ประสบการณ์ภาวนา ดร.วิไลรัตน์

คอร์สวันที่ 24-30 มิถุนายน 2562

วันต่อมาท่านอาจารย์ได้เมตตากล่าวสอนมากมายให้เข้าใจตนเอง ให้รักษาศีล ละวางความยึดมั่นถือมั่น และวางอุเบกขา ไปจนถึงเหตุปัจจัยที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏได้ ให้เห็นถึงความยากลำบาก และความเสียสละแม้พระชนม์ชีพขององค์พระบรมศาสดา เพื่อสะสมบารมีธรรมในการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงค้นพบทางออกจากทุกข์ทั้งปวง ช่วยเหลือเวไนยสัตว์ให้ออกจากวัฏสงสาร บางพระชาติ พระองค์ต้องยอมสละชีวิตให้แม่เสือกิน เพื่อป้องกันมิให้แม่เสือที่หิวโหยกินลูกของตนเอง บางพระชาติต้องถูกตัดหู ตัดแขนขาเพราะความมืดบอดของมนุษย์ เมื่อครั้งที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตั้งจิตแน่วแน่ เด็ดเดี่ยวและอดทนมาก แต่ผู้เป็นสาวกไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น แค่ให้มีจิตหนักแน่นมั่นคงในการภาวนา ท่านอาจารย์พยายามสอนให้เหล่าศิษย์มีความหนักแน่น มีขันติ อดทนต่อเวทนา และเน้นย้ำว่าต้องฝึกอย่างมีวินัย จิตแกร่งเยี่ยงนักรบผู้ไม่หวั่นไหวต่อกิเลส มีอุเบกขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอุเบกขาคือแก่นธรรม ศีลคือรากฐาน สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ คือ ปัจจัย เป็นต้น

เมื่อฟังท่านอาจารย์กล่าวสอนจบ จิตมีพลังขึ้นมามาก และพยายามเพียรปฏิบัติตามที่ท่านสอน แต่ข้าพเจ้าไม่อาจคุมกำลังให้สม่ำเสมอได้ตลอดทาง มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง สักพักก็ปรากฏประโยคขึ้นที่จิตว่า “ทางสายกลาง คือ ความพอดี” จึงต้องปรับระดับให้เหมาะสม สุดท้ายก็พบและตรึงได้อย่างสงบและมีอุเบกขามากขึ้น

มีอยู่ครั้งหนึ่งภาวนาที่บนหอภาวนา เกิดมีสภาวธรรมในจิตเป็นปัจจัตตัง เมื่อกราบเรียนสภาวธรรมท่านอาจารย์เมตตาสอนว่า
“คุณนี่ดื้อ และมีปัญหาเรื่องอุเบกขา เห็นไหมว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเป็นห่วง ท่านคอยสอดส่องดูแลเหล่าศิษย์” แล้วชี้แนะวิธีการแก้ไข ข้าพเจ้าได้กราบขอขมาที่ดื้อต่อท่าน และเพียรแก้ไขตนเองต่อไป

ในการภาวนาวันที่ 5 จึงเพียรแก้ไขทุกอย่างตามที่ท่านอาจารย์สอน วางอุเบกขาได้ดีขึ้น จิตเห็นมีบางสิ่งบางอย่างคล้ายภูเขาที่บังตาอยู่ ไม่ให้เห็นความจริง แตกออกเป็น 2 ส่วน แยกออกไปทางซ้ายและขวา ทำให้เห็นทางตรงกลาง ซึ่งพุ่งไปยังปราสาทแก้วใสทั้งหลัง สวยงามมากอยู่ที่ปลายทาง จากนั้นจิตก็เห็นการยึดติดในความรู้ของตนปรากฏขึ้น เป็นความรู้ที่เกิดจากการฝึกปฏิบัติ ที่เห็นสภาวธรรมต่าง ๆ จนเกิดความรู้และปัญญา ไม่ใช่ปัญญาจากตัวอักษรที่อ่านผ่านหนังสือ แต่การยึดติดความรู้และปัญญาที่จิตนี้ ก็มีสภาวะไม่ต่างจากคนติดปริยัติ เพียงแต่ดีกว่าตรงที่ว่าเข้าใจลึกซึ้งถ่องแท้กว่า และเป็นการยึดติดที่ควรละ

จากนั้นก็เห็นอีกว่า การยึดติดนี้เกิดจากความกลัว จิตเดิมแท้กลัวว่า จะไม่มีความรู้ จึงยึดสิ่งที่รู้ไว้ไม่ยอมปล่อย ยิ่งเป็นสิ่งที่รู้จากการเห็นสภาวธรรมจริงด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกว่ามีค่ามาก กลัวว่าจะลืมเลยยิ่งยึดไว้ และเห็นว่า การยึดนี้แหละ เป็นเหตุให้ทิฏฐิมานะและอัตตามาตั้งรกรากพอกพูนกำลังขึ้นมา และหลงคิดว่า ตนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถมาก แม้ตอนนี้สิ่งเหล่านี้จะถูกทำลายไปมากแล้วจากการปฏิบัติที่ผ่านมา แต่ก็ยังเหลืออยู่ในส่วนที่เป็นจุดกำเนิดของความหลงผิดนี้ และอัตตามันคุมอยู่ จากนั้นพลังการยึดติดก็สลายไปแต่ก็ไม่หมด เพราะกำลังจิตไม่พอที่จะทำลายให้หมดไป แต่จิตก็กระจ่างแจ้ง และหมดคำถามในคำชี้แนะของท่านอาจารย์ในวันที่ 3 ของการภาวนาว่า “คุณติดความรู้เหมือนคนติดปริยัติ”

เมื่อภาวนาต่อไปจิตก็เห็นข้อบกพร่องของตนปรากฏขึ้นที่จิตทีละเรื่องอย่างช้า ๆ เริ่มจาก กำลังสติไม่พอ เห็นภาพตนเองคิดโน่นนี่นั่นอยู่แทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จิตจมในความคิดมากเกินไป ทำให้กำลังสติที่อยู่ในปัจจุบันขณะอ่อนกำลังลง เพราะถูกนำไปใช้ในการคิด ส่งผลให้ความรู้สึกตัวชัด หรือสัมปชัญญะในปัจจุบันลดลง เป็นเหตุให้สมาธิผ่อนลงไปด้วย อุเบกขาก็ไม่อาจตั้งมั่นได้ จากนั้นก็เห็นภาพการนั่งภาวนาของตนเองคล้ายแบบนี้ จิตมักไหลไปคิด ทำให้สมาธิลดลง เพราะถูกใช้ในการคิด จิตซัดส่าย ไม่สามารถตั้งมั่นได้นาน ตั้งได้เพียงสั้น ๆ พอรู้สึกตัวก็ดึงกลับมา วางอุเบกขาได้ไม่นานก็ไหลไปคิดอีก โอ้ ! ภาพต่าง ๆ ไหลออกมาให้เห็นราวกับภาพยนตร์ซีรีย์ เห็นข้อบกพร่องของตนเองชัดเจนมาก แม้จะเพียรทุกวัน แต่ก็ยังถือว่าประมาทอยู่มาก

เห็นภาพว่าตนเองใช้เวลากับงานทางโลกมากเกินไป และเห็นหนทางแก้ไขต่าง ๆ เห็นว่าเราสามารถเพียรภาวนาให้มากขึ้นได้ ไม่ประมาท และต้องจริงจัง จิตยอมรับความจริงทั้งหมดและยอมแก้ไขตนเอง ทิฏฐิมานะอัตตาจึงสลายตัวลดลงไป พลังงานหนัก ๆ เทา ๆ เหมือนหิน ที่บังตาบังใจอยู่ ที่ทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรก็สลายหายไปด้วย เมื่อถอนภาวนาออกมา รู้สึกเหมือนคนที่เพิ่งตื่นขึ้นจากความง่วงงัวเงีย กลายเป็นสดใสเบิกบาน มีความรู้สึกตัวชัด มองเห็นอะไรชัดขึ้นมาก หมดข้อสงสัย และรู้แล้วว่าต้องแก้ไขตนเองอย่างไร แล้วก็ยิ้มออกมาได้ พลังจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบรมศาสดาและพระคุณแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ออกมามากจนน้ำตาคลอ ความกตัญญูรู้คุณและหมายตอบแทนพระคุณท่านก็มีมากขึ้น มีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป

ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าการขัดเกลากิเลสขั้นละเอียดนี้ไม่ง่ายเลย ประมาทไม่ได้ เพราะตราบใดจิตยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังเป็นทางเชื่อมให้พลังกิเลสจากภายนอกเข้ามาในจิตได้ หากไม่ระวังอายตนะ ดังนั้นต้องไม่ประมาทและเพียรให้มากกว่านี้ มีอินทรีย์สังวรที่แกร่งขึ้น หากเราไม่สู้ เราก็ไม่รอด หากเราสู้ เรายังมีโอกาสที่จะรอดได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะเป็นนักรบในแดนจิต สู้เพื่ออิสรภาพของตนและตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบรมศาสดา พระรัตนตรัย พระศาสนา และพระคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์

ในวันที่ 6 ก็ภาวนาได้ดีมากและจิตตั้งมั่นขึ้น ช่วงเช้าท่านอาจารย์ได้เมตตากล่าวให้กำลังใจและชี้แนะให้เพียรต่อไป ข้าพเจ้ารู้สึกสำนึกในพระคุณ และความเสียสละของท่านอาจารย์เป็นอย่างมาก ความกตัญญูและพลังแห่งการปกป้องท่านอาจารย์ปรากฏขึ้นที่จิต จนไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ต้องออกมาดูแลและปกป้องท่านให้มากที่สุด บุญคุณของท่านอาจารย์ ทดแทนอย่างไรก็ไม่หมด อยากทำอะไรเป็นรูปธรรมทันที ในวันนี้แม้มีพวงมาลัย และการกล่าวด้วยวาจา พร้อมของเล็กน้อยที่นำมามอบแด่ท่านอาจารย์ ก็รู้สึกว่าไม่เพียงพอ จึงตั้งจิตน้อมบุญกุศลที่ตนเองกระทำมาแด่ท่านอาจารย์ เพื่อช่วยถนอมธาตุขันธ์ของท่าน แม้เพียงน้อยนิดก็อยากจะทำ

หากท่านสังเกตจิตตนเองบ่อย ๆ จะเห็นว่ากิเลสเขาเก่งมาก และขยันทำงานตลอดเวลา หลอกจิตเดิมแท้ได้อย่างแนบเนียน และหลากหลายกลยุทธ์ แบบยากที่จะตามได้ทัน ดังนั้นต้องเพียรฝึกปฏิบัติให้มาก ระวังให้มาก และไม่ประมาท การที่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยชี้แนะและแก้ไขจิตให้ ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากภัยกิเลส การฝึกเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้เห็นกิเลส การยึดติดของจิตและความหลงผิดต่าง ๆ ชัดขึ้น และสามารถละสิ่งเหล่านี้ได้จริง ชำระกิเลสให้ลดลงได้จริง จิตสะอาดและเบาสบายขึ้น เมื่อจิตเปลี่ยนก็ส่งผลให้ความคิด ทัศนคติ การกระทำเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนเห็นได้ชัด ห่างไกลจากกิเลส และมั่นคงในการรักษาศีล 5 ได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจัตตังที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ที่ได้มีโอกาสใช้กายและจิตของตนเป็นห้องทดลองในการฝึกเตโชวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นและศรัทธาในหนทางนี้ เชื่อมั่นในคำสอนและธรรมของท่านอาจารย์โดยปราศจากข้อสงสัย เพียงแต่วิธีการหรือเทคนิคที่ใช้นั้นอาจแตกต่างจากที่คนทั่วไปคุ้นเคยบ้าง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงในเทคนิคใด ย่อมเข้าใจวิธีการและทางเดินของจิตในเส้นทางนั้นเป็นอย่างดี จึงเป็นผู้เชี่ยวชาญในเทคนิคนั้น ๆ และชี้แนะผู้เป็นศิษย์ได้

ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลโดยทั่วไปไม่มีใครรอบรู้ทุกเรื่อง หรือฝึกฝนกรรมฐานทุกวิธีได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง และหากอยากรู้ว่ากรรมฐานชนิดใดเป็นอย่างไร ก็ต้องใช้กายและใจของตนเป็นห้องทดลอง ทุ่มเทฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงจะเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่อ่านวิธีการหรือฝึกแบบผิวเผิน แล้วนำมาวิเคราะห์ ไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรมได้ ดังนั้นจึงไม่ควรปรามาสในธรรมใด วิธีการใด ที่ตนไม่เข้าใจอย่างแท้จริง

ผู้ที่เข้าถึงธรรมแท้แล้วท่านจะถ่อมตัว และให้เกียรติสายธรรม รวมถึงเทคนิควิธีการอื่น ๆ ที่เป็นธรรมแท้ ข้าพเจ้าเคยเล่าให้พระอาจารย์ ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้านับถือฟังว่า ขณะนี้ข้าพเจ้ามาฝึกเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ท่านอาจารย์อัจฉราวดีสอนดีมาก ๆ ฝึกแล้วได้ผลดี สามารถละความโลภ ความโกรธ ความหลงผิด อัตตา และกิเลสอื่น ๆ ไปได้มาก พระอาจารย์ฟังแล้วก็ยิ้ม ท่านไม่ตอบอะไรเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิค เพราะท่านไม่ได้ฝึกวิธีนี้มา ท่านไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งพอที่จะวิเคราะห์วิจารณ์อะไร แต่ท่านยิ้ม และดีใจที่ลูกศิษย์ของท่านมีความเจริญบนหนทางแห่งธรรม เข้าใจธรรมมากขึ้น กิเลสลดลงและแนะนำให้ฝึกปฏิบัติต่อไป อีกทั้งแนะนำให้นำพระธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่เคยสอนไว้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่นการฝึกสติ สมาธิ เป็นต้น เพราะเป็นรากฐานของการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน จะเห็นว่าขึ้นชื่อว่าธรรมแท้ของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ว่าสายธรรมใด ล้วนไม่เคยขัดแย้งกันเลย มีแต่จะส่งเสริมกันให้เจริญขึ้น กระจ่างชัดขึ้น

ข้าพเจ้าเคารพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านเสมอ และกราบทุกท่านด้วยจิตทุกเช้า-เย็นในเวลาสวดมนต์ทุกวัน ติดต่อแวะเวียนไปกราบเยี่ยม ดูแลท่านอยู่เสมอตามเหตุตามปัจจัย ไม่เคยขาด

จิตกตัญญูรู้คุณและพยายามตอบแทนพระคุณท่านในทางที่ดีงาม คุณธรรมและศีลธรรมเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ พลังกตัญญูทำให้จิตใจมีอัตตาลดลง จิตมีความอ่อนโยน และปลอดภัยจากกิเลสมากขึ้น จิตกตัญญูที่แท้จริง มักจะมาพร้อมกับจิตที่ต้องการจะปกป้องผู้มีพระคุณเสมอ เป็นธรรมชาติของจิตเดิมแท้ และจะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อจิตถึงพร้อม

ท่านอาจารย์อัจฉราวดีเป็นแบบอย่างที่งดงามให้กับข้าพเจ้าหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความกตัญญูกตเวทิตา ท่านอาจารย์มีความรักเคารพสักการะ และกตัญญูต่อองค์พระบรมศาสดาอย่างสูงยิ่ง ทำทุกอย่างเพื่อรักษาและปกป้องพระเกียรติของพระองค์ ด้วยการก่อตั้งองค์กรโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม และยังสืบต่อพระธรรมคำสอนของพระองค์ เพื่อช่วยเหลือเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วยความเสียสละอย่างยิ่งยวด อันเป็นปรมัตถบารมี ซึ่งยากนักที่ผู้ใดจะทำได้ อีกทั้งยังก่อตั้ง เคบีโอ เอิร์ธ เพื่อช่วยลดโลกร้อน อันเป็นประโยชน์แก่ทุกชีวิตบนโลกใบนี้โดยส่วนรวม และงานอื่น ๆ อีกมากมาย ข้าพเจ้าจึงรักและเคารพท่านอาจารย์อย่างหมดจิตหมดใจ และต้องการที่จะปกป้องท่านที่สุดเท่าที่จะทำได้ เฉกเช่นที่ข้าพเจ้าเคารพรักและต้องการปกป้ององค์สมเด็จพระบรมศาสดาด้วยชีวิต

ข้าพเจ้าหวังว่าการแบ่งปันธรรมในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านได้พอสมควร บุญกุศลใดที่เกิดจากการแบ่งปันธรรมนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตถวายแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ทุกท่าน และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.