ประสบการณ์ภาวนาคุณชมมณี

พัฒนาการทางจิตในครั้งนี้ของข้าพเจ้านั้น เกิดจากการปฏิบัติภาวนาอย่างเป็นหน้าที่และมีวินัย แบบมีแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ คือ ความกลัว!!

ข้าพเจ้ากลัวว่า จะสูญเสียท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักอย่างสูงยิ่งไปในเวลาอันรวดเร็ว หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นกายเนื้อของท่านอีก จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเพียร อดทน และอดทน ฝึกฝนตนภาวนาอย่างเป็นหน้าที่หลักของชีวิต และตระหนักว่า ถ้ามีความรับผิดชอบต่อการภาวนาของตน ก็เท่ากับมีความรับผิดชอบต่อธรรมที่ท่านอาจารย์เมตตาถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ หากข้าพเจ้าเพียรภาวนาและทำธรรมในตนให้เจริญขึ้นได้ในทุก ๆ วัน ก็เท่ากับได้ตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงเพียรภาวนารับผิดชอบต่อหน้าที่นี้อย่างยิ่ง แม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อยจากเรื่องราวของชีวิต ครอบครัว และงานประจำก็ไม่หวั่น ยังคงทำหน้าที่ต่อไปทุก ๆ วัน เว้นเพียงวันไหนที่ต้องเดินทางไกลและเจ็บป่วยจริง ๆ เพราะไม่มีหน้าที่ใดหรือกิจใดสำคัญยิ่งไปกว่าการภาวนา

ข้าพเจ้าชื่อชมมณี เกิดในครอบครัวชาวนา จึงค่อนข้างจะลำบากและทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมีแต่คำว่าต่อสู้ ดิ้นรน และอดทน ทำธุรกิจก็ถูกหลอกสูญเสียเงินไปมากมาย เพื่อนยืมเงินก็ไม่ได้คืน หน้าที่การงานก็ไม่ราบรื่น

แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามีขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิตคือ มารดาและพระพุทธศาสนา การทำบุญกุศลที่ผ่านมาจะเป็นในแบบทำตามประเพณี เช่น การทำทาน ช่วยเหลืองานวัด
ข้าพเจ้ามีความเคารพศรัทธาในพระพุทธองค์ พระธรรม และพระสงฆ์อย่างยิ่ง เพราะชีวิตจะคุ้นเคยกับวัดป่า แต่แม้จะเคารพศรัทธาอย่างไรก็ตาม ศีล 5 ก็ยังรักษาไม่ได้ ยังคงหาข้ออ้างเสมอเวลาทำผิดศีล ว่าตนได้ทำลงไปเพราะดูแลครอบครัว เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาเสียจริง ๆ เมื่อมองย้อนกลับไปก็รู้สึกละอายแก่ใจอย่างยิ่ง

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมปี 2560 ข้าพเจ้าประสบกับปัญหาทางหน้าที่การงานอย่างหนัก ทุกข์ใจมาก แต่งานพิเศษที่ทำกลับทำเงินให้มากมาย ทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกลัว..เงิน! มองเห็นเงินเป็นอสรพิษร้าย เพราะเงิน..จึงทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น ไม่รู้จักอิ่ม เติมไม่รู้จักเต็ม ตาชั่ง (ความยุติธรรม) เอียงได้ก็เพราะเงิน ทำให้ข้าพเจ้ากลัว กลัวมากขึ้น ๆ ทุกวัน จนกลายเป็นความอึดอัดและอยากลาออกจากงาน แต่คุณแม่ขอร้องไว้ เพราะความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ของครอบครัวตน ของแม่ พี่ และน้อง ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบให้เกือบทั้งหมดในช่วงนั้น

เมื่อหาทางออกไม่ได้…

การเดินทางสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนาของข้าพเจ้าจึงเริ่มขึ้น
เมื่อได้ไปทำฟันที่คลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่ง ขณะกำลังรอคิว ข้าพเจ้าได้หยิบนิตยสารเล่มบาง ๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน พบบทสัมภาษณ์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี อ่านแล้วก็เห็นว่าประวัติการออกปฏิบัติธรรมด้วยตนเองของท่านน่าสนใจ แต่ในเนื้อหาของนิตยสารมีข้อมูลไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นประวัติทางโลกและการเดินเข้าสู่ทางปฏิบัติด้วยตนเองของท่านเท่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจและอยากติดตามอ่านเรื่องราว แต่ไม่รู้ว่าจะติดตามจากที่ใดจึงได้วางความคิดลง

เมื่อออกจากคลินิก ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในร้านหนังสือซีเอ็ด ตาก็เหลือบมองไปที่แผงหนังสือขายดี พลันก็ไปพบเข้ากับหนังสือ “ฆราวาสบรรลุธรรม 2” จึงรีบตรงเข้าไปหยิบเปิดอ่านทันที เพียงแค่อ่านหน้าปก ปกหลัง และคำนำเท่านั้นก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาจุกอยู่ตรงกลางอก บ่อน้ำตาเหมือนเขื่อนกำลังจะแตก! “นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว” รีบปิดหนังสือแล้วบอกพนักงานขายว่า ให้ช่วยหาหนังสือที่ท่านผู้นี้เขียน เอาทุกเล่มที่มี และก็ซื้อมาหลายชุดเพราะกลัวจะหมด เมื่อกลับถึงบ้านยังไม่ทำกิจอันใด ก็เปิดหนังสืออ่านก่อนทันที อ่านไปก็ร้องไห้ไป

จากนั้นก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกในเฟซบุ๊ก และโทรประสานขอข้อมูลต่าง ๆ พร้อมร่วมทำบุญกับมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต

ข้าพเจ้าได้ส่งใบสมัครเพื่อขอเข้ารับการอบรมในคอร์สอานาปานสติและเตโชวิปัสสนากรรมฐาน พร้อม ๆ กับส่งอีเมลกราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อขอเป็นศิษย์ท่าน ท่านอาจารย์ได้เมตตาตอบว่า “อย่ามัวแต่ศรัทธาอย่างเดียว ต้องออกเดินทางด้วย” ข้าพเจ้าเหมือนถูกกระชากจิตให้ตื่นขึ้นจริง ๆ ยิ่งกว่าการได้อ่านหนังสือของท่านหลายล้านเท่านัก

หลังจากนั้น แทนที่จะรอจนกว่าจะได้เข้าคอร์ส ข้าพเจ้าก็ขวนขวายหาทางมาร่วมงานผ้าป่าสามัคคีในปี 2560 และร่วมงานภาวนาเพื่อแผ่นดินในปีเดียวกันด้วย และในวันงานทอดผ้าป่าสามัคคีนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องราวการหมดอายุขัยของท่านอาจารย์ก็ร้องไห้ราวกับหัวใจสลาย เกิดอะไรขึ้นนี่ ข้าพเจ้ามาพบสายธรรมเตโชวิปัสนาและพบท่านอาจารย์ โดยยังไม่ทันได้เรียนรู้ธรรมเพื่อนำตนออกจากทุกข์นี้เลย เหตุใดท่านถึงจะหมดอายุขัยเสียแล้ว

นับจากวันที่ได้อ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมทั้ง 2 เล่มแล้ว ข้าพเจ้าได้จัดการเปลี่ยนแปลงชีวิตตนแทบจะใหม่หมด เริ่มจากการขอย้ายงานมาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ยอมเป็นเครื่องมือรับใช้ใคร อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากทำ ไม่ค่อยได้พบปะคน แต่มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น แม้เวลาในการทำงานจะสูงถึงวันละ 17 ชม. ก็ตาม บางครั้งทำต่อเนื่องกันตั้งแต่ 4 วัน 8 วันจนถึง 12 วันก็มี แม้จะเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้อยู่บ้าง แต่ก็ใช้คาถาดีคือ อดทนและอดทน เพื่อเป้าหมายที่สูงสุดของตน และได้จัดเวลาในการสวดมนต์ ภาวนา (พุทโธ) และมีผ่อนอาหารบ้างในวันพระ ปฏิบัติเช่นนี้ทุกวัน เหมือนสงฆ์ที่ท่านทำกิจของสงฆ์ ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติประจำวันเช่นใด ก็พยายามนำมาปรับใช้กับตน ทำบ้านให้เป็นวัด ทำที่ทำงานให้เป็นโรงเรียนที่ออกไปทำข้อสอบ เพราะที่นั่นคือสนามอารมณ์ทุกรูปแบบ

ข้าพเจ้าทำอยู่เช่นนี้จนได้เข้าคอร์สอานาปานสติครั้งแรกเมื่อ 1-4 ก.พ. 2561 หลังออกจากคอร์สมา ก็พยายามฝึกเฝ้าดูลมหายใจ และมีการจดบันทึกวันเวลาที่ตนปฏิบัติ เพื่อเป็นการควบคุมการปฏิบัติว่าได้ทำหรือไม่อย่างไรในแต่ละวัน เช่นเดียวกับที่เราไปลงเวลาทำงาน จะได้รู้ว่าขยันหรือขี้เกียจต่อหน้าที่การงานของตน จากนั้นข้าพเจ้าได้รับโอกาสให้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรกเมื่อ 29 เม.ย. ถึง 6 พ.ค. 2561 และครั้งที่ 2 เมื่อ14-20 ม.ค. 2562

เมื่อได้รับความเมตตาสอนสั่งธรรมและได้รับกรรมฐานในสายธรรมเตโชวิปัสสนาแล้ว ข้าพเจ้าได้เพียรฝึกภาวนาอย่างมีวินัยเริ่มจาก 1 ชม. เพิ่มเป็น 1.30, 2, 2.30 และ 3 ชม. ต่อเนื่องในแต่ละวัน เฉลี่ยแล้วก็ภาวนาประมาณ 4-6 ชม. ต่อวัน มากสุดถึง 8 ชม. ต่อวันก็มี โดยไม่ได้ไปเบียดบังเวลาของครอบครัวและหน้าที่การงาน จะปฏิบัติอยู่อย่างนี้ น้อยบ้าง มากบ้าง ร้อนบ้าง ไม่ร้อนบ้าง สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง จะมีเวทนาอย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่ไปทุกข์กับมัน ขอเพียงได้ทำหน้าที่ภาวนาของตนก็พอ และถ้าช่วงไหนเป็นช่วงที่ได้พักยาว ๆ ก็จะออกถือสันโดษ 3 วันต่อเนื่อง โดยใน 3 วันนี้เคยภาวนาได้รวมแล้ว 22 ชม. ก็มี แต่ไม่บ่อยนักเนื่องจากเวลาไม่อำนวย

ครั้งล่าสุดข้าพเจ้าน้อมปฏิบัติถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์ เพื่อน้อมตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ท่านได้เมตตาสอนสั่งให้เป็นคนดีและชี้ทางออกจากทุกข์ให้ ข้าพเจ้าจึงหนักแน่นในทางเดินเส้นนี้เสมอมา

จนถึงเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งที่ 3 เมื่อ 22-28 ก.ค. 2562

เมื่อถึงธรรมสถานในวันแรก ข้าพเจ้าได้เข้าไปน้อมกราบที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ องค์พระมหามงคลโพธิญาณ รูปหล่อพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และภาพท่านอาจารย์บนหอปฏิบัติ
หลังจากนั้นก็รับการปฐมนิเทศและขึ้นหอปฏิบัติ สมาทานศีล 8 ภาวนา และฟังธรรมบรรยายของท่านอาจารย์ ในวันนี้ท่านอาจารย์สอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา สอนให้รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ วิธีดับทุกข์ ตัณหา และอุปาทาน ข้าพเจ้ามีสติในการฟังมากและรู้สึกว่าฟังธรรมบรรยายของท่านในครานี้ช่างเข้าใจดีแท้ เมื่อก่อนคิดว่าเข้าใจแล้ว เหตุใดคราวนี้จึงรู้สึกเข้าใจไปถึงข้างในเข้าไปในความรู้สึกนึกคิด รู้สึกคล้าย ๆ ว่าท่านอาจารย์กำลังจูงมือศิษย์ค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปทีละก้าว ทีละก้าว

ในวันที่ 2 ธรรมบรรยายของท่านอาจารย์ได้เน้นย้ำในเรื่องให้มีสติ สัมปชัญญะ ความรู้ชัด ให้รู้เท่าทันความคิดปรุงแต่ง ให้ปฏิบัติด้วยจิตตื่นรู้ มีสติสัมปชัญญะในทุกขณะ

วันที่ 3 ท่านอาจารย์เมตตาให้ศิษย์รับกรรมฐาน และเน้นย้ำให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจังให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ให้ชัดในทุกขณะ ยืน เดิน นั่งนอน สติคือความระลึกรู้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัวชัด คือรู้กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นความรู้ตัวทั่วพร้อม ปฏิบัติด้วยจิตตื่นรู้ รู้ตามธรรมชาติหรือรู้ตามจริง รู้แล้วเฉยไม่ไปคิดปรุงแต่งใด ๆ และให้มีอุเบกขา

วันที่ 4 การภาวนาของข้าพเจ้าในวันนี้ มีสภาวะร้อนระอุทั่วตัวแม้จะถอนภาวนาแล้วก็ตาม และมีสภาวะคิดวนเป็นเวลาเกือบ 2 ชม. เมื่อจวนจะครบ 2 ชม. ก็มีความคิดขึ้นว่า “สิ่งใดที่ท่านอาจารย์ไม่ได้สอน อย่าทำ! เท่านั้นแหละ ก็รู้สึกโล่งเลย

วันที่ 5 ท่านอาจารย์ได้สอนเรื่องบุญคุณของผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณบิดา มารดา คุณครูบาอาจารย์ จนถึงคุณของธรรมชาติ ผืนดิน ป่าไม้ แม่น้ำ อากาศ

หลังการภาวนาในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ได้สอบอารมณ์ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้าย ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้น หัวใจเต้นแรง ท่านถามสภาวธรรมว่าเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าได้กราบเรียนว่ามีความร้อนที่หน้าอก ค่อย ๆ ร้อนระอุขึ้น ๆ อัดแน่นขึ้น ๆ แล้วคล้ายจะหมุนเหมือนพายุทอร์นาโด มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีความรู้ชัด มีกระแสซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ในด้านความรู้สึกนึกคิดนั้น ศิษย์รู้สึกรักเคารพเทิดทูนท่านอาจารย์ยิ่งนัก แล้วกราบเรียนต่อว่า ศิษย์ต้องการช่วยเหลืองานท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นกิจน้อยใหญ่ ขณะนั้นมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่า จงเพียรเร่งภาวนาเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์มากกว่านี้ เพราะทุกกิจน้อยใหญ่ของท่านอาจารย์นั้น ล้วนขับเคลื่อนด้วยจิตบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

เมื่อกราบเรียนท่านจบ ข้าพเจ้าก็ร้องไห้แบบอัดแน่นจุกอยู่ในอก ท่านอาจารย์ได้เรียกให้ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ ๆ ตรงด้านหน้า และได้เอ่ยถามว่าชื่ออะไรถึง 3 ครั้งด้วยน้ำเสียงที่มิอาจบรรยายได้ น้ำเสียงของท่านกังวานเข้าถึงจิตถึงใจ มาพร้อมกับกระแสซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านว่า “ศิษย์ชื่อชมมณี ชมมณี ชมมณีค่ะ” หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้แสดงความยินดีในความก้าวหน้าในธรรมว่า “อาจารย์ยินดีด้วยนะคะ นี้คือผลของความเด็ดเดี่ยว หนักแน่น ขอให้ช่วยปกป้องพระบรมศาสดา สืบทอดพระศาสนา และอย่าเป็นศิษย์อกตัญญู”

ข้าพเจ้าน้อมกล่าวตอบท่านอาจารย์ไปว่า ศิษย์จะช่วยเหลืองานท่านอาจารย์ หลังจากนั้นพูดไม่ออกอีก รู้สึกแน่นในอก เต็มในอก เต็มในใจ ตื้นตันในจิตใจ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาเป็นสายน้ำ

จบจากการสอบอารมณ์ ข้าพเจ้าได้น้อมจิตกราบพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้ น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกภพทุกสมัย พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ในพระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ …

ตั้งแต่วันเริ่มต้นที่ได้พบนิตยสารบทสัมภาษณ์ท่านอาจารย์จนถึงวันนี้ นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มาพบท่านอาจารย์ ได้พบสายธรรมเตโชวิปัสสนา ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตเจตนาขอเพียรภาวนาด้วยจิตที่เด็ดเดี่ยว หนักแน่น ตั้งมั่น มีวินัย และเดินตามทางที่ท่านอาจารย์สอนสั่ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.