ประสบการณ์ภาวนา ดร.วิไลรัตน์

คอร์สวันที่ 24-30 มิถุนายน 2562

ในการภาวนาครั้งนี้ข้าพเจ้าตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า จะขอภาวนาเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระบรมศาสดา และพระคุณแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่าน ขอให้ข้าพเจ้าพบสิ่งที่ต้องแก้ไขและกระทำให้สำเร็จตามเหตุตามปัจจัยด้วยเถิด

ในช่วง 2 วันแรกนั้น ภาวนาได้ดีมากและต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง มีสภาวธรรมผุดขึ้นที่จิตหลายอย่าง บางช่วงจิตก็พิจารณาธรรมแบบองค์รวมเอง โดยพิจารณาแบบวิเคราะห์เชื่อมโยงธรรมต่าง ๆ เข้าหากัน จนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและตกผลึกเป็นความรู้ ในวันที่ 3 เมื่อกราบเรียนสภาวธรรม ท่านอาจารย์ได้เมตตาบอกว่า “นั่นยังมิใช่การกระจ่างแจ้งในธรรม เหมือนคนติดปริยัติ ติดความรู้ ไม่ต้องกังวลเรื่องความรู้ต่าง ๆ เพราะเมื่อจิตสะอาดบริสุทธิ์แล้ว จะรู้อะไรมากกว่าที่คิดเสียอีก และในระหว่างการภาวนา จะไม่มีการพิจารณาธรรม เพียงแค่รู้สภาวธรรมที่เกิดขึ้นเท่านั้น แล้ววางอุเบกขา” ข้าพเจ้าก็รับมาปฏิบัติ แต่ก็ยังงง ๆ อยู่เพราะ ตัวเองไม่ค่อยจะรู้เรื่องปริยัติแต่เน้นปฏิบัติมากกว่า ไม่ชอบอ่านหนังสือทฤษฎีธรรม เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจเท่ากับการลงมือปฏิบัติแล้วเห็นสภาวธรรมจริง

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเคารพเชื่อฟังในสิ่งที่ท่านอาจารย์สอน เพราะเมื่อจิตเรายังมีกิเลสบดบังอยู่ ย่อมมองไม่เห็นสิ่งที่ตนติดอยู่ นี่แหละจึงต้องมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ เรื่องนี้มีคำตอบในวันท้าย ๆ ของคอร์ส การภาวนาในครั้งต่อ ๆ มา ก็พยายามวางอุเบกขาให้ได้ตามที่ท่านอาจารย์ชี้แนะ

ในวันที่ 4 มีช่วงหนึ่งของการภาวนา จิตเห็นสนามพลังงานที่มืดดำมาก คล้ายจานคว่ำครอบสังคมแห่งหนึ่ง เพราะผู้คนหลงมัวเมาอยู่กับวิถีโลก ที่เต็มไปด้วยการหลงมายาต่าง ๆ แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ วัตถุนิยม ความสบาย ยุ่งอยู่แต่กับการทำมาหากินและงานทางโลก แข่งขันชิงดีชิงเด่น และติดเพลินไหลไปตามอำนาจของกิเลส ไม่ใส่ใจในธรรม ไม่สนใจที่จะชำระจิตให้สะอาดปราศจากกิเลส ไม่รักษาศีล 5 อย่างจริงจัง จากนั้นก็เห็นตัวเองอยู่ในนั้นด้วย แต่ข้าพเจ้าหนีสุดชีวิต พยายามสุดแรงที่จะปีนขึ้นเพื่อให้ห่างจากพลังงานมืดเหล่านั้น

ข้าพเจ้าเคารพท่านอาจารย์แบบหมดจิตหมดใจ ทั้งรักและเคารพองค์พระบรมศาสดา และรักพระพุทธศาสนามาก จิตเกิดความห้าวหาญอย่างนักรบเพราะสำนึกในพระคุณพร้อมปกป้องและมีพลังกตัญญูที่สูงมากขึ้นมาทันที จิตตั้งมั่นในอารมณ์นี้อย่างแน่วแน่สักพักใหญ่ จากนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้น จึงได้ถอนภาวนาเพราะเป็นช่วงพักกลางวัน

ทางรอดเดียวที่จะพาตนพ้นจากวัฏสงสาร คือ ต้องปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน อันเป็นพระธรรมแท้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด จริงจัง ห้ามบิดเบือนคำสอนใด ๆ สิ่งที่พระองค์ตรัสสอนไว้นั้นถูกต้องดีแล้ว และให้ปิดประตูไม่ทำบาปเพิ่ม หมั่นทำความดี และเพียรชำระจิตตนให้สะอาดขาวรอบปราศจากกิเลส ก็จะสามารถพาจิตให้พ้นทุกข์ได้อย่างแน่นอน

จิตประกอบขึ้นจากอนุภาคพลังงานจำนวนมากมารวมกัน และมีคุณลักษณะหลากหลายเป็นที่อัศจรรย์ เช่น สามารถรับรู้ คิด วิเคราะห์ เก็บข้อมูลต่าง ๆ ทุกภพทุกชาติที่ดวงจิตนั้นประสบมา เป็นต้น ดังนั้นจิตจึงเป็นพลังงานเช่นกัน อารมณ์ความรู้สึก ความคิด ปัญญาต่าง ๆ ที่เกิดที่จิตก็เป็นพลังงาน เมื่อเราพูดถึงจิต ก็คือ กำลังพูดถึงเรื่องของพลังงานชนิดหนึ่งในธรรมชาตินั่นเอง ปกติในการฝึกวิปัสสนากรรมฐานเชิงปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น จิตต้องมีทักษะพื้นฐานหลัก 6 ประการ คือ

1. สติ
2. สัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัวชัด)
3. สมาธิ
4. ปัญญา
5. ศีล
6. ธรรม

จากนั้นก็จะนำทักษะเหล่านี้มาใช้แบบผสมผสานเป็นองค์รวมในการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายเทคนิค แล้วแต่ว่าเทคนิคใด จะมีองค์ประกอบใดใน 1-4 เด่นเป็นพิเศษหรือไม่ก็ได้ แต่มีแก่นเหมือนกันคือ ต้องอยู่ในกรอบของมหาสติปัฏฐาน 4 และขณะฝึกวิปัสสนากรรมฐาน โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ได้แก่

สติปัฏฐาน 4
สัมมัปปธาน 4
อิทธิบาท 4
อินทรีย์ 5
พละ 5
โพชฌงค์ 7
อริยมรรคมีองค์ 8

ทั้งหมดนี้จะมาประชุมรวมกันเองอัตโนมัติ ตามกำลังของจิตที่มีอยู่เป็นมรรคผสม เมื่อจิตเกิดกำลังที่เหมาะสมจะเกิดเป็นมรรคสมังคี และเกิดปัญญาญาณแจ่มแจ้งขึ้นที่จิตตามมา

มรรคสมังคีในมิติของพลังงาน จะเห็นเป็นระนาบที่ราบสงบ เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันหมดทั้งระนาบ ไม่อาจแยกได้ว่าพลังงานส่วนใดเป็นอะไร ส่วนปัญญาญาณนั้น ถือเป็นปัญญาที่แท้จริงของจิต ต่างจากปัญญาทั่วไปที่มักเป็นสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ปัญญาญาณเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะที่สามารถสลายพลังของกิเลสได้ ซึ่งมีหลายระดับ ปัญญาญาณระดับโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล หากเป็นปัญญาญาณในระดับอรหัตผลแล้ว จะไม่มีกิเลสใดสามารถต้านทานได้เลย แม้แต่อัตตาซึ่งเป็นพ่อแม่ของกิเลสทั้งปวงก็สลายหมดในระดับนี้ ปัญญาญาณจะฝังอยู่ในจิตเดิมแท้ และทำหน้าที่ตัดกิเลสโดยอัตโนมัติตามธรรมชาติ จากหยาบไปสู่ละเอียด จะตัดได้เพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่าปัญญาญาณนั้นเกิดลึกลงในจิตได้เพียงใด และมีกำลังเท่าใด

ปัญญาญาณเกิดขึ้นในที่ใด ที่นั่นกิเลสจะถูกเผาหมด ยิ่งหากฝังลึกลงไปที่อยู่ของรากอาสวกิเลส และมีกำลังแกร่งกล้า ก็จะเผาสลายพลังของรากอาสวะได้มาก เมื่อตัดกิเลสแล้ว จะทำให้จิตเกิดความสว่างไสวขาวสะอาด รู้สึกโล่ง โปร่ง เบาสบายและความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ จะลดลงอย่างอัตโนมัติ การรักษาศีลหรือธรรมก็จะมีความมั่นคงมากขึ้น ความสำนึกในพระคุณ ความกตัญญูที่มีต่อองค์พระบรมศาสดา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งธรรมจะมีมากขึ้นด้วยอย่างเห็นได้ชัด จนหลายท่านอาจซาบซึ้งจนน้ำตาไหลออกมาเอง

สำหรับเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นเทคนิคการฝึกวิปัสสนาอย่างหนึ่งที่อยู่ในหลักการนี้ เพียงแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ ในระหว่างการฝึกจะมีการจุดเตโชธาตุขึ้น สามารถเผาสลาย สังขารและกิเลส (ซึ่งก็เป็นพลังงานอีกเช่นกัน) ได้เองตามธรรมชาติอย่างเป็นอัตโนมัติ ทำให้จิตสะอาดขึ้นตามกำลังความแน่วแน่ของสมาธิ สติและอุเบกขา

เมื่อกิเลสลดลง กำลังจิตส่วนที่ดี ก็มีกำลังมากขึ้นไปด้วย เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ การแยกแยะผิดชอบชั่วดี การรักษาศีล 5 ความกตัญญู จิตจะใช้ศักยภาพของตนไปในหนทางที่ดีขึ้น เป็นต้น แม้ในการฝึกเเต่ละครั้งจิตจะยังไม่สามารถเกิดเป็นมรรคสมังคี เกิดปัญญาญาณได้ แต่ก็สามารถช่วยชำระสังขาร และกิเลสที่สะสมในจิตไปได้เรื่อย ๆ หากผู้ฝึกเพียรป้องกันไม่ให้มีกิเลสเพิ่ม และฝึกบ่อย ๆ จนจิตมีกำลังถึงจุดที่เหมาะสม จะทำให้เกิดปัญญาญาณ ผู้ฝึกที่มีเตโชธาตุระดับสูงเท่าใด ก็ยิ่งชำระจิตให้สะอาดขึ้นได้มากและเร็วเท่านั้น ด้วยพลังการเผาทำลายกิเลสของเตโชวิปัสสนากรรมฐานสูงมาก จึงทำให้ฆราวาสบรรลุธรรมได้ และเมื่อจิตเกิดปัญญาญาณแล้ว ก็ยิ่งมีศักยภาพในการสลายพลังกิเลสและสังขารในจิตได้สูงมาก เปรียบเหมือนการใช้อาวุธที่ทรงอานุภาพหลายอย่างพร้อม ๆ กันในการสู้รบกับกิเลส

ในยุคปัจจุบันที่มนุษย์หลงมัวเมาในกิเลสมาก ไม่สนใจรักษาศีล 5 อย่างจริงจัง และยิ่งมีระบบอินเทอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมโยงพลังกิเลสในจิตมนุษย์เข้าหากันได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้สนามพลังงานแห่งความมืดบอด หนาทึบปกคลุมโลกมากมาย กักขังดวงจิตไว้ในวัฏสงสารอย่างแน่นหนา เมื่อจิตอ่อนแอไม่มีกำลังธรรมพอ ทำให้การหลุดพ้นออกจากสนามพลังงานนี้เป็นไปได้ยาก ยิ่งเป็นฆราวาสที่คลุกคลีกับกิเลส และวิถีแบบโลกียะด้วยแล้ว โอกาสที่จะหลุดพ้นนั้นก็ยิ่งยากขึ้น หากเป็นนักบวชที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และห่างไกลจากกิเลส ก็จะมีโอกาสมากกว่า

ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นวิปัสสนาจารย์ผู้มีเมตตาธรรมสูงยิ่ง เสียสละทุ่มเททั้งกายใจเพื่อสั่งสอนเกื้อกูลศิษย์ ทำเพื่อคนที่ท่านไม่เคยรู้จักมาก่อน พ่อแม่ก็ไม่ใช่ ลูกก็ไม่ใช่ ญาติก็ไม่ใช่ ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสมาเป็นศิษย์ โชคดีเพียงใดที่ได้รับโอกาสนี้ และจะตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ และพระศาสนาเช่นใด ทุกอย่างท่านต้องเป็นผู้เลือกเอง

One thought on “กาลเวลาพิสูจน์ธรรม (ตอนที่ 1)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.