเวลา 5 นาที พลันข้าพเจ้าที่กำลังหัวเราะ สนุกสนาน ก็มีอาการขนลุก น้ำตาไหล โดยไม่ทราบสาเหตุ ยิ่งพอได้เห็น ได้กราบท่านอาจารย์ ยิ่งเกิดอาการปีติและรู้ซึ้งขึ้นมาทันทีว่าท่านคือ “พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้าตามหามานาน”

เมื่อได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านอาจารย์ ธรรมบรรยายได้เข้าไปถึงจิต ให้ได้ซาบซึ้งและตื่นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำตายิ่งไหล ห้ามไม่อยู่ ดั่งเปิดก๊อกน้ำ ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ซึ่งเกือบทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้เข้ากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจะมีอาการ ปีติ น้ำตาไหลพรั่งพรูเช่นนี้ แต่ท่านอาจารย์คือครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาส ข้าพเจ้ากลับมีอาการเช่นเดียวกัน ความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่สัมผัสได้ด้วยจิตตน ช่างเป็นบุญวาสนายิ่งนัก หากฟังแต่คำบอกเล่า โดยมิได้นำตนมาสัมผัสจนพบปัจจัตตังด้วยตนเอง อาจจะโดนกิเลสหลอกได้ หรือหากเผลอปรามาส ยิ่งเป็นการปิดทางและสร้างกรรมหนักให้ตนเองโดยใช่เหตุ

และแล้วก็ถึงวันเดินทางมาเข้าคอร์ส ก่อนเดินทางก็มีเรื่องวุ่นวายใจมาทดสอบ ข้าพเจ้าคิดแต่เพียงว่า ขอวางทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ตั้งใจจดจ่ออยู่กับเบื้องหน้า คือการเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนา กลับมาแล้ว สิ่งต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร ก็ให้มันเป็นไป ทันทีที่ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงเตโชวิปัสสนาสถาน ข้าพเจ้าดีใจและมีความสุข เหมือนยกภูเขาออกจากอก ในที่สุดเราก็ได้มาถึง “ที่นี่”

กลางปี 2559 ที่ข้าพเจ้า เข้าปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานเป็นคอร์สแรกนั้น ยังไม่มีคอร์สอานาปานสติแยกมาต่างหาก เพราะฉะนั้น ใน 3 วันแรกของการปฏิบัติ จึงมีการสอนอานาปานสติเพื่อปูพื้นฐานก่อน ข้าพเจ้าได้ฝึกภาวนาแบบอานาปานสติมาจากที่บ้านบ้างแล้ว แต่พอมาลงสนามจริง เป็น 3 วันแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึก อึดอัด ทรมาน จิตไม่ยอมเป็นยาม เฝ้าหน้าประตู เผลอเมื่อไหร่ มักแว็บมาดูพองยุบที่พุง เพราะข้าพเจ้าคุ้นเคยกับการภาวนา พองหนอ ยุบหนอ มาตลอดเวลาหลายปี ข้าพเจ้ารู้สึกท้อแท้และคิดไปว่า เราอุตส่าห์ดีใจ ที่ได้พบและเจอทาง แต่แค่พื้นฐานอานาปานสติยังทำไม่ได้ แล้วการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา เราจะไหวหรือ เพียงคิดแค่นั้น ข้าพเจ้าก็ยิ่งใจเสียและเสียใจ แต่ก็ฮึดสู้ และคิดว่า คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้

เมื่อวันที่ท่านอาจารย์เดินทางมาถึงธรรมสถาน เป็นวันที่จะได้รับกรรมฐานและเริ่มปฏิบัติเตโชวิปัสสนาเป็นครั้งแรก เมื่อท่านอาจารย์นำการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา ทันทีที่หลับตาและเพ่งไปที่จุดสัมผัส ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความร้อนและมองเห็นไฟที่ลุกขึ้นมา ช่างอัศจรรย์และเป็นขวัญกำลังใจที่ดียิ่ง อีกทั้งได้เห็นหน้าของบุคคล 2 คนที่ข้าพเจ้าไม่ถึงกับชอบหรือชัง แต่คงมีปฏิฆะอยู่ลึก ๆ ไฟเตโชธาตุเผาอยู่นานประมาณ 10 นาที ทำให้ข้าพเจ้าได้สำนึกว่า แม้บุคคลที่ไม่ได้สนิทมากมายนัก แต่หากไปเผลอมีปฏิฆะ ย่อมฝังลึกอยู่ในชั้นสังขาร

การภาวนาในครั้งต่อมา ข้าพเจ้าเห็นกิเลสเป็นครั้งแรก ในเครื่องแบบคล้ายทหาร มีหมวกกันน็อก อาวุธครบมือ ยืนเรียงแถวเตรียมปฏิบัติหน้าที่ ประหนึ่งพร้อมรบ และเห็นไฟไหม้บ้านแบบโหมกระหน่ำ เห็นพระพุทธรูปสีทองเรียงราย งดงาม เป็นแถวตอนลึก ทั้งซ้าย-ขวา และในช่วงภาวนาน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นพระอาจารย์เมตตานำการภาวนา ให้ข้าพเจ้าได้รู้ชัดและมีสติจดจ่ออย่างยิ่งอยู่ที่จุดเพ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกน้อมสำนึกในมหาเมตตาและมีกำลังใจในการปฏิบัติอย่างยิ่ง

วันท้าย ๆ ของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้ไปน้อมกราบขอขมาต่อพระบรมศาสดาและคุณพระศรีรัตนตรัยที่ใต้ต้นโพธิ์ ทันทีที่ข้าพเจ้ากราบขอขมาเสร็จ พลันมีลมพัดมาแผ่วเบา และมีหยดน้ำ หยดลงมาที่ศีรษะ 2-3 หยด ทั้ง ๆ ที่ฝนไม่ได้ตก ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่น มีกำลังใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบรมศาสดาและคุณพระศรีรัตนตรัยยิ่งนัก รู้สึกอย่างแท้จริงถึงการได้มาอยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งพระบรมศาสดา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายธรรมเตโชวิปัสสนา ธรรมแท้อันหนักแน่นและเข้มแข็งที่ข้าพเจ้าตามหา และบัดนี้ได้พบแล้ว

ในคอร์ส ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านอาจารย์ ที่เปิดจิตข้าพเจ้าในหลาย ๆ เรื่อง อันเป็นธรรมที่สว่างและตีตรงมาที่จิต ข้าพเจ้าคิดแต่เพียงว่า เราช่างโชคดีและมีวาสนายิ่งนัก

ท่านอาจารย์เมตตาสอบอารมณ์เหล่าศิษย์ในคอร์ส ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้เข้าสอบอารมณ์และได้นั่งอยู่ที่เบื้องหน้าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ามีแต่ความปีติท่วมท้น น้ำตาไหล พูดไม่ออก รู้แต่เพียงว่า ท่านอาจารย์เมตตาเหล่าศิษย์เป็นที่สุด ท่านเมตตาบอกและสอนในทุกอย่างและทุกทาง อยู่ที่เราจะมีปัญญาและความเพียรในการปฏิบัติและซึมซับไปได้มากน้อยแค่ไหน

ภายหลังการปฏิบัติเตโชวิปัสสนาในคอร์สแรก ข้าพเจ้ามีความเพียรอย่างดียิ่ง เมื่อกลับมาที่บ้าน ข้าพเจ้าภาวนา เช้า 2 ชั่วโมง เย็น 2 ชั่วโมง เพลงต่าง ๆ ที่เคยชอบฟัง ซื้อและดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่องไอโฟน ข้าพเจ้าลบออกจนหมดสิ้น โดยไม่รู้สึกเสียดายสักนิด จิตโล่ง โปร่งเบา เป็นที่สุด

จิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปอย่างมากมายแม้เพียงคอร์สแรก จากที่เคยหลงบุญ โลภในบุญ ใครบอกทำบุญอะไรแล้วได้อานิสงส์อย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าทุ่มเต็มที่ แต่เป็นแนวลงทุนหวังผล ตระเวนเดินสายทำบุญไปในที่ต่าง ๆ มากมาย บางวันขับรถไปร่วมงานบุญหล่อพระ 3 ที่ 3 จังหวัด ในวันเดียวกัน ออกเช้ากลับเที่ยงคืน ก็ยังทำไปได้ ไปทำบุญที่ไหนมา ก็มารีบโพสต์ให้คนอนุโมทนา แต่จิตลึก ๆ นั้นอยากอวด อยากโชว์ว่า ฉันได้ไปทำบุญตรงนั้นตรงนี้มานะ หารู้ไม่ว่า ได้กิเลสไปเต็ม ๆ

เพราะคำสอนของท่านอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าได้สติและปัญญา หยุดโลภในบุญ หันมาสร้างบุญด้วยใจที่บริสุทธิ์ เลิกเป็นพุทธช่างขอ แต่หันมาสร้างความดีงาม ทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อส่งเสริมความดีงามของผู้อื่นอย่างแท้จริง สิ่งใดที่จะเพิ่มอัตตาตัวตน ข้าพเจ้าก็เพียรลดละ มีจิตเมตตา เสียสละมากขึ้น หันมาภาวนาเป็นหน้าที่ แก้ไขตนจากจิตตน พิจารณาขัดเกลาตน แทนที่จะมองหรือเปรียบเทียบกับผู้อื่น เคยใช้ชีวิตตามกระแสโลก ก็เปลี่ยนมาใช้ชีวิตให้อยู่ในกระแสธรรมมากขึ้น อยู่กับโลกแบบรู้ทันโลก รักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด จนเป็นปรกติศีล

ข้าพเจ้าเคยคิดว่า การมีวาสนา คือการได้ทุกสิ่งทุกอย่างทางโลกพร้อมสรรพ มีแก้วแหวนเงินทอง สมบูรณ์บริบูรณ์ แต่พอได้ปฏิบัติเตโชวิปัสสนาและได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าก็รู้ซึ้งว่า “วาสนา…. ที่แท้จริง คือการได้พบธรรมแท้ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ได้กลับบ้านที่แท้จริง คือพระนิพพาน” ส่วนวาสนาแบบโลก ๆ ที่ข้าพเจ้าเคยไขว่คว้าคือวาสนาที่ไม่เที่ยง และนำมาซึ่งการเวียนวน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า หากไม่ขวนขวายเพียรสร้างวาสนาในทางธรรมให้เกิดมีแก่ตน

ขอนอบน้อมกราบพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์และทุกท่าน พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพและสำนึกในพระคุณเหนือเศียรเกล้า ที่ได้เมตตาประสิทธิ์ประสาทธรรมแท้ ให้ข้าพเจ้าได้มีปัญญา มีวาสนาในทางธรรมดังเช่นทุกวันนี้

พบธรรมแท้ ไม่ง่าย แต่รักษาไว้ ยากยิ่งกว่า แต่ไม่มีสิ่งใดยากเกินจิตกตัญญู จิตที่มีความกตัญญูอย่างแท้จริงต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ จะปกป้องคุ้มครองเราให้อยู่รอดปลอดภัย อยู่ในธรรม ในทาง
ข้าพเจ้าจะหนักแน่น มั่นคง เพียรรักษาวาสนานี้ ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นกำลังให้พระศาสนา ท่านอาจารย์ และสายธรรม เพื่อยังประโยชน์แห่งตนและผู้อื่นให้ถึงพร้อม ตราบเข้าสู่พระนิพพานค่ะ

2 thoughts on “วาสนา….ที่แท้จริง

  1. ขอบพระคุณมากครับ

    ในวันที่ จ. 20 พ.ค. 2019 เวลา 18:21 ประสบการณ์ เตโชวิปัสสนา เขียนว่า:

    > Techo Vipassana posted: “ประสบการณ์ธรรม คุณวาสนา “จิตนี้คือพลังงาน
    > จิตที่เบาจากอกุศลย่อมลอยขึ้นสูง จิตที่หนักด้วยอกุศล ย่อมลงสู่ที่ต่ำ”
    > คำกล่าวนี้สว่างแจ้งขึ้นมาในจิตข้าพเจ้าระหว่างการเดินจงกรมอยู่ที่บ้าน
    > เมื่อกลางปี 2558 พลันจิตก็คิดขึ้นมาว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้าต”
    >

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.